← 章節目錄

Inscriptions of the Sand City

章節 41免費

ตอนที่ 41 — บทเพลงแห่งยอดหอคอยและการร่วงหล่นสู่ความจริง

ความเจ็บปวดไม่ใช่สิ่งที่กานต์รู้สึกด้วยสัมผัสทางกายเพียงอย่างเดียว แต่มันคือเสียงดนตรีที่ผิดเพี้ยนซึ่งสั่นสะเทือนอยู่ในทุกอณูของผิวหนังแก้วทรายที่แตกร้าว

เสียงครืนครั่นของการพังทลายดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วหอคอยแก้วที่เคยตั้งตระหง่าน ทว่าบัดนี้มันกลับกลายเป็นเพียงซากปรักหักพังที่กำลังร่วงหล่นลงสู่ความว่างเปล่าเบื้องล่าง กานต์รู้สึกได้ถึงแรงเหวี่ยงมหาศาลที่กระชากร่างของเขาให้ลอยเคว้งไปตามกระแสลมที่เต็มไปด้วยเศษแก้วละเอียด ร่างกายที่กึ่งมนุษย์กึ่งแก้วทรายของเขาสั่นสะท้าน ทุกครั้งที่เศษแก้วเล็กๆ กระแทกเข้ากับรอยร้าวบนผิวหนัง มันจะส่งเสียงกรีดร้องแหลมเล็กที่กานต์ไม่ได้ยินด้วยหู แต่ได้ยินด้วยจิตวิญญาณ

“กานต์! จับมือฉันไว้!”

เสียงของเซนอสดังแทรกผ่านเสียงพายุที่โหมกระหน่ำ กานต์พยายามลืมตาข้างที่ยังใช้งานได้ขึ้น มองฝ่าฝุ่นละอองแสงสีขาวที่พยายามจะกลืนกินทุกอย่าง เขาเห็นร่างของเซนอสที่พยายามตะเกียกตะกายผ่านกระแสลมที่บิดเบี้ยว มือของเซนอสเอื้อมมาหาเขา แต่ระยะห่างระหว่างทั้งสองกลับดูเหมือนจะกว้างไกลออกไปเรื่อยๆ ตามจังหวะการล่มสลายของหอคอย

กานต์กัดฟันกรอด ความทรงจำที่เขาสลักลงไปในเศษเสี้ยวของแกนเสียงดนตรีเมื่อครู่กำลังสะท้อนกลับมา มันไม่ใช่แค่ความทรงจำ แต่มันคือแรงขับเคลื่อนสุดท้ายที่เขามี เขาเห็นภาพอารยันนครในวันที่รุ่งโรจน์ เห็นภาพรอยสลักที่งดงามบนแผ่นแก้ว และเห็นภาพใบหน้าของคนที่เขาเคยรัก—ภาพเหล่านั้นบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นและความโศกเศร้า แต่มันคือ 'ตัวตน' ที่เขายังเหลืออยู่

เขารวบรวมเศษเสี้ยวของความเจ็บปวดที่แตกกระจายในอก สร้างมันขึ้นมาเป็นคลื่นเสียงสั้นๆ ที่รุนแรงและไม่เป็นจังหวะ—คลื่นเสียงแห่งความขัดแย้ง—เพื่อใช้เป็นแรงส่งให้ร่างของเขาพุ่งเข้าหาเซนอส

เปรี้ยง!

เมื่อมือของทั้งสองประสานกัน แรงกระแทกจากการปะทะกันของคลื่นเสียงและแรงโน้มถ่วงทำให้โลกทั้งใบหมุนคว้าง กานต์รู้สึกเหมือนถูกกระชากออกจากมิติหนึ่งไปสู่อีกมิติหนึ่ง ความมืดมิดเข้าครอบงำชั่วขณะ ก่อนที่ความรู้สึกหนักอึ้งจะกดทับร่างของเขาลงบนพื้นผิวที่แข็งและเย็นเยียบ

เขาสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างยากลำบาก อากาศที่นี่ไม่ได้ร้อนระอุเหมือนทะเลทรายภายนอก แต่มันกลับมีความชื้นที่แปลกประหลาดและกลิ่นอายของโลหะที่ถูกหลอมละลาย กานต์พยายามยันกายขึ้น รอยร้าวบนแขนของเขาขยายกว้างขึ้นจนเห็นแสงสีทองเรืองรองไหลเวียนอยู่ภายในเหมือนกระแสเลือดที่ทำจากแก้วเหลว

“เรา... รอดมาได้ใช่ไหม?” เซนอสถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ร่างของชายหนุ่มนอนหมอบอยู่ข้างๆ เขา ในสภาพที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนและฝุ่นแก้วที่เกาะตามเสื้อผ้า

กานต์ไม่ได้ตอบ เขาเพียงแต่กวาดสายตามองไปรอบๆ และต้องชะงักงัน

พวกเขาไม่ได้อยู่ในหอคอยแก้วอีกต่อไป และไม่ได้อยู่ในทะเลทรายกระจกเงาที่เขาเคยรู้จัก เบื้องหน้าของพวกเขาคือโถงกว้างใหญ่ที่ดูเหมือนจะถูกสร้างขึ้นจากฟองอากาศที่แข็งตัว ผนังและเพดานมีความโค้งมนและโปร่งแสง ประดุจว่าพวกเขาอยู่ในใจกลางของอัญมณีขนาดยักษ์ที่ถูกฝังไว้ใต้โลก แสงสว่างไม่ได้มาจากดวงอาทิตย์ แต่มาจากเส้นใยแสงที่ถักทออยู่ตามผนัง คล้ายกับเส้นประสาทของสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมา

“ที่นี่คือที่ไหน...” กานต์พึมพำ เสียงของเขาสั่นเครือ

“ฉันไม่รู้...” เซนอสลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก พลางมองขึ้นไปบนเพดานที่สูงลิบ “แต่มันไม่ใช่ที่ที่คนเป็นควรจะมาอยู่”

กานต์พยายามสำรวจร่างกายตนเอง ความเจ็บปวดที่เคยแหลมคมเริ่มเปลี่ยนเป็นความรู้สึกหน่วงที่ลึกซึ้ง เขาพบว่าในจุดที่รอยร้าวรุนแรงที่สุดบนหน้าอก มีแสงสีเขียวมรกตจางๆ กำลังกะพริบเป็นจังหวะ มันคือเศษเสี้ยวของแกนเสียงดนตรีที่เขาพยายามสลักตัวตนลงไป แต่มันไม่ได้หายไปไหน มันกลับหลอมรวมเข้ากับระบบไหลเวียนพลังงานในร่างแก้วทรายของเขาเสียแล้ว

ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น—ไม่ใช่เสียงที่ผ่านอากาศ แต่เป็นเสียงที่สั่นสะเทือนผ่านพื้นผิวที่พวกเขายืนอยู่

—จงฟัง... เสียงที่ถูกลืม... เสียงที่ถูกฝัง...—

กานต์สะดุ้ง ร่างกายของเขาตื่นตัวโดยสัญชาตญาณ “ใครน่ะ!”

ไม่มีคำตอบเป็นถ้อยคำ แต่แทนที่ด้วยภาพนิมิตที่ไหลบ่าเข้ามาในหัวของกานต์ราวกับเขื่อนแตก เขาเห็นนครอารยันนครที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นทราย แต่ลอยเด่นอยู่ท่ามกลางกลุ่มเมฆแห่งเสียง เขาเห็นการสร้างโลกที่ไม่ได้ใช้เครื่องมือสลัก แต่ใช้ 'การร้องเพลง' เพื่อจัดระเบียบสสาร เขาเห็นยุคสมัยที่ความทรงจำคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกส่งผ่านผ่านเสียงฮัมเบาๆ ของสายลม

และเขาก็เห็น 'ความจริง' ที่น่าหวาดหวั่น

ความทรงจำที่หายไปของอารยันนคร ไม่ได้ถูกลบเลือนโดยอุบัติเหตุ หรือถูกเก็บรักษาโดย Resonators เพื่อความสงบสุขเพียงอย่างเดียว แต่มันถูก 'กักขัง' ไว้ เพราะความทรงจำเหล่านั้นบรรจุไว้ซึ่ง 'ความถี่แห่งการทำลายล้าง'—เสียงเพลงที่หากใครได้ยินเข้า จะสามารถสลายพันธะระหว่างโมเลกุลของทุกสิ่งให้กลายเป็นฝุ่นผงได้ในพริบตา

“กานต์! ตั้งสติ!” เซนอสคว้าไหล่เขาไว้เมื่อเห็นกานต์เริ่มตาค้างและหายใจหอบ “นายเห็นอะไร?”

กานต์ส่ายหัวอย่างรุนแรง เหงื่อเย็นๆ ไหลซึมตามรอยร้าวบนใบหน้า “ความทรงจำ... มันไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ เซนอส... มันคืออาวุธ... สิ่งที่พวกเรากำลังพยายามกู้คืนมา... มันอาจจะเป็นสิ่งที่ทำลายโลกนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง”

เซนอสขมวดคิ้ว สีหน้าเต็มไปด้วยความสับสนและกังวล “หมายความว่ายังไง? ถ้ามันเป็นอาวุธ แล้วทำไมแกนเสียงดนตรีถึงเรียกหานาย? ทำไมมันถึงต้องการให้นายสลักตัวตนลงไป?”

“เพราะฉันคือ 'ความผิดเพี้ยน' ที่สมบูรณ์แบบ” กานต์ตอบด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูแปลกไป มันมีเสียงสะท้อนของแก้วกระทบกันแฝงอยู่ “ระบบของโลกนี้ต้องการความสมบูรณ์แบบที่ไร้เสียงรบกวน แต่ฉัน... ฉันคือเสียงรบกวนที่รวมเอาความเจ็บปวดและความทรงจำที่บิดเบี้ยวไว้ด้วยกัน ถ้าฉันเป็นคนกู้คืนมัน... ฉันก็จะเป็นคนปลดปล่อยเสียงทำลายล้างนั้นออกมาด้วย”

ขณะที่ทั้งสองกำลังถกเถียงกัน เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเป็นจังหวะสม่ำเสมอก็ดังมาจากเงามืดของโถงแก้ว มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของมนุษย์ และไม่ใช่เสียงการเคลื่อนที่ของเครื่องจักรที่เย็นเยียบ แต่มันคือเสียงที่ฟังดูเหมือนจังหวะการเต้นของหัวใจที่ทำจากศิลา

เงาร่างหนึ่งค่อยๆ ก้าวออกมาจากความมืด แสงจากผนังสะท้อนให้เห็นร่างที่สูงใหญ่และสง่างาม ร่างนั้นสวมอาภรณ์ที่ถักทอจากเส้นใยแก้วใสละเอียด ผิวหนังของเขาเป็นสีเงินยวงและมีลวดลายอักขระโบราณไหลเวียนอยู่ใต้ผิวหนังอย่างช้าๆ ใบหน้าของเขาเรียบเฉย ทว่าดวงตาสีฟ้าครามนั้นกลับดูเหมือนจะบรรจุจักรวาลทั้งใบไว้ภายใน

“ผู้สลักรอยร้าว...” ร่างนั้นกล่าว น้ำเสียงของเขาคือท่วงทำนองที่ไพเราะที่สุดเท่าที่กานต์เคยได้ยินมา แต่มันกลับทำให้หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะ “เจ้าพาความโกลาหลมาสู่สถานที่แห่งความสงบเงียบ”

เซนอสก้าวมาบังหน้ากานต์ไว้โดยสัญชาตญาณ มือของเขาแตะที่ด้ามอาวุธ “คุณเป็นใคร? และที่นี่คือที่ไหน?”

ร่างสูงใหญ่ผู้นั้นไม่ตอบคำถามของเซนอส แต่กลับจ้องมองมาที่กานต์—จ้องมองไปยังรอยร้าวบนอกที่กำลังกะพริบแสงสีเขียว “เจ้าไม่ได้มาเพื่อรักษาความทรงจำ... เจ้ามาเพื่อเป็น 'จังหวะใหม่' ของบทเพลงที่จบสิ้นไปแล้ว”

กานต์รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่เพิ่มขึ้นใต้ฝ่าเท้า พื้นแก้วที่พวกเขาเหยียบอยู่เริ่มเปลี่ยนสี จากสีใสเป็นสีแดงเข้มเหมือนเลือดที่กำลังเดือดพล่าน

“แกนเสียงดนตรีไม่ได้เรียกหาเจ้าเพื่อให้เจ้าเป็นผู้พิทักษ์” ชายลึกลับกล่าวต่อ พลางยกมือขึ้น “แต่มันเรียกหาเจ้า... เพื่อให้เจ้าเป็น 'ตัวโน้ตตัวสุดท้าย' ที่จะปิดฉากบทเพลงแห่งโลกใบนี้”

ทันใดนั้น พื้นที่พวกเขายืนอยู่ก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ ไม่ใช่การถล่มแบบหยาบกระด้าง แต่เป็นการแตกสลายที่แสนงดงามราวกับกลีบดอกไม้ที่ร่วงโรย กานต์และเซนอสเสียหลักร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่างอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้พวกเขาไม่ได้ร่วงลงสู่ความมืด แต่ร่วงลงสู่ใจกลางของสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็น 'หัวใจ' ของอารยันนครโบราณ—สถานที่ซึ่งความจริงและความลวงถูกสลักไว้ด้วยเสียงเพลงที่ไม่มีวันดับสูญ

--- กานต์และเซนอสหลุดมายังโถงแก้วลึกลับใต้ดินและได้เผชิญหน้ากับตัวตนปริศนาที่เปิดเผยว่าความทรงจำโบราณคืออาวุธทำลายล้าง ก่อนที่จะถูกดึงเข้าสู่ใจกลางแห่งความจริงที่กำลังจะเปลี่ยนชะตากรรมของโลก