ตอนที่ 91 — จังหวะที่ผิดเพี้ยนในหัวใจเหล็ก
ความเงียบที่ตามมาหลังพายุแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ใช่ความสงบ แต่มันคือความตึงเครียดที่แหลมคมเหมือนใบมีดที่ถูกฝนจนคมกริบ Anwen รู้สึกได้ถึงมันผ่านผิวสัมผัสที่เป็นโลหะตรงช่วงไหล่และลำคอ มันไม่ใช่ความเจ็บปวดแบบที่เนื้อหนังมนุษย์จะรู้สึก แต่มันคือความสั่นสะเทือนที่แปลกแยก—จังหวะการเต้นของหัวใจที่ไม่ได้มาจากเลือด แต่มาจากกระแสพลังงานที่พยายามจะจัดระเบียบตัวเองให้เข้ากับความโกลาหลที่เธอเพิ่งสร้างขึ้นในรอยแยกใต้ดิน แสงสว่างจากเครื่องจักรโบราณยังคงหลงเหลือเป็นประกายไฟสีฟ้าจางๆ ที่วูบวาบอยู่ตามรอยแตกของผนังหินและเศษซากโลหะที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศ ราวกับดวงดาวที่กำลังดิ้นรนจะดับแสง
เธอยืนอยู่ท่ามกลางความมืดมิดที่กำลังก่อตัวขึ้นใหม่ในรอยแยก กลิ่นอายของโอโซนและกลิ่นสนิมเหล็กที่รุนแรงจนเกือบจะรับรู้ได้ด้วยรสสัมผัสในลำคออบอวลไปทั่ว ทุกอย่างดูบิดเบี้ยวไปหมด โครงสร้างทางกายภาพของรอยแยกที่เคยเป็นเพียงช่องว่างมิติ บัดนี้กำลังถูกเติมเต็มด้วยสิ่งที่ดูเหมือนเส้นประสาทโลหะและเส้นใยชีวภาพที่ถักทอเข้าด้วยกันอย่างไม่เป็นระเบียบ มันคือความโกลาหลที่งดงาม—และมันน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
“เจ้าทำอะไรลงไป...” เสียงหนึ่งดังขึ้น ไม่ใช่เสียงที่ผ่านโสตประสาทโดยตรง แต่เป็นเสียงที่สั่นสะเทือนผ่านกระดูกและรอยจารึกที่ฝังอยู่ในร่างของเธอ มันคือเสียงจาก ‘ตัวตนลึกลับเบื้องบน’ ที่เธอยังไม่เห็นแม้แต่เงา แต่รับรู้ได้ถึงเจตจำนงอันเย็นชาที่กำลังเฝ้ามองดูผลงานที่ผิดเพี้ยนของเธอ “เจ้ากำลังทำลายระเบียบที่สมบูรณ์แบบ เพื่อแลกกับความไร้สาระที่เรียกว่าความเป็นมนุษย์งั้นหรือ?”
Anwen ไม่ตอบ เธอไม่มีแรงเหลือพอที่จะโต้แย้งด้วยคำพูด แต่เธอใช้ ‘ความทรงจำ’ เป็นอาวุธ เธอเรียกคืนความรู้สึกของลมหนาวที่พัดผ่านใบไม้แห้งในฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านพ้นไป ความรู้สึกถึงความอุ่นของแก้วเหล้าในมือเมื่อหลายปีก่อน และความอบอุ่นจากรอยยิ้มของแขกที่เคยมาพักพิงในโรงเตี๊ยมที่ตอนนี้กลายเป็นเพียงเศษซาก ความทรงจำเหล่านั้นไม่ใช่เพียงภาพนิ่ง แต่มันคือแรงขับเคลื่อน—มันคือความไม่แน่นอนที่ไร้รูปแบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่เครื่องจักรและระเบียบไม่สามารถคำนวณได้ เธอส่งผ่านความรู้สึกเหล่านั้นเข้าไปในรอยจารึกในร่างของเธอ กระตุ้นให้เครื่องจักรโบราณใต้ดินตอบสนองต่อ ‘ความผิดเพี้ยน’ นั้น
ทันใดนั้น พื้นที่รอบตัวก็เกิดการขยับเขยื้อน เครื่องจักรโบราณส่งเสียงครางต่ำที่สั่นสะเทือนไปถึงแกนกลางของโลก เส้นใยโลหะกึ่งชีวภาพเริ่มเต้นตุบๆ ตามจังหวะหัวใจที่ผิดเพี้ยนของเธอ มันไม่ได้ขยายตัวเพื่อทำลาย แต่ขยายตัวเพื่อ ‘ปรับตัว’ ตามความโกลาหลที่เธอหยิบยื่นให้ โครงสร้างที่เคยเป็นเส้นตรงและสมมาตรเริ่มบิดเบี้ยว กลายเป็นเกลียวคลื่นโลหะที่พุ่งขึ้นสู่เบื้องบนและดิ่งลงสู่เบื้องล่าง
ทว่า ท่ามกลางความวุ่นวายที่เธอพยายามจะสร้างขึ้น การมาเยือนของ ‘ภาคีระเบียบเหล็ก’ กลับรุนแรงกว่าที่คาดไว้ เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและจังหวะการก้าวเดินที่สม่ำเสมอเกินไปดังแว่วมาจากทางเข้ารอยแยกที่ยังไม่ปิดสนิท มันไม่ใช่เสียงของมนุษย์ที่กำลังสับสน แต่เป็นเสียงของกองทหารที่ขับเคลื่อนด้วยเจตจำนงเดียว—เจตจำนงที่ต้องการเปลี่ยนทุกอย่างให้กลายเป็นระเบียบที่ตายตัว
“ตรวจพบความผิดปกติของโครงสร้างมิติในพิกัดนี้” เสียงที่ไร้อารมณ์ของนายทหารระดับสูงดังขึ้น “กำจัดสิ่งปนเปื้อน และนำตัว ‘ภาชนะ’ กลับไป เพื่อเริ่มกระบวนการจัดระเบียบโลกใหม่”
Anwen รู้สึกได้ถึงแรงบีบอัดที่เพิ่มขึ้น ร่างกายครึ่งโลหะของเธอเริ่มร้อนขึ้นจากการไหลเวียนของพลังงานที่ท่วมท้น เธอตระหนักว่าเธอไม่ได้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์อีกต่อไป แต่เธอได้กลายเป็น ‘สมรภูมิ’ ไปเสียแล้ว ระหว่างความโกลาหลที่งดงามที่เธอกำลังพยายามรักษาไว้ กับระเบียบที่เย็นชากำลังคืบคลานเข้ามาจากทุกทิศทาง
สายตาของเธอเหลือบไปเห็นกลุ่มผู้รอดชีวิตที่อยู่ไม่ไกลนัก พวกเขากำลังพยายามตะเกียกตะกายขึ้นจากซากปรักหักพัง ท่ามกลางพายุของเศษเหล็กและแสงสีฟ้าที่กำลังก่อตัวขึ้น Anwen รู้ดีว่าหากเธอไม่สามารถควบคุมสมดุลระหว่างสองขั้วนี้ได้ ทั้งโลกและตัวเธอเองจะถูกบดขยี้จนไม่เหลือแม้แต่ความทรงจำที่จะยึดเหนี่ยวไว้
ความมืดมิดเบื้องบนเริ่มเคลื่อนตัวลงมาเหมือนม่านขนาดมหึมา และใต้ฝ่าเท้าของเธอก็คือความบ้าคลั่งที่กำลังตื่นขึ้น Anwen สูดลมหายใจสุดท้ายที่เป็นเพียงกระแสอากาศที่ปนไปด้วยฝุ่นโลหะ แล้วตัดสินใจที่จะดิ่งลึกลงไปสู่จุดศูนย์กลางของความขัดแย้งนั้น เพื่อพิสูจน์ว่าความโกลาหลต่างหากคือจังหวะที่แท้จริงของชีวิต
--- Anwen ใช้พลังจากความทรงจำเพื่อสร้างความโกลาหลในเครื่องจักรโบราณเพื่อต่อต้านภาคีระเบียบเหล็ก แต่เธอต้องเผชิญกับการจับจ้องจากตัวตนลึกลับเบื้องบนในขณะที่ร่างกายกำลังถูกกลืนกิน