ตอนที่ 12 — เสียงเพรียกจากก้นบึ้งและเงาของตัวตน
ความมืดมิดไม่ได้มาพร้อมกับความเงียบสงบ แต่มันมาพร้อมกับเสียงอื้ออึงที่สั่นสะเทือนไปถึงไขสันหลัง กานต์รู้สึกเหมือนร่างกายของเขาไม่ได้กำลังตกสู่เหว แต่กำลังถูกฉีกกระชากออกเป็นเสี่ยงๆ ด้วยแรงสั่นสะเทือนที่ไร้ทิศทาง ทุกครั้งที่ความรู้สึกนึกคิดกระตุกวูบ เขาจะสัมผัสได้ถึงรอยจารึกที่ลามเลียไปตามผิวหนัง มันไม่ใช่ความเจ็บปวดแบบที่แผลถูกคมมีดกรีด แต่มันคือความรู้สึกเย็นเยียบเหมือนถูกสลักด้วยน้ำแข็งที่แฝงด้วยความร้อนแรงของทราย รอยสลักเหล่านั้นกำลังฝังรากลึกลงไปในเนื้อเยื่อ แทรกซึมผ่านเส้นประสาท และกำลังเขียนประวัติศาสตร์ที่เขาไม่เคยขอเป็นส่วนหนึ่งลงบนร่างกายของเขาเอง
"กานต์! กานต์! ได้ยินฉันไหม!"
เสียงของเซนอสแว่วมาเหมือนดังมาจากอีกฟากหนึ่งของมหาสมุทร มันเป็นเสียงที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยความตระหนก กานต์พยายามจะขานรับ แต่สิ่งที่หลุดออกมาจากลำคอของเขากลับเป็นเพียงเสียงครวญครางที่ก้องกังวานด้วยความถี่ที่ผิดเพี้ยน ร่างกายของเขาหนักอึ้ง ราวกับว่าแรงดึงดูดไม่ได้ทำงานเพียงแค่กับมวลสาร แต่กำลังดึงเอาความทรงจำและตัวตนของเขาให้จมดิ่งลงสู่ความว่างเปล่าด้วย
ร่างของเขากระแทกเข้ากับบางสิ่งที่แข็งและเย็นเยียบ แรงปะทะนั้นทำให้สติที่หลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิดแทบจะดับวูบลง กานต์สำลักเอาฝุ่นผงละเอียดเข้าปอด รสชาติของทรายในปากมันขมปร่าและแห้งผาก เขาพยายามขยับนิ้วมือ แต่ความรู้สึกที่ปลายนิ้วกลับแปลกไป มันไม่ใช่ความรู้สึกจากการสัมผัสผิวหนัง แต่มันคือความรู้สึกจากการสั่นสะเทือนที่วิ่งพล่านเหมือนกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านก้อนหิน
เขาลืมตาขึ้น—หรืออย่างน้อยเขาก็พยายามจะทำเช่นนั้น—แต่ดวงตาข้างที่ยังใช้งานได้กลับเห็นเพียงความพร่าเลือนของแสงสีทองสลัวที่สะท้อนมาจากผนังถ้ำที่ดูเหมือนจะทำจากแก้วทรายขนาดยักษ์ มันไม่ใช่ถ้ำหินปูนธรรมดา แต่มันคือรอยแยกของอารยธรรมที่ถูกทับถมด้วยกาลเวลา ผนังเหล่านั้นเต็มไปด้วยลวดลายที่เคลื่อนไหวได้ ลวดลายเหล่านั้นดูเหมือนจะเต้นระบำตามจังหวะการเต้นของหัวใจเขา
"กานต์! ขอบคุณทรายศักดิ์สิทธิ์! คุณยังมีชีวิตอยู่!"
แสงสลัวจากตะเกียงเวทมนตร์ของเซนอสส่องสว่างเข้ามาในระยะสายตา กานต์เห็นใบหน้าของเพื่อนร่วมทางที่เต็มไปด้วยคราบฝุ่นและรอยขีดข่วนจากความตื่นตระหนก เซนอสพยายามจะเข้ามาประคองเขา แต่กานต์กลับต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อมือของเซนอสสัมผัสลงบนต้นแขนของเขา
"อย่า!" กานต์พยายามเค้นเสียงออกมา แม้มันจะฟังดูเหมือนเสียงหินครูดกัน "อย่าแตะ...ตรงนั้น..."
ภายใต้แสงตะเกียง กานต์เห็นมันชัดเจน... รอยสลักที่เขาคิดว่ามันแค่เริ่มปรากฏ แต่มันกลับขยายตัวอย่างรวดเร็ว ลวดลายโบราณสีทองอร่ามได้ฝังแน่นลงไปในผิวหนังของเขา ลามจากข้อมือขึ้นไปถึงลำคอ มันไม่ใช่รอยสัก แต่มันคือรอยจารึกที่ลึกเข้าไปในเนื้อเยื่อ ราวกับว่าร่างกายของเขากำลังกลายเป็นแผ่นแก้วทรายที่รอการสลักจารึกประวัติศาสตร์บทใหม่
"มันกำลังเปลี่ยนคุณ กานต์..." เซนอสกระซิบ เสียงของเขาสั่นเครือด้วยความกลัวที่ไม่อาจปิดบัง "ร่างกายของคุณ... มันกำลังกลายเป็นรอยจารึก..."
กานต์ไม่ได้ตอบ เขาไม่มีแรงแม้แต่จะขยับปาก ความคิดของเขาเริ่มแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ เขาไม่ได้เห็นแค่ความมืดในถ้ำ แต่เขากำลังเห็น 'ความทรงจำ' ของสถานที่แห่งนี้ ความทรงจำที่ถูกกักขังไว้ใต้ผืนทรายนับพันปีไหลบ่าเข้ามาในสมองของเขาเหมือนเขื่อนแตก เขาเห็นนครลอยตัวที่รุ่งเรือง เห็นผู้คนที่สลักความฝันลงบนแก้ว และเห็นความสยดสยองเมื่อพายุทรายครั้งแรกเริ่มกลืนกินความทรงจำเหล่านั้นไป
ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงก็เกิดขึ้นอีกครั้ง แต่มันไม่ได้มาจากด้านบน มันมาจาก 'ข้างใต้'
พื้นถ้ำแก้วทรายสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่ง เสียงดนตรีที่กานต์ได้รับจากแกนเสียงดนตรีแห่งทรายในอุโมงค์ก่อนหน้านี้ บัดนี้มันกลับมาดังก้องอีกครั้ง แต่มันเปลี่ยนไป มันไม่ใช่ท่วงทำนองที่สวยงาม แต่มันคือเสียงครวญครางที่หนักหน่วงและทรงพลัง ราวกับยักษ์ที่กำลังตื่นจากการหลับใหลอันยาวนาน
"มีบางอย่างกำลังตื่นขึ้น..." กานต์พยายามสื่อสารผ่านกระแสจิตที่เชื่อมต่อกับแรงสั่นสะเทือน เขาไม่ได้ใช้คำพูด แต่เขาใช้ความถี่ส่งผ่านไปยังเซนอส
"คุณหมายถึงอะไร?" เซนอสถามพลางคว้าแกนเสียงดนตรีแห่งทรายที่ยังคงติดมือกานต์อยู่ขึ้นมาดู "แกนนี้... มันส่งเสียงแปลกๆ"
แกนเสียงดนตรีในมือของกานต์เริ่มเรืองแสงสีทองเข้ม มันไม่ได้สั่นสะเทือนเพื่อสร้างความสงบอีกต่อไป แต่มันกำลังตอบสนองต่อบางสิ่งที่อยู่เบื้องล่าง ลวดลายบนตัวกานต์เริ่มเรืองแสงล้อไปกับแกนเสียง ความเจ็บปวดแล่นพล่านจนเขาต้องกัดฟันจนแทบแตก ทุกครั้งที่แกนเสียงส่งคลื่นออกมา รอยจารึกบนตัวเขาก็จะขยับขยายออกไปอีก เหมือนกับว่าเขากำลังถูกใช้เป็น 'สื่อกลาง' ในการปลดปล่อยพลังงาน
"มันไม่ใช่แค่ความทรงจำ..." กานต์คิดในใจขณะที่ความรู้สึกตัวของเขาเริ่มเลือนหาย "มันคือ... อัตลักษณ์ที่ถูกลืม... มันคือเสียงสะท้อนของโลกก่อนที่จะมีอารยันนคร..."
เสียงคำรามจากใต้ดินดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันชัดเจนจนกลายเป็นเสียงคล้ายบทเพลงที่บิดเบี้ยว ผนังแก้วทรายรอบตัวเริ่มปริแตก แสงสีทองที่ไหลเวียนอยู่ในรอยจารึกบนตัวกานต์เริ่มสว่างจ้าจนเซนอสต้องยกมือขึ้นบังตา
"กานต์! เราต้องออกไปจากที่นี่! มันกำลังจะถล่มอีกแล้ว!"
เซนอสพยายามดึงกานต์ให้ลุกขึ้น แต่กานต์รู้สึกว่าร่างกายของเขาหนักขึ้นเรื่อยๆ ราวกับเขากำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นถ้ำ ความทรงจำของเขาเริ่มปนเปกับความทรงจำของนครโบราณ เขาเริ่มจำไม่ได้ว่าชื่อของตัวเองคืออะไร หรือความรู้สึกของการเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อเป็นอย่างไร เขาเริ่มรู้สึกถึงความรู้สึกของทรายที่ถูกลมพัดผ่าน ความรู้สึกของแสงแดดที่แผดเผา และความรู้สึกของความว่างเปล่าที่ไม่มีสิ้นสุด
ในความสลัวรางนั้น กานต์เห็นเงาขนาดมหึมาเคลื่อนผ่านไปใต้พื้นแก้วทรายที่โปร่งแสง มันไม่ใช่เงาของหินหรือทราย แต่มันคือเงาของ 'บางสิ่ง' ที่มีขนาดใหญ่ยิ่งกว่าวิหารทั้งหลัง สิ่งนั้นกำลังเคลื่อนที่ไปตามแรงสั่นสะเทือน และดูเหมือนว่ามันกำลังมุ่งหน้ามาทางพวกเขา
"เซนอส..." กานต์พยายามเรียกชื่อเพื่อนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่สติจะดับวูบลงไปในกระแสแห่งความทรงจำ "มันไม่ได้มาเพื่อทำลาย... มันมาเพื่อ... เขียนใหม่..."
เสียงคำรามใต้ดินดังขึ้นเป็นจังหวะสุดท้าย ก่อนที่พื้นแก้วทรายจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ทิ้งให้ทั้งคู่ดิ่งลึกลงไปสู่ความมืดมิดที่ลึกยิ่งกว่าเดิม ทิ้งไว้เพียงรอยจารึกสีทองที่ค่อยๆ จางหายไปในความมืด พร้อมกับเสียงเพลงที่ยังคงบรรเลงต่อไปอย่างไม่มีวันจบสิ้น
--- กานต์และเซนอสตกมาถึงพื้นถ้ำแก้วทรายใต้ดิน ซึ่งกานต์เริ่มสูญเสียตัวตนเมื่อร่างกายถูกรอยจารึกโบราณกลืนกิน และพบว่าแกนเสียงดนตรีแห่งทรายกำลังตอบสนองต่อบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่และน่าสะพรึงกลัวที่กำลังตื่นขึ้นจากใต้ผืนทราย