← 章節目錄

Inscriptions of the Sand City

章節 2免費

ตอนที่ 2 — บทเพลงแห่งความเงียบที่สั่นสะเทือน

เสียงโลหะกระทบกันดังกังวานในความเงียบสงัดของยามรุ่งสาง กานต์ขยับนิ้วมือที่หยาบกร้านจากการทำงานหนัก ลูบไล้ไปตามขอบแผ่นแก้วทรายที่วางอยู่บนโต๊ะไม้เก่าคร่ำคร่า ความเย็นเยียบของผิวกระจกที่ถูกหลอมจากความร้อนแรงของดวงอาทิตย์ควรจะให้ความรู้สึกมั่นคง แต่ในเช้านี้ เขากลับสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง มันไม่ใช่ความเรียบเนียนที่เขาคุ้นเคย แต่เป็นความรู้สึกเหมือนผิวสัมผัสกำลัง 'ละลาย' หรือสลายตัวไปอย่างช้าๆ ราวกับว่าตัวตนของมันกำลังถูกบางสิ่งกัดกินจากภายใน

เขาสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นไหม้จางๆ ของทรายที่ถูกลมพัดผ่านเตาหลอมยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ กานต์หลับตาลงข้างที่ยังใช้การได้ดี เพื่อให้ดวงตาอีกข้างที่มืดบอดได้พักผ่อน เขาพยายามใช้ 'การฟัง' แทนการมองเห็นตามสัญชาตญาณของช่างสลักชั้นสูง เสียงลมหวีดหวิวที่พัดผ่านช่องหน้าต่างของกระท่อมบนอารยันนครไม่ได้ฟังดูเหมือนลมธรรมดา แต่มันมีความถี่ที่แปรปรวน มีจังหวะที่กระชากและบิดเบี้ยว ราวกับบทเพลงที่กำลังพยายามจะตะโกนบอกบางอย่างแต่กลับถูกบีบคอไว้

“มันกำลังเริ่มขึ้นแล้วสินะ...” เขาพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาแหบพร่า

กานต์เริ่มเก็บสัมภาระอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ เขาไม่ได้หยิบเพียงเครื่องมือสลักแก้วที่ทำจากโลหะผสมพิเศษ แต่เขาหยิบเอา 'กระบอกเสียงสั่น' (Vibration Tube) เครื่องมือชิ้นสำคัญที่ใช้สำหรับตรวจจับคลื่นความถี่ของทรายใส่ลงในย่ามด้วย มือของเขาสั่นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความเร่งรีบที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความรับผิดชอบอันหนักอึ้ง หากรอยสลักบนแผ่นแก้วเหล่านี้หายไป ประวัติศาสตร์ของนครลอยตัวแห่งนี้จะกลายเป็นเพียงเศษฝุ่นที่ไร้ความหมาย

เมื่อก้าวพ้นประตูกระท่อม แสงแดดจัดจ้าของอารยันนครก็พุ่งเข้าปะทะร่าง กานต์ต้องหยีตาข้างที่เหลืออยู่จนแทบปิดสนิท ความร้อนระอุที่แผ่ซ่านมาจากพื้นทรายเบื้องล่างทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่บนเตาหลอมที่ไร้ก้นบึ้ง เขาเดินลัดเลาะไปตามตรอกแคบๆ ของนครลอยตัวที่สร้างขึ้นจากศิลาและแก้วทราย สองข้างทางมีชาวเมืองเดินขวักไขว่ บ้างก็แบกตะกร้าทราย บ้างก็กำลังซ่อมแซมหลังคาที่เริ่มสึกกร่อนจากพายุ ทว่าไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติในแววตาของช่างสลักหนุ่มผู้กำลังจะจากไป

“กานต์! จะไปไหนน่ะ?” เสียงเรียกจากชายชราข้างบ้านดังขึ้น เป็นเสียงของลุงเมฆ ช่างทำเครื่องปั้นดินเผาที่รู้จักกันมานาน

กานต์หยุดชะงัก เขาไม่ได้หันไปมองโดยตรง แต่ใช้การเอียงคอเพื่อรับทิศทางเสียง “ผมต้องออกไปข้างนอกครับลุง... ไปไกลกว่าที่เคย”

“ข้างนอกนั่นมันอันตรายนะ พายุทรายช่วงนี้มันบ้าคลั่งกว่าปีไหนๆ เสียงลมมันไม่เหมือนเดิมแล้ว” ลุงเมฆเตือนด้วยน้ำเสียงกังวล “เจ้าได้ยินไหม? เสียงที่มันดังมาจากใต้ผืนทรายน่ะ มันไม่ใช่เสียงลม แต่มันเหมือนเสียงกรีดร้องของอะไรบางอย่าง”

คำพูดนั้นทำให้กานต์ชะงักไปครู่หนึ่ง เขานิ่งฟังอย่างตั้งใจ พยายามแยกแยะเสียงรอบตัวออกเป็นชั้นๆ เสียงฝีเท้า เสียงตลาด เสียงลม... และแล้วเขาก็ได้ยินมัน มันเป็นความถี่ต่ำที่สั่นสะเทือนมาตามพื้นดิน มันไม่ใช่เสียงที่หูจะรับรู้ได้โดยตรง แต่มันเป็นแรงสั่นที่ทำให้กระดูกในขากระตุกเบาๆ เป็นความสั่นสะเทือนที่ไร้ทิศทางและดูโกลาหล

“ผมได้ยินครับ... และนั่นคือเหตุผลที่ผมต้องไป” กานต์ตอบสั้นๆ ก่อนจะรีบก้าวเดินต่อโดยไม่รอคำลา

การเดินทางออกจากเขตอารยันนครไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คิด เขต้องใช้เส้นทางลับที่ตัดผ่านโขดหินแก้วเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจตราของกองกำลังรักษาความปลอดภัยที่กำลังเข้มงวดเรื่องการเคลื่อนย้ายทรัพยากร ยิ่งเขาลงต่ำจากระดับนครลอยตัวมากเท่าไหร่ อุณหภูมิของอากาศก็ยิ่งเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากความร้อนที่เผาไหม้ กลายเป็นลมพายุที่เย็นเยียบและแห้งผากจนผิวหนังแทบปริแตก

เมื่อเขามาถึงขอบเขตของทะเลทรายสีทองอันกว้างใหญ่ กานต์ก็หยุดยืนอยู่บนเนินทรายสูงชัน เบื้องหน้าของเขาคือมหาสมุทรแห่งเม็ดทรายที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา แสงอาทิตย์ยามบ่ายสะท้อนกับผลึกแก้วที่ปนอยู่ในทรายจนดูเหมือนทะเลที่เต็มไปด้วยเพชรที่แหลมคม ทว่าภายใต้ความงามนั้น กานต์รู้ดีว่ามันคือกับดักมรณะ

ทันใดนั้น สัมผัสที่หกของเขาก็ทำงานอย่างรุนแรง กระบอกเสียงสั่นในย่ามเริ่มส่งแรงสั่นสะเทือนออกมาจนเขารู้สึกเจ็บที่สีข้าง กานต์รีบดึงมันออกมาดู เข็มวัดความถี่สั่นระริกจนแทบจะหลุดออกจากแกน มันไม่ใช่พายุทรายทั่วไปที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามา แต่มันคือ 'พายุที่จงใจ' มันเคลื่อนที่ด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอเกินกว่าจะเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ

“พวกโจรทราย...” เขาพึมพำออกมา รอยยิ้มขื่นๆ ปรากฏบนใบหน้า

ก่อนที่เขาจะทันได้ตัดสินใจว่าจะหลบหรือสู้ เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นจากด้านหลังทรายที่เคลื่อนตัว กานต์รีบหันกลับไปและพบกับกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดคลุมสีหม่นที่ทำจากหนังสัตว์และผ้าเนื้อหยาบ พวกเขานั่งอยู่บนสัตว์พาหนะที่ดูคล้ายแมลงยักษ์ที่มีขาเป็นเหล็กแหลมคมเพื่อใช้ยึดเกาะกับทรายที่เคลื่อนที่

“ดูซิว่าเราเจออะไร... ช่างสลักแก้วผู้หลงทาง” ชายร่างยักษ์ที่เป็นผู้นำกลุ่มก้าวออกมาข้างหน้า ใบหน้าของเขาถูกปิดบังด้วยหน้ากากแก้วที่สะท้อนแสงอาทิตย์จนมองไม่เห็นดวงตา “แกกำลังถือของสำคัญอยู่ใช่ไหม? แผ่นแก้วที่สลักรอยจารึกโบราณนั่นน่ะ”

กานต์กระชับย่ามแน่นขึ้น “มันไม่ใช่ของที่จะเอามาแลกเปลี่ยนกับพวกเจ้าได้”

“เราไม่ได้ต้องการแลกเปลี่ยน เราต้องการ 'ครอบครอง'” ผู้นำกลุ่มกล่าวพลางยกอาวุธที่เป็นด้ามเหล็กยาวซึ่งมีปลายสั่นสะเทือนด้วยความเร็วสูงขึ้นมา “พลังของเสียงที่แกใช้สลักแก้ว... ถ้าเราเอามาใส่ในอาวุธของเรา ทรายทั้งทะเลทรายนี้จะกลายเป็นคมดาบที่สั่งได้ด้วยปลายนิ้ว!”

กานต์รู้ทันทีว่าพวกเขาไม่ได้มาเพื่อปล้นทรัพย์สินธรรมดา แต่ต้องการเทคโนโลยีแห่งเสียงที่เขามี พลังที่เขามองว่าเป็นศิลปะและการรักษาความทรงจำ สำหรับคนเหล่านี้ มันคือเครื่องมือทำลายล้าง

การเผชิญหน้าเริ่มต้นขึ้นอย่างรวดเร็ว กานต์ไม่ได้มีทักษะการต่อสู้แบบนักรบ แต่เขามีความเข้าใจในเรื่อง 'แรงสั่นสะเทือน' เขาอาศัยจังหวะที่โจรคนหนึ่งพุ่งเข้ามา ใช้กระบอกเสียงสั่นที่เขามี กระแทกลงไปบนพื้นทรายที่แข็งตัวเป็นแก้วเบื้องล่างอย่างสุดแรง

วื้ดดดดด!

คลื่นเสียงความถี่สูงแผ่กระจายออกไปในพริบตา ทรายรอบๆ ตัวโจรคนนั้นเกิดการเปลี่ยนสถานะจากของแข็งกลายเป็นของไหลชั่วขณะ ทำให้เขาสูญเสียการทรงตัวและจมลงไปในทรายเกือบครึ่งตัว กานต์ไม่รอช้า เขาอาศัยจังหวะแห่งความโกลาหลนั้นวิ่งลัดเลาะไปตามเนินทรายที่ขรุขระ หัวใจของเขาเต้นรัวราวกับกลองศึก

เขาต้องหนี... ไม่ใช่เพื่อเอาชีวิตรอดเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อรักษาความลับของรอยสลักที่กำลังเลือนหายไป หากเขาสิ้นชื่อที่นี่ ความทรงจำของอารยันนครก็จะดับสูญไปพร้อมกับเขา

กานต์วิ่งฝ่าพายุทรายที่เริ่มก่อตัวขึ้น ความร้อนและแรงลมบีบคั้นร่างกายของเขาจนแทบจะก้าวขาไม่ออก ทว่าในความมืดมัวของฝุ่นทราย เขากลับเริ่ม 'เห็น' อะไรบางอย่าง มันไม่ใช่ภาพที่ชัดเจนด้วยดวงตา แต่มันเป็นภาพที่ฉายชัดในจิตใต้สำนึกผ่านแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านมาจากใต้ดิน... มีบางอย่างขนาดมหึมา กำลังเคลื่อนที่อยู่ลึกลงไปใต้ผืนทราย และมันกำลังร้องเรียกเขาด้วยท่วงทำนองที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน

ท่วงทำนองนั้น... มันคือจุดเริ่มต้นของความลับที่ถูกฝังไว้ และมันกำลังนำพาเขาไปสู่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าแค่การเอาชีวิตรอด

--- กานต์ตัดสินใจออกเดินทางจากอารยันนครเพื่อค้นหาต้นตอของพายุทรายที่กำลังทำลายรอยสลักแก้ว แต่ระหว่างทางเขาถูกกลุ่มโจรทรายดักโจมตีและค้นพบแรงสั่นสะเทือนปริศนาที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนทรายอันกว้างใหญ่