← 章節目錄

Echoes of the Spirit Valley

章節 4免費

ตอนที่ 4 — เสียงร่ำร้องจากผลึกจันทรา

ลมหนาวพัดกรูเข้ามาในถ้ำที่ไพลินและซีใช้เป็นที่พักพิงยามค่ำคืน กลิ่นอับชื้นของมอสและดินปะปนกับไอเย็นที่ลอยมาจากรอยแยกของผืนหิน แสงจากตะเกียงที่ทำจากเปลือกผลึกขนาดใหญ่ส่องสว่างเรืองรอง สะท้อนเงาตะคุ่มของพวกเขาทั้งสองบนผนังถ้ำที่เต็มไปด้วยผลึกแวววาว ไพลินนอนขดตัวอยู่บนกองใบไม้แห้งที่ซีจัดหามาให้ สัมผัสถึงความแข็งกระด้างของก้อนหินที่แทรกเข้ามาตามแนวกระดูก ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางหลายวันแผ่ซ่านไปทั่วร่าง แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความกระสับกระส่าย เสียงเพลงที่ได้ยิน ณ ธารดาวเมื่อวานยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท มันไม่ใช่แค่เสียงเพลง แต่มันคือความรู้สึกที่ซับซ้อน ยากจะอธิบาย ความโหยหา ความอบอุ่น และความเศร้าที่ปะปนกัน ราวกับจิตวิญญาณของใครบางคนกำลังร่ำร้องผ่านท่วงทำนองนั้น

“เจ้าคิดว่านั่นคืออะไร ซี?” ไพลินถาม เสียงของเธอแหบพร่าเล็กน้อยจากการตะโกนเรียกหาทางในบางช่วงของการเดินทาง “เสียงเพลงนั่น…มันเหมือนกับว่าข้าเคยได้ยินมันมาก่อน แต่ก็จำไม่ได้เสียที”

ซีที่กำลังนั่งลับคมมีดสั้นของตนเองเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีเข้มของมันสะท้อนแสงตะเกียงเป็นประกาย “มันคือเสียงของบรรพกาล ไพลิน… เสียงที่หลับใหลอยู่ในสายเลือดของเจ้า และในผืนดินแห่งนี้” ซีหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังรวบรวมคำพูด “แผ่นหินของพ่อเจ้า…มันนำทางเรามาถูกทางแล้ว กลุ่มดาวที่สลักอยู่บนก้อนหินรูปมือนั่น…มันไม่ใช่เพียงแค่สัญลักษณ์ มันคือแผนที่ มันคือเพลงที่ยังไม่สมบูรณ์”

ไพลินพยักหน้าช้าๆ ภาพกลุ่มดาวบนก้อนหินยังคงแจ่มชัดในความทรงจำ มันมีลักษณะคล้ายรูปมือที่กำลังยื่นออกไป ราวกับจะคว้าบางสิ่งบางอย่างที่มองไม่เห็น แสงจากขลุ่ยวิญญาณของพ่อเธอที่วางอยู่ข้างกายส่องประกายวูบหนึ่งเมื่อมีเสียงลมหวีดหวิวพัดผ่านปากทางเข้าถ้ำ

“แต่เราจะหา ‘เพลงแห่งการเยียวยา’ ที่สมบูรณ์ได้อย่างไร” ไพลินครุ่นคิด “เรามีแค่เบาะแสจากกลุ่มดาว และเสียงเพลงที่เลือนรางนี่เท่านั้น”

“ตำนานเล่าว่า ‘เพลงแห่งการเยียวยา’ ถูกบรรเลงครั้งสุดท้าย ณ สถานที่ที่ ‘ผลึกจันทรา’ ส่องแสงนำทาง” ซีกล่าว “ผลึกจันทรา…ข้าไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลย” ไพลินเอ่ยขึ้น “มันอยู่ที่ไหนกัน?”

“นั่นคือสิ่งที่เราต้องค้นหา” ซีตอบกลับ แววตาฉายแววมุ่งมั่น “แผ่นหินของพ่อเจ้า… มันส่องแสงเมื่อเราอยู่ใกล้ธารดาว แต่มันก็เงียบไปเมื่อเราออกห่างจากมัน นั่นหมายความว่ามันยังคงเชื่อมโยงกับพลังแห่งดวงดาว และสถานที่แห่งต่อไปของเรา… น่าจะยังคงอยู่ภายใต้อิทธิพลของมัน”

รุ่งเช้ามาถึงพร้อมกับแสงแดดสีทองที่สาดส่องผ่านช่องเขา ไพลินและซีเก็บสัมภาระอย่างเงียบเชียบ ความเหนื่อยล้าเมื่อคืนถูกแทนที่ด้วยความหวังและความกระตือรือร้น ไพลินหยิบขลุ่ยวิญญาณขึ้นมา สูดลมหายใจลึกแล้วเป่าท่วงทำนองอันคุ้นเคยออกมา เสียงขลุ่ยที่แหบแห้งในตอนแรกค่อยๆ อิ่มเอิบและกังวานขึ้น มันปลุกให้จิตวิญญาณของผืนป่ารอบข้างดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง ทันใดนั้น แผ่นหินสลักในมือของไพลินก็เริ่มสั่นสะเทือนและเปล่งแสงสีฟ้าอ่อนๆ ออกมา แสงนั้นส่องสว่างเป็นลำแสง ชี้ไปยังทิศทางหนึ่งของหุบเขา

“มันกำลังนำทางเรา!” ไพลินอุทานด้วยความตื่นเต้น

“ดูเหมือนว่า…ตำนานจะไม่เคยโกหก” ซีกล่าว พลางก้าวเดินตามแสงนั้นไป

การเดินทางครั้งใหม่เริ่มต้นขึ้น พวกเขาเดินลึกเข้าไปในหุบเขาที่ยังไม่เคยมีใครไปถึงมาก่อน ต้นไม้ใหญ่สูงเสียดฟ้าปกคลุมด้วยเถาวัลย์หนาทึบ อากาศเริ่มเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด และเสียงกระซิบของสายลมที่พัดผ่านใบไม้ก็ดังราวกับเสียงกระซิบของเหล่าวิญญาณ บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนไป จากความสงบร่มรื่นของป่า กลายเป็นความลึกลับน่าเกรงขาม

เมื่อเดินไปได้สักพัก พวกเขาก็มาถึงหน้าผาขนาดมหึมา ผืนหินสีดำสนิททอดตัวสูงตระหง่านขึ้นไปจนสุดสายตา ผาแห่งนี้ดูราวกับถูกผ่าครึ่งด้วยคมดาบอันใหญ่โต ฝั่งหนึ่งของหน้าผาเต็มไปด้วยน้ำตกที่ไหลรินลงมาจากเบื้องบน เป็นภาพที่งดงามแต่ก็แฝงไว้ด้วยความน่าสะพรึงกลัว แสงแดดส่องกระทบละอองน้ำจนเกิดเป็นรุ้งกินน้ำหลากสี ทว่าอีกฝั่งหนึ่งของหน้าผากลับมืดมิดไร้ซึ่งแสงสว่างใดๆ ราวกับเป็นปากเหวที่ไร้ก้นบึ้ง

แผ่นหินในมือไพลินสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง ลำแสงสีฟ้าอ่อนๆ นั้นชี้ตรงไปยังส่วนที่มืดมิดที่สุดของหน้าผา “ที่นี่…ที่นี่ต้องเป็นที่ที่เราตามหา” ไพลินกล่าว น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความรู้สึกผสมปนเป ทั้งความหวัง ความกลัว และความทึ่ง

“แต่…เราจะเข้าไปได้อย่างไร” ซีถาม พลางสำรวจรอบๆ “ดูเหมือนจะไม่มีทางลงไปเลย”

ทันใดนั้นเอง เสียงขลุ่ยวิญญาณของไพลินก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ใช่แค่ท่วงทำนองที่เธอเป่า แต่มันเหมือนกับมีเสียงตอบรับดังมาจากเบื้องลึกของผา เสียงนั้นทุ้มต่ำ กึกก้อง และเต็มไปด้วยพลังงานโบราณ มันสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งผืนดิน

“นั่นมัน…?” ไพลินหันไปมองซีด้วยความตกตะลึง

“ขลุ่ยของเจ้า…มันกำลังตอบรับกับบางสิ่งบางอย่าง” ซีพูดพลางยกมือขึ้นกุมขลุ่ยวิญญาณของตนเอง “และข้า…ข้ารู้สึกได้ถึงพลังงานที่เข้มข้นกว่าที่ธารดาวเสียอีก”

ขณะที่ไพลินกำลังจะเป่าขลุ่ยอีกครั้งเพื่อสำรวจเสียงตอบรับนั้นเอง ทันใดนั้นเอง ผนังหินสีดำที่ดูแข็งแกร่งราวกับหินผา ก็เริ่มสั่นไหว เผยให้เห็นรอยแยกที่ค่อยๆ ขยายตัวออก ราวกับประตูโบราณกำลังเปิดออกเองอย่างช้าๆ จากภายในรอยแยกนั้น มีแสงสีขาวนวลสว่างวาบออกมา ยิ่งกว่าแสงใดๆ ที่พวกเขาเคยพบเห็นมาก่อน แสงนั้นไม่ได้ร้อนแรง แต่กลับให้ความรู้สึกเย็นสบายและบริสุทธิ์ มันสาดส่องไปยังผืนน้ำตกที่อยู่ไม่ไกล ทำให้ละอองน้ำที่ลอยฟุ้งเกิดเป็นประกายระยิบระยับราวกับเพชรนับล้านเม็ด

“นั่นมัน…ผลึกจันทรา!” ไพลินอุทาน แสงที่ออกมาจากรอยแยกนั้น มีลักษณะคล้ายผลึกแก้วขนาดมหึมาที่เรืองแสงได้ด้วยตัวเอง มันส่องสว่างราวกับดวงจันทร์ที่ถูกย่อส่วนลงมาวางไว้เบื้องหน้า

“ข้าไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย” ซีกล่าว ดวงตาเบิกกว้างด้วยความอัศจรรย์ “ตำนานเล่าว่า…มันเป็นผลึกที่เกิดจากน้ำตาของดวงจันทร์… และมีพลังในการเยียวยาที่ไร้ขีดจำกัด”

ประตูที่เปิดออกนั้น กว้างพอสำหรับให้คนสองคนเดินเข้าไปได้อย่างสบายๆ ไพลินหันไปมองซี สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “เราต้องเข้าไปดู”

ซีพยักหน้าเห็นด้วย พวกเขาเดินเข้าไปในโพรงหินที่เปิดออก ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไป แสงจากผลึกจันทราก็สว่างเจิดจ้าขึ้นอีกจนต้องยกมือขึ้นบังตา เมื่อแสงนั้นค่อยๆ จางลง เผยให้เห็นภาพเบื้องหน้า… พวกเขามายืนอยู่ท่ามกลางห้องโถงขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยผลึกจันทรานับพันนับหมื่นชิ้นที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศ แต่ละชิ้นเปล่งแสงสีขาวนวลราวกับมีชีวิต เสียงเพลงที่ไพลินได้ยินจากธารดาวดังขึ้นอีกครั้ง แต่มันชัดเจนกว่าเดิม ราวกับถูกบรรเลงอยู่ตรงหน้าพวกเขา ท่วงทำนองนั้นยังคงมีความโหยหา แต่ก็มีความหวังและความอบอุ่นที่เข้มข้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ท่ามกลางผลึกนับไม่ถ้วน มีแท่นบูชาหินโบราณตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ไพลินรู้สึกราวกับถูกดึงดูดให้เข้าไปใกล้ แผ่นหินสลักในมือของเธอส่องแสงเจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม มันสว่างจนแทบจะมองไม่เห็นรายละเอียดของตัวแผ่นหินเอง และเมื่อไพลินก้าวเข้าไปใกล้แท่นบูชา แผ่นหินนั้นก็ลอยขึ้นจากมือของเธอ และค่อยๆ วางตัวลงบนแท่นบูชาพอดี

ทันทีที่แผ่นหินถูกวางลงบนแท่นบูชา ท่วงทำนองเพลงที่ดังอยู่รอบตัวก็เปลี่ยนไป มันยิ่งใหญ่และทรงพลังมากขึ้น เสียงของมันราวกับจะดังก้องไปทั่วทั้งหุบเขา และเมื่อเพลงบรรเลงถึงจุดสูงสุด ผลึกจันทราทั้งหมดก็เปล่งแสงเจิดจ้าพร้อมกัน ทำให้ห้องโถงทั้งห้องสว่างไสวราวกับกลางวัน

ไพลินรู้สึกราวกับมีพลังงานบางอย่างไหลเวียนเข้ามาในตัวเธอ มันไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่มันคือความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูของร่างกาย เธอหลับตาลง ปล่อยให้กระแสพลังนั้นไหลผ่าน ภาพต่างๆ ผุดขึ้นมาในหัวอย่างรวดเร็ว… ภาพของหญิงสาวผู้หนึ่งกำลังบรรเลงขลุ่ยวิญญาณท่ามกลางสายฝน ภาพของป่าที่กำลังเหี่ยวเฉา และภาพของเด็กน้อยที่กำลังร้องไห้…

เมื่อไพลินลืมตาขึ้นอีกครั้ง เธอก็พบว่าแผ่นหินสลักได้สลายกลายเป็นผงธุลีสีทองที่ลอยวนอยู่รอบตัวเธอ ก่อนจะค่อยๆ รวมตัวกันเป็นรูปของโน้ตดนตรีโบราณที่ลอยเด่นอยู่ตรงหน้า เป็นโน้ตเพลงที่สมบูรณ์… ‘เพลงแห่งการเยียวยา’ ที่เธอตามหามาตลอด

“เรา…เราเจอแล้ว” ไพลินกล่าว เสียงของเธอสั่นเครือด้วยความตื้นตัน

ซีเดินเข้ามาหาไพลินอย่างช้าๆ ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความประหลาดใจและความยินดี “เจ้าทำได้…ไพลิน เจ้าทำสำเร็จแล้ว”

แต่ก่อนที่ทั้งสองจะได้เฉลิมฉลองความสำเร็จนั้นเอง จู่ๆ แผ่นหินที่สลายไปแล้วก็เริ่มรวมตัวกันอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ได้รวมตัวเป็นโน้ตเพลง มันกลับรวมตัวเป็นสัญลักษณ์แปลกประหลาดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน สัญลักษณ์นั้นดูคล้ายงูที่กำลังเลื้อยพันรอบกะโหลกศีรษะ และทันใดนั้นเอง ผนังหินรอบตัวพวกเขาก็เริ่มสั่นสะเทือนอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่การเปิดออก แต่เป็นการพังทลายลงมา เสียงครืนครั่นดังสนั่นหวั่นไหว ราวกับภูเขาจะถล่มลงมาทับพวกเขา

“แย่แล้ว!” ซีตะโกน “แท่นบูชานั่น…มันคงเป็นกลไกบางอย่าง! เราต้องรีบออกไปจากที่นี่!”

ไพลินมองไปยังโน้ตเพลงที่ปรากฏขึ้น ซึ่งเป็น ‘เพลงแห่งการเยียวยา’ ที่สมบูรณ์แล้ว แต่ก็มองไปยังทางเข้าที่กำลังจะพังทลายลงมา ความขัดแย้งถาโถมเข้ามาในใจ…จะคว้าบทเพลงแห่งความหวัง หรือจะเอาชีวิตรอดกลับออกไป? ความหวังของคนทั้งหุบผาวิญญาณ…ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเธอในครั้งนี้

--- ไพลินและซีค้นพบ 'เพลงแห่งการเยียวยา' ที่แท่นบูชาผลึกจันทรา แต่การค้นพบนี้กลับทำให้สถานที่แห่งนั้นเริ่มพังทลายลงมา ทำให้ไพลินต้องเลือกระหว่างการรักษาบทเพลงแห่งความหวังหรือเอาชีวิตรอด