ตอนที่ 24 — เสียงเพรียกจากรอยปริแตก
ความเงียบไม่ใช่สิ่งที่ไร้เสียง แต่มันคือแรงกดทับมหาศาลที่บีบอัดโสตประสาทจนแทบแตกสลาย กานต์รู้สึกถึงมันก่อนที่จะรู้สึกถึงความเจ็บปวดเสียอีก มันเป็นความเงียบที่หนืดข้นเหมือนโคลนทรายที่ไหลเข้าอุดรูหูและลำคอ ทว่าภายใต้ความเงียบนั้น กลับมีเสียงกรีดร้องที่ไม่ได้ผ่านอากาศ แต่สั่นสะเทือนผ่านโครงสร้างแก้วที่กำลังกลายเป็นเนื้อเดียวกับร่างกายของเขา
เขาลืมตาขึ้น—หรืออย่างน้อยเขาก็พยายามจะทำเช่นนั้น ดวงตาข้างที่เหลืออยู่พร่าเลือนด้วยม่านหมอกของเศษแก้วละเอียดที่ลอยละล่องอยู่ในอากาศ ทุกครั้งที่เขาขยับกาย เสียงเสียดสีของผิวหนังที่กลายเป็นผลึกแก้วทรายจะดังขึ้นในหัว ราวกับเสียงกระดาษทรายที่ขัดลงบนแผ่นกระจก ร่างกายของเขาหนักอึ้งและเย็นเยียบ รอยจารึกโบราณที่เคยเป็นเพียงลวดลายบนผิวหนัง บัดนี้มันฝังลึกเข้าไปในกระดูก ส่องแสงเรืองรองเป็นสีอำพันหม่นท่ามกลางความมืดมิดของรอยแยกใต้ดิน
“กานต์...”
เสียงนั้นแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลมที่ผ่านซอกหิน แต่มันกลับดังก้องในมโนสำนึก กานต์พยายามจะขยับปากเรียกชื่อใครบางคน แต่สิ่งที่ออกมามีเพียงเสียงแกรกกรากของเม็ดทรายที่เคลื่อนตัวอยู่ในลำคอแก้ว เขาพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น แต่ความรู้สึกที่ส่งกลับมายังสมองกลับไม่ใช่ความรู้สึกของเนื้อหนัง แต่มันคือความสั่นสะเทือนที่บอกว่าเขากำลังกดทับลงบนพื้นผิวที่เปราะบางและไม่มั่นคง
เขามองเห็นนิมิตนั้นอีกครั้ง—นครอารยันที่กำลังล่มสลาย ภาพของยอดหอคอยที่พังทลายลงสู่ทะเลทรายคล้ายกับเศษแก้วที่แตกกระจาย มันไม่ใช่แค่ภาพจำ แต่มันคือความทรงจำที่ถูกยัดเยียดเข้ามาในรอยจารึกบนตัวเขา เขาเห็นผู้คนกรีดร้องโดยไร้เสียง เห็นท้องฟ้ากลายเป็นสีทองแดงที่ร้อนระอุจนทุกอย่างละลายกลายเป็นของเหลว ทุกอย่างกำลังถูก ‘จัดระเบียบใหม่’ โดยอำนาจที่อยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์
ทันใดนั้น พื้นที่เขานอนอยู่ก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ไม่ใช่การสั่นจากการถล่ม แต่มันคือจังหวะ—จังหวะที่สม่ำเสมอและทรงพลัง ราวกับหัวใจของโลกกำลังเต้นระรัวอยู่ใต้ฝ่าเท้า กานต์รับรู้ได้ถึงคลื่นความถี่ที่แผ่ออกมาจากใจกลางความมืด มันคือคลื่นที่พยายามจะกลบทุกเสียงที่เหลืออยู่ของเขา ให้กลายเป็นเพียงความว่างเปล่าที่สอดประสานไปกับบทเพลงแห่งการสร้างโลกใหม่
เขารู้สึกถึง ‘บางสิ่ง’ ที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาหาเขาในความมืด มันไม่ได้เดิน แต่มัน ‘ไหล’ มาตามแรงสั่นสะเทือน กานต์พยายามใช้ประสาทสัมผัสที่เหลืออยู่เพื่อระบุตำแหน่ง มันคือมวลสารขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยเศษแก้วและทรายที่รวมตัวกันเป็นรูปร่างอันบิดเบี้ยว ทุกก้าวที่มันเคลื่อนผ่าน พื้นดินจะส่งเสียงครวญครางเหมือนเสียงดนตรีที่ผิดเพี้ยน
“แก... ไม่ใช่... มนุษย์...”
เสียงหนึ่งดังขึ้น ไม่ใช่จากปากของสิ่งนั้น แต่เป็นเสียงที่สั่นสะเทือนผ่านอากาศรอบตัวกานต์ มันเป็นเสียงที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยความโหยหา กานต์พยายามรวบรวมสมาธิ เขาคว้าเอาแกนเสียงดนตรีแห่งทรายที่ยังคงสั่นไหวอยู่ในหัตถ์ที่กลายเป็นแก้วของเขาขึ้นมา แสงสีอำพันจากแกนแก้วส่องสว่างขึ้นชั่วขณะ เผยให้เห็นเงาร่างมหึมาที่ยืนอยู่เบื้องหน้า
มันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่มีเลือดเนื้อ แต่มันคือกลุ่มก้อนของความทรงจำที่จับตัวเป็นรูปกายมนุษย์ที่สูงใหญ่เกินจริง ผิวหนังของมันคือแผ่นแก้วที่สลักลายอักขระนับพันที่กานต์ไม่เคยเห็นมาก่อน ดวงตาของมันคือหลุมดำที่ดูดกลืนแสงสว่างทั้งหมดรอบข้าง และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ รอยจารึกบนตัวของมันกำลัง ‘เต้น’ ไปตามจังหวะการหายใจของโลก
“เจ้าพยายามจะขัดขวางบทเพลงแห่งการเริ่มต้น...” สิ่งนั้นกล่าว ความถี่ของเสียงทำให้ร่างกายแก้วของกานต์เกิดรอยร้าวเล็กๆ “เจ้าพยายามจะรักษาเศษเสี้ยวของอดีตที่ตายไปแล้ว ในขณะที่โลกกำลังเรียกร้องความสมบูรณ์แบบที่ไร้ซึ่งความโกลาหลของชีวิต”
กานต์กัดฟัน ความเจ็บปวดจากการที่ร่างกายปริแตกแล่นเข้าสู่จิตใจ “ความโกลาหล... คือสิ่งที่ทำให้เราเป็นมนุษย์... หากไร้ซึ่งความทรงจำที่ผิดเพี้ยน... เราก็เป็นเพียงแค่ก้อนหินที่ไร้ชีวิต!”
เขาตัดสินใจทำในสิ่งที่บ้าบิ่นที่สุด เขาไม่ได้ใช้แกนเสียงดนตรีเพื่อสร้างความสมดุล แต่เขาใช้มันเพื่อสร้าง ‘ความโกลาหล’ เขาบังคับให้แกนแก้วปล่อยคลื่นความถี่ที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง—เสียงที่แหลมสูงจนบาดหู ผสมผสานกับเสียงต่ำลึกที่สั่นสะเทือนถึงจิตวิญญาณ มันคือเสียงแห่งความขัดแย้ง เสียงแห่งความเจ็บปวดและความทรงจำที่กระจัดกระจาย
คลื่นเสียงที่ผิดเพี้ยนพุ่งออกจากแกนแก้ว กระแทกเข้ากับร่างของสิ่งมีชีวิตแก้วทรายนั้น แรงปะทะทำให้เกิดระเบิดของแสงและเศษแก้วกระจายไปทั่วบริเวณ กานต์รู้สึกเหมือนโลกกำลังหมุนคว้าง เขาถูกเหวี่ยงไปตามแรงสั่นสะเทือน ร่างกายที่เปราะบางของเขาปะทะกับผนังถ้ำแก้วจนเกิดเสียงดังสนั่น
ท่ามกลางความโกลาหลนั้น เขาเห็นรอยร้าวที่เกิดขึ้นบนร่างของสิ่งมีชีวิตยักษ์ แต่มันไม่ใช่รอยร้าวที่เกิดจากความเสียหาย แต่มันคือรอยร้าวที่เปิดออกเพื่อเผยให้เห็น ‘ความว่างเปล่า’ ที่แท้จริงภายในตัวมัน และจากรอยร้าวนั้นเอง มีบางอย่างกำลังพยายามจะแทรกตัวออกมา—บางสิ่งที่เก่าแก่ยิ่งกว่าผู้เฝ้าฟัง และทรงพลังยิ่งกว่าพายุแห่งเสียง
กานต์พยายามจะเอื้อมมือไปคว้าแกนเสียงดนตรีที่กระเด็นออกไป แต่ทัศนวิสัยของเขากลับมืดดับลงอีกครั้ง ความเจ็บปวดจากการที่ร่างกายแก้วของเขาเริ่มปริแตกเป็นแนวยาวจากหน้าอกลงไปถึงเอว ทำให้เขาแทบจะหมดสติ สิ่งสุดท้ายที่เขาได้ยินไม่ใช่เสียงคำรามของสิ่งมีชีวิต แต่เป็นเสียงกระซิบที่เย็นเยียบจากความมืดที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้
“หากเจ้าต้องการความโกลาหล... จงรับฟังเสียงแห่งจุดจบ...”
ก่อนที่สติจะดับวูบไป กานต์สัมผัสได้ถึงมือที่เย็นเฉียบและแข็งกระด้างเหมือนแก้ว ลูบไล้ลงบนรอยร้าวบนใบหน้าของเขา มันไม่ใช่การทำร้าย แต่เป็นการ ‘สลัก’ บางอย่างลงไปในรอยแตกนั้น... รอยสลักที่จะเปลี่ยนเขาไปตลอดกาล
--- กานต์ใช้แกนเสียงดนตรีสร้างคลื่นความถี่ที่ผิดเพี้ยนเพื่อต่อต้านสิ่งมีชีวิตแก้วทราย แต่การกระทำนั้นกลับทำให้ร่างกายของเขาปริแตกและเปิดเผยความลับอันดำมืดที่ซ่อนอยู่ภายในร่างของมัน