ตอนที่ 35 — เสียงคำรามใต้ผืนกระจก
ความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมาจากพื้นผิวใต้ฝ่าเท้าไม่ใช่ความเย็นของน้ำแข็ง แต่มันคือความเย็นของแก้วที่ไร้ชีวิต กานต์ทรุดเข่าลงบนผืนทะเลทรายกระจกเงาที่สะท้อนภาพท้องฟ้าอันบิดเบี้ยวเบื้องบน ทุกครั้งที่เขาขยับกาย รอยร้าวบนผิวหนังแก้วทรายของเขาจะส่งเสียงกรีดร้องแผ่วเบา ราวกับว่าตัวตนของเขากำลังถูกแรงดึงดูดของมิตินี้พยายามสูบฉีดเอาความทรงจำออกไปทางรอยแตกเหล่านั้น แสงสีขาวที่ไล่ล่าพวกเขาเมื่อครู่หายลับไปแล้ว แต่มันไม่ได้จากไปพร้อมกับความสงบ มันทิ้งไว้เพียงแรงสั่นสะเทือนที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ใต้แผ่นกระจกที่เขายืนอยู่
“กานต์! นายยังได้ยินฉันไหม?” เสียงของเซนอสแหบพร่าและเต็มไปด้วยความตระหนก เซนอสพยายามยื่นมือมาประคองไหล่ของกานต์ แต่มือของเขากลับสั่นเทาจนแทบจะสัมผัสตัวกานต์ไม่ได้ กานต์มองเห็นเพียงเงาสะท้อนของเซนอสในกระจกใต้เท้า—เงาที่ดูแตกสลายและพร่าเลือนไม่ต่างจากตัวเขาเอง
“ผมยังอยู่...” กานต์ตอบ แต่เสียงของเขาฟังดูเหมือนเสียงของหินที่ถูกบดละเอียด “แต่มัน... มีบางอย่างกำลังขยับอยู่ข้างล่างนั่น”
ใต้ผืนกระจกที่ดูเหมือนจะมั่นคง กลับเริ่มปรากฏคลื่นความถี่ที่มองไม่เห็นด้วยตา แต่สัมผัสได้ด้วยกระดูก มันไม่ใช่คลื่นเสียงที่นุ่มนวลเหมือนดนตรีแห่งทรายที่เขาเคยรู้จัก แต่มันคือเสียงคำรามต่ำที่หนักอึ้งและบ้าคลั่ง ราวกับสัตว์ร้ายที่ถูกขังไว้ในกรงแก้วมานานนับพันปี และตอนนี้กรงนั้นกำลังจะแตกออก
ครืน... ครืน...
แรงสั่นสะเทือนนั้นรุนแรงจนกานต์ต้องใช้มือยันพื้นกระจกไว้ ความเจ็บปวดแล่นพล่านจากปลายนิ้วที่เริ่มกลายเป็นแก้วทรายเข้าสู่หัวใจ รอยร้าวบนแขนของเขาขยายตัวออกกว้างขึ้น เผยให้เห็นแสงสีฟ้าจางๆ ที่ไหลเวียนอยู่ภายใน แทนที่จะเป็นเลือดสีแดงข้นแบบมนุษย์ ความทรงจำเกี่ยวกับอารยันนคร—กลิ่นธูปหอมในยามเช้า รสชาติของน้ำดื่มเย็นฉ่ำ หรือแม้แต่สัมผัสของมือแม่—เริ่มจางหายไปทีละน้อย ราวกับมีใครบางคนกำลังใช้ยางลบที่ทำจากความว่างเปล่าลบเลือนรอยสลักในสมองของเขา
“มันไม่ใช่แค่แสงสีขาวพวกนั้น...” กานต์พึมพำ ดวงตาข้างที่เหลืออยู่ของเขาพยายามจ้องมองลงไปในความลึกของกระจก “สิ่งที่อยู่ข้างใต้... มันคือสิ่งที่ถูกขังไว้จากการที่ผมทำลายความสมดุลของมิติ”
ทันใดนั้น ผืนกระจกเบื้องหน้าก็ปริแตก แสงสว่างวาบพุ่งออกมาจากรอยแยกนั้น ไม่ใช่แสงสีขาวที่ไร้ความรู้สึก แต่เป็นแสงสีทองหม่นที่ดูเหมือนจะบรรจุความโกรธแค้นเอาไว้ ภายในรอยแยกนั้น กานต์เห็นบางอย่างที่ทำให้ลมหายใจของเขาหยุดชะงัก มันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างชัดเจน แต่มันคือกลุ่มก้อนของทรายและแก้วที่หมุนวนเป็นพายุขนาดย่อม ภายในพายุนั้นมีดวงตาขนาดมหึมานับร้อยคู่ที่ทำจากเศษแก้ว ส่องประกายด้วยความอาฆาต
“ถอยไป!” เซนอสตะโกนพลางดึงตัวกานต์ให้ล้มลงเมื่อพื้นกระจกเริ่มยุบตัว
เสียงคำรามใต้ดินเปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องที่แหลมสูง มันคือเสียงของ 'ผู้กังวาน' (The Resonators) ในรูปแบบที่บิดเบี้ยวที่สุด สิ่งที่กานต์ปลุกขึ้นมาไม่ใช่เพียงแค่พลังงาน แต่มันคือ 'เศษซากแห่งความจำที่ถูกปฏิเสธ' สิ่งที่อารยธรรมโบราณพยายามฝังกลบไว้ใต้ทะเลทรายกระจกเงาแห่งนี้—ประวัติศาสตร์ที่โหดร้ายเกินกว่าจะยอมรับได้ ประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยสงครามและการล่มสลายจนต้องถูกทำให้กลายเป็นเพียงเศษแก้วที่ไร้เสียง
พื้นกระจกพังทลายลงอย่างฉับพลัน กานต์รู้สึกเหมือนร่างกายกำลังร่วงหล่นลงสู่หลุมดำที่ไม่มีก้นบึ้ง ความว่างเปล่าพยายามจะกลืนกินเขา แต่ในจังหวะที่เขากำลังจะสูญเสียการรับรู้ เขากลับสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่คุ้นเคย มันมาจากแกนเสียงดนตรีแห่งทรายที่ยังคงสั่นไหวอยู่ในจิตวิญญาณของเขา
เขามิได้ร่วงหล่นลงสู่ความตาย แต่เขากำลังร่วงหล่นลงสู่ 'ใจกลางของเสียง'
ท่ามกลางการร่วงหล่นที่ดูเหมือนจะยาวนานชั่วกัปชั่วกัลป์ กานต์เห็นภาพนิมิตของนครอารยันที่กำลังถูกเปลวเพลิงสีทองแผดเผา และเห็นร่างของตนเองในอดีตกำลังสลักรอยจารึกสุดท้ายลงบนแผ่นแก้วทราย ทว่าในนิมิตนั้น รอยสลักไม่ได้เป็นตัวอักษร แต่มันเป็นเส้นสายของความเจ็บปวดที่ไหลเวียนเป็นจังหวะดนตรีที่บ้าคลั่ง
“กานต์! จับมือฉันไว้!” เสียงเซนอสตะโกนก้องมาตามกระแสลมที่หมุนวน แต่กานต์กลับรู้สึกว่ามือของเขากำลังแตกสลายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ทุกครั้งที่ชิ้นส่วนแก้วหลุดจากตัวเขา ความทรงจำหนึ่งจะหายไป... ชื่อของเพื่อน... หน้าตาของศัตรู... และสุดท้ายคือความรู้สึกว่าตนเองเป็นมนุษย์
เขากระแทกเข้ากับบางสิ่งที่แข็งแกร่งและเย็นเยียบ ไม่ใช่พื้นดิน แต่เป็นโครงสร้างของบางอย่างที่ทำจากเสียงที่แข็งตัว มันคือซากปรักหักพังของสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นวิหารขนาดมหึมาที่ลอยคว้างอยู่ในความมืดมิดใต้ทะเลทรายกระจกเงา กานต์พยายามยันกายขึ้น ท่ามกลางเสียงหึ่งๆ ในหูที่ดังจนแทบจะระเบิด
เขามองไปรอบตัวด้วยสายตาที่พร่าเลือน วิหารแห่งนี้ไม่ได้สร้างจากหินหรือทราย แต่มันสร้างจากคลื่นเสียงที่ถูกแช่แข็งไว้ในรูปทรงเรขาคณิตที่ซับซ้อน แสงสีทองหม่นจากพายุใต้กระจกเบื้องบนส่องลงมาให้เห็นความยิ่งใหญ่ที่น่าสยดสยองของมัน และที่นั่นเอง ท่ามกลางซากปรักหักพังของเสียง กานต์เห็นเงาร่างหนึ่งยืนอยู่ ร่างนั้นดูสงบนิ่ง ท่ามกลางความโกลาหลของพายุที่กำลังพุ่งลงมาตามรอยแยก
เงาร่างนั้นไม่ได้สวมชุดของชาวอารยันนคร และไม่ได้มีรูปลักษณ์ของ Resonators แต่มันคือร่างที่ดูเหมือนจะประกอบขึ้นจากละอองดาวและเศษแก้วที่ลอยนิ่ง ร่างนั้นหันมามองกานต์ และในวินาทีนั้น กานต์รู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่เขากำลังเผชิญไม่ใช่ศัตรูที่ต้องการฆ่าเขา แต่เป็นบางอย่างที่ต้องการ 'บันทึก' เขาลงไปในประวัติศาสตร์ที่บิดเบี้ยวนี้ต่างหาก
“ยินดีต้อนรับสู่สุสานแห่งความจริงที่ถูกลืม” เสียงนั้นไม่ได้ดังมาจากอากาศ แต่มันดังมาจากภายในกระดูกของกานต์เอง
กานต์พยายามจะเอ่ยปากถาม แต่ความเจ็บปวดจากการที่ร่างกายแก้วทรายปริแตกพุ่งขึ้นมาถึงขีดสุด เขาเห็นเซนอสที่พยายามคลานเข้ามาหาเขาจากระยะไกล แต่ระหว่างพวกเขากลับมีกำแพงคลื่นเสียงที่มองไม่เห็นกั้นขวางไว้
พายุแก้วทรายที่ถูกปลุกขึ้นมาเริ่มพุ่งเข้าปะทะวิหารเสียงแห่งนี้อย่างบ้าคลั่ง ราวกับจะพยายามลบเลือนทุกอย่างที่ยังเหลืออยู่ให้หายไปในความว่างเปล่า กานต์ต้องตัดสินใจ—เขาจะใช้เศษเสี้ยวความทรงจำที่เหลืออยู่เพื่อสร้างเกราะป้องกัน หรือเขาจะยอมปล่อยให้มันกลืนกินเขาไป เพื่อที่จะได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเสียงที่ไม่มีวันดับสูญ
ขณะที่ความมืดเริ่มเข้าปกคลุม กานต์สังเกตเห็นบางอย่างที่ส่องประกายอยู่ตรงกลางวิหาร... มันคือเศษเสี้ยวของแกนเสียงดนตรีที่ดูเหมือนจะตอบสนองต่อการมาถึงของเขา แต่มันไม่ได้ส่องแสงสีทองอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันกลับส่งเสียงกรีดร้องด้วยความถี่ที่ทำให้โลกทั้งใบสั่นสะเทือน
--- กานต์และเซนอสถูกพายุแก้วทรายที่ตื่นขึ้นจากใต้ทะเลทรายกระจกเงากลืนกินลงสู่ซากวิหารเสียงโบราณใต้ดิน ที่นั่นกานต์ได้พบกับตัวตนปริศนาและเศษเสี้ยวของแกนเสียงที่ดูเหมือนจะกำลังกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด