ตอนที่ 79 — เสียงกระซิบจากแก่นแก้ว
ความว่างเปล่าโอบล้อมกานต์ราวกับผ้าห่มที่ไร้ซึ่งน้ำหนัก ท้องฟ้าสีดำสนิทปราศจากดวงดาว ทะเลทรายสีทองที่เคยเป็นบ้าน บัดนี้เป็นเพียงความทรงจำที่เลือนรางบนผิวแก้วทรายอันเปราะบางของเขา ผิวที่แตกเป็นริ้วรอยราวแผนที่แห่งกาลเวลา แต่ละรอยร้าวคือเศษเสี้ยวของชีวิตที่กำลังจะถูกพายุแห่งความเงียบกลืนกิน
เสียงกระซิบแผ่วเบาที่เคยนำทางเขา บัดนี้ดังขึ้นอีกครั้ง แต่ไม่ใช่เสียงที่อบอุ่นเหมือนครั้งก่อน มันแห้งแล้ง เย็นเยียบ ราวกับเสียงของทรายที่กำลังเสียดสีกันเองในพายุที่ไร้ที่สิ้นสุด “ที่นี่...คือจุดเริ่มต้น...และจุดจบ” เสียงนั้นกระซิบ ราวกับจะเย้ยหยันเขา
กานต์พยายามรวบรวมเศษเสี้ยวสติสัมปชัญญะที่เหลืออยู่ ความทรงจำเกี่ยวกับอารยันนคร เมืองแห่งแสงแดดและเสียงหัวเราะ เมืองที่เขาสลักประวัติศาสตร์ลงบนแก้วทรายเพื่อส่งต่อให้คนรุ่นหลัง บัดนี้เมืองนั้นกลับกลายเป็นเมืองผลึกแก้วที่สวยงามแต่ไร้ชีวิตชีวา อันเป็นผลมาจากการกระทำของเขาเอง การปลุกผู้กวาดล้างจังหวะ การต่อสู้กับเจตจำนงแห่งความเงียบ และการสูญเสียเซนอส... ภาพของเซนอส เพื่อนรัก ผู้ซึ่งบัดนี้เหลือเพียงเสียงสะท้อนอันเลือนรางในความว่างเปล่า ปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของเขา
“เซนอส...” เขาพึมพำ ชื่อนั้นหลุดออกจากริมฝีปากที่แห้งผากราวกับละอองทราย
“เราอยู่ที่นี่ กานต์” เสียงของเซนอสตอบกลับมา แต่ไม่ใช่เสียงที่มาจากทางกายภาพ มันดังขึ้นจากภายในตัวเขาเอง ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณที่แตกสลาย “ที่นี่คือรอยแยก... จุดที่ทุกสิ่งกำลังจะสูญสลาย”
กานต์กวาดสายตาไปรอบตัว แม้จะตาบอดข้างหนึ่ง แต่ประสาทสัมผัสที่เหลืออยู่ของเขาไวต่อการเปลี่ยนแปลงรอบตัวอย่างแหลมคม เขาเห็นมัน... รอยร้าวที่กำลังขยายใหญ่ขึ้นบนผืนฟ้าสีดำ เป็นรอยร้าวที่ไม่ได้มีเพียงความมืด แต่ยังมีความว่างเปล่าอันบริสุทธิ์ที่กำลังคืบคลานเข้ามา กลืนกินทุกสรรพสิ่ง
“แกนเสียงดนตรีแห่งทราย...” กานต์พึมพำอีกครั้ง “มันอยู่ที่ไหน?”
“แกนเสียง... คือสิ่งสุดท้ายที่เชื่อมเราไว้” เซนอสตอบ “มันกำลังถูกกลืนกิน... เช่นเดียวกับทุกสิ่ง”
ทันใดนั้น กานต์สัมผัสได้ถึงความสั่นสะเทือนที่แตกต่างออกไป ไม่ใช่เสียงกระซิบที่เย็นเยียบ ไม่ใช่ความว่างเปล่าที่กำลังคืบคลานเข้ามา แต่มันคือเสียงเพลง... เสียงเพลงที่แผ่วเบา หวานโหย แต่เต็มไปด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ เป็นเสียงเพลงที่เขาคุ้นเคยอย่างยิ่ง
“แกนเสียง...” กานต์สูดลมหายใจลึก “มันอยู่ไม่ไกล...”
เขาเริ่มก้าวเดินไปข้างหน้า สัญชาตญาณนำทางเขาไป เสียงเพลงนั้นค่อยๆ ดังขึ้น ชัดเจนขึ้น ราวกับกำลังเรียกหาเขาจากใจกลางของความว่างเปล่านี้ ผิวแก้วทรายของเขารู้สึกเหมือนกำลังจะแตกสลายทุกครั้งที่เขาขยับ รอยร้าวบนร่างของเขากำลังขยายใหญ่ขึ้น แต่เขาก็ยังคงเดินหน้าต่อไป
“ระวัง กานต์” เสียงของเซนอสเตือน “เจตจำนงแห่งความเงียบ... มันกำลังจะกลืนกินทุกสิ่ง... รวมถึงแกนเสียงด้วย”
กานต์มองไปยังทิศทางที่เสียงเพลงดังขึ้น เขาสัมผัสได้ถึงพลังอันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากที่นั่น พลังที่สามารถต่อต้านความเงียบที่กำลังคืบคลานเข้ามา แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกได้ถึงความเปราะบางของมัน ราวกับว่ามันกำลังจะแตกสลายไปทุกเมื่อ
“เราต้องไปให้ถึง...” กานต์กล่าว “เราต้อง... สลัก... ความทรงจำ... ลงบนเสียงเพลงนั้น...”
ขณะที่เขาก้าวเข้าไปใกล้ เสียงเพลงก็ยิ่งดังชัดเจนขึ้น มันไม่ใช่เพียงเสียงดนตรีอีกต่อไป แต่เป็นเหมือนการรวมตัวของความทรงจำทั้งหมดในจักรวาลนี้ เสียงหัวเราะ น้ำตา ความสุข ความเศร้า ทุกอารมณ์ที่เคยมีมา มันกำลังถูกบรรจุอยู่ในเสียงเพลงแห่งแกนเสียงดนตรีแห่งทราย
แต่แล้ว ท่ามกลางเสียงเพลงอันไพเราะนั้น กานต์ก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวกว่าเดิม มันคือความเงียบที่แท้จริง ความเงียบที่ไม่ได้เกิดจากการปราศจากเสียง แต่เป็นความเงียบที่เกิดจากการถูกลบเลือนทุกสรรพสิ่งให้กลับคืนสู่ความว่างเปล่าอันบริสุทธิ์
“มันมาแล้ว...” เซนอสกระซิบ “เจตจำนงแห่งความเงียบ... มันกำลังจะกลืนกินทุกสิ่ง...”
เบื้องหน้าของกานต์ ปรากฏเงาร่างอันไร้รูปทรงที่กำลังแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว มันไม่ได้มีรูปร่างที่ชัดเจน แต่กานต์สัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านออกมาจากมัน มันกำลังกลืนกินทุกสรรพสิ่งรอบตัว รวมไปถึงเสียงเพลงอันไพเราะของแกนเสียงดนตรีแห่งทราย
“ไม่...!” กานต์ตะโกน เขาพยายามจะสลักอักขระแห่งการคงอยู่ของตนเองลงบนร่างแก้วทรายที่เปราะบาง แต่รอยร้าวบนตัวเขาก็ยิ่งขยายใหญ่ขึ้น ราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
“เราต้องไปให้ถึง...” เขากล่าว น้ำเสียงสั่นเครือ “ก่อนที่ทุกอย่างจะ... หายไป...”
กานต์เร่งฝีเท้า ท่ามกลางความว่างเปล่าที่กำลังถูกกลืนกิน เสียงเพลงของแกนเสียงดนตรีแห่งทรายดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับจะปลอบประโลมเขา แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีเสียงกระซิบอันเย็นเยียบดังขึ้นมาจากเงามืด “ทุกสิ่ง... จะกลับคืนสู่... ความเงียบ...”
เขาสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่กำลังจะสูญสลายไป... เซนอส... ความทรงจำ... ตัวตนของเขาเอง... ทุกสิ่งกำลังจะถูกกลืนกินโดยเจตจำนงแห่งความเงียบ
แต่กานต์ไม่ยอมแพ้ เขายังคงเดินหน้าต่อไป มุ่งหน้าสู่แหล่งกำเนิดของเสียงเพลงแห่งแกนเสียงดนตรีแห่งทราย เขาต้องไปให้ถึง... ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป... ก่อนที่ความเงียบจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง... เหลือเพียงความว่างเปล่าอันบริสุทธิ์...
และแล้ว เขาก็เห็นมัน... ท่ามกลางความว่างเปล่าที่กำลังถูกกลืนกิน แกนเสียงดนตรีแห่งทรายกำลังส่องแสงเรืองรอง แต่แสงนั้นกำลังริบหรี่ลงอย่างรวดเร็ว ถูกปกคลุมไปด้วยอักขระโบราณสีดำที่กำลังแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว
“ไม่!” กานต์ตะโกนอีกครั้ง เขาพุ่งเข้าไปหาร่างแก้วที่แตกสลายของตนเอง รวบรวมเศษเสี้ยวความทรงจำสุดท้ายที่มีอยู่ สลักมันลงไปบนผิวแก้วที่กำลังปริแตก “ข้า... ยังคง... อยู่!”
อักขระโบราณสีดำเริ่มคืบคลานเข้ามาใกล้ตัวเขา มันสัมผัสกับผิวแก้วของเขา ทำให้เกิดเสียงเสียดสีราวกับทรายที่กำลังกรีดร้อง
“เจ้า... จะไม่... กลืนกิน... ข้า!” กานต์คำราม เขารวบรวมพลังทั้งหมดที่มี สลักอักขระแห่งการคงอยู่ของตนเองลงบนแกนเสียงดนตรีแห่งทราย แม้จะรู้ดีว่ามันอาจไม่เพียงพอ
ประตูมิติที่เคยปรากฏอยู่เบื้องหน้า บัดนี้กำลังปิดลงอย่างรวดเร็ว เสียงกระซิบแห่งความเงียบดังขึ้นรอบตัวเขา “สายไปแล้ว...”
แต่กานต์ไม่ยอมรับโชคชะตา เขาตัดสินใจที่จะใช้เศษเสี้ยวความทรงจำสุดท้ายที่มี สลักมันลงบนแกนเสียงดนตรีแห่งทราย โดยหวังว่ามันจะสามารถสร้างเสียงเพลงแห่งการดำรงอยู่ได้อีกครั้ง แม้จะรู้ดีว่านี่อาจเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของเขา
ร่างของเขาเริ่มถูกอักขระโบราณสีดำกลืนกิน ผิวแก้วทรายแตกละเอียดเป็นผุยผง แต่ในห้วงสุดท้ายแห่งสติสัมปชัญญะ เขาก็สัมผัสได้ถึงเสียงเพลงที่ดังขึ้น... เสียงเพลงที่แม้จะแผ่วเบา แต่ก็เต็มไปด้วยพลังแห่งการต่อต้าน... และนั่นคือสิ่งเดียวที่เขาสามารถทำได้... ก่อนที่ทุกอย่างจะดำดิ่งสู่ความว่างเปล่าอันไร้ที่สิ้นสุด.
--- กานต์เผชิญหน้ากับ 'เจตจำนงแห่งความเงียบ' ที่กำลังกลืนกินแกนเสียงดนตรีแห่งทรายและทุกสรรพสิ่งในความว่างเปล่า เขาพยายามรวบรวมเศษเสี้ยวความทรงจำสุดท้ายเพื่อสลักอักขระแห่งการคงอยู่ลงบนแกนเสียงก่อนที่ประตูมิติจะปิดลงและเขากำลังจะถูกความเงียบกลืนกิน