← 章節目錄

The Pilgrims' Inn

章節 29免費

ตอนที่ 29 — เสียงสะท้อนจากรอยจารึกและผู้มาเยือนในเงามืด

เสียงเคาะประตูไม้โอ๊กหนาหนักดังขึ้นรัวถี่ ราวกับจังหวะหัวใจที่เต้นระรัวอย่างผิดปกติ มันไม่ใช่เสียงเคาะของแขกผู้มาเยือนที่ต้องการที่พักพิงจากความเหนื่อยล้า แต่เป็นเสียงของความคาดคั้น ความกดดัน และความลับที่กำลังจะถูกเปิดโปง Anwen ยืนนิ่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้ที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนจากการใช้งานมานับทศวรรษ มือของเธอสั่นเทาเล็กน้อยขณะที่พยายามข่มความเจ็บปวดที่แล่นพล่านจากรอยจารึกใต้ผิวหนัง รอยแดงจางๆ ที่ดูเหมือนเส้นเลือดที่ผิดรูปเริ่มขยับเขยื้อนอยู่ใต้เสื้อผ้าของเธอ ราวกับมีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กกำลังดิ้นรนอยู่ภายใน

“Mistress Anwen! เปิดประตูเดี๋ยวนี้! เรามีคำสั่งจากเจ้าเมือง!” เสียงตะโกนแหบพร่าจากภายนอกดังแทรกผ่านเสียงลมพายุที่เริ่มตั้งเค้า

Anwen ไม่ได้ตอบโต้ด้วยคำพูด เธอเพียงแต่ปรายตามองไปยัง Fin ที่กำลังยืนตัวแข็งทื่ออยู่มุมห้อง เด็กหนุ่มทำหน้าเหมือนเห็นผี ดวงตาของเขาจับจ้องไปที่รอยแยกบนพื้นโรงเตี๊ยมที่ยังคงทิ้งร่องรอยความพินาศจากเหตุการณ์ก่อนหน้า แม้เธอจะพยายามซ่อมแซมมันเพียงใด แต่กลิ่นอายของพลังงานโบราณและกลิ่นไหม้ของโอโซนยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ

“Fin, ไปหา Granny Nessa บอกให้เตรียมน้ำมันและผ้าสะอาด... และถ้าเป็นไปได้ ให้เตรียมเหล้าแรงๆ ไว้ให้ข้าด้วย” Anwen สั่งด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาความราบเรียบแบบเจ้าของโรงเตี๊ยมผู้สุขุม แม้ในใจจะสั่นคลอนเพียงใดก็ตาม

เมื่อประตูถูกกระชากเปิดออกด้วยแรงมหาศาล กลุ่มชายในชุดเกราะหนังสีเข้มซึ่งไม่ใช่ทหารราชสำนักเต็มยศ แต่เป็น 'ผู้เก็บส่วยพิเศษ' ของขุนนางท้องถิ่นก็ก้าวเข้ามา พวกเขาไม่ได้มาเพื่อขอพัก แต่มาเพื่อ 'ตรวจสอบ' ตามคำกล่าวอ้าง ผู้นำกลุ่มเป็นชายร่างท้วมที่มีแววตาละโมบ เขากวาดสายตามองไปรอบๆ โรงเตี๊ยมที่ยังไม่ได้รับการซ่อมแซมอย่างสมบูรณ์ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ Anwen

“ข้าได้รับรายงานว่าที่นี่มี... กิจกรรมที่ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น” ชายร่างท้วมเอ่ยพลางใช้นิ้วที่สวมแหวนทองเหลืองลูบไล้ไปตามขอบโต๊ะ “ทั้งเสียงระเบิด ทั้งแสงสีฟ้า และการหายตัวไปของหญิงสาวลึกลับ... เจ้ามีความเห็นว่าอย่างไรล่ะ แม่นาง?”

Anwen สบตาเขาอย่างไม่ลดละ “โรงเตี๊ยมของข้าเผชิญกับอุบัติเหตุจากแรงสั่นสะเทือนใต้ดิน และแขกบางคนอาจจะตัดสินใจเดินทางต่อในความมืด มันไม่ใช่เรื่องของเจ้าหน้าที่เก็บภาษี เว้นแต่เจ้าจะมีตราประทับจากราชสำนักมาแสดง”

“ราชสำนักงั้นหรือ? พวกนั้นกำลังยุ่งอยู่กับการตามหา 'ของสำคัญ' ที่หายไปจากห้องโถงโบราณ” ชายร่างท้วมโน้มตัวเข้ามาใกล้ กลิ่นเหล้าบูดและเหงื่อไคลจากตัวเขาทำให้อากาศรอบข้างดูหนักอึ้ง “แต่สำหรับข้า... สิ่งที่ข้าต้องการคือความจริงว่า เจ้าซ่อนอะไรไว้ใต้พื้นดินนี้กันแน่ และรอยแผลที่คอของเจ้านั่น... มันคืออะไร?”

คำถามนั้นทำให้ Anwen รู้สึกเหมือนถูกเข็มพันเล่มทิ่มแทง รอยจารึกใต้รอยแผลเป็นเริ่มร้อนผ่าว มันไม่ได้แค่เจ็บ แต่มันกำลัง 'สื่อสาร' เธอรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนเบาๆ ที่ส่งมาจากใต้ฝ่าเท้า ไม่ใช่จากเครื่องจักร แต่เป็นจังหวะที่สอดประสานกับจังหวะการเต้นของหัวใจเธอเอง

“ข้าเป็นเพียงเจ้าของโรงเตี๊ยมที่พยายามประคองกิจการที่พังทลาย” Anwen ตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา “หากท่านต้องการจะตรวจสอบหาความผิดพลาด ข้าก็ยินดี แต่หากท่านต้องการจะข่มขู่ ข้าขอแนะนำให้ท่านถอยออกไปก่อนที่ข้าจะเรียกเจ้าหน้าที่เทศบาลมาจัดการ”

ในขณะที่ความตึงเครียดกำลังจะถึงจุดเดือด เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและสม่ำเสมอก็ดังมาจากทางเข้าอีกด้านหนึ่ง ไม่ใช่ทางประตูหลักที่กลุ่มผู้เก็บส่วยยืนอยู่ แต่เป็นทางเข้าด้านหลังที่เชื่อมกับคอกม้า เงาร่างสูงใหญ่ของใครบางคนปรากฏขึ้นท่ามกลางแสงสลัว เขาไม่ได้สวมชุดเกราะ แต่สวมเสื้อคลุมยาวสีเทาหม่นที่ดูเก่าคร่ำคร่า ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกบดบังด้วยเงาของหมวกคลุม

“ดูเหมือนว่าเจ้าของที่นี่จะมีแขกไม่ได้รับเชิญเยอะเกินไปนะ” ชายปริศนาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและมีอำนาจอย่างประหลาด เขาเดินก้าวเข้ามาในแสงไฟจากตะเกียง เผยให้เห็นดวงตาที่คมกริบราวกับเหยี่ยว “และดูเหมือนว่าพวกเจ้าจะกำลังรบกวน 'ผู้ที่กำลังตื่นขึ้น' ด้วย”

กลุ่มผู้เก็บส่วยหันไปมองด้วยความระแวง “แกเป็นใคร! อย่ามาสอดเรื่องของทางการ!”

ชายชุดเทาไม่ตอบ แต่เขากลับปรายตามาทาง Anwen สายตาของเขาไม่ได้มองที่ใบหน้าของเธอ แต่มองไปที่ตำแหน่งที่รอยจารึกฝังอยู่ “รอยจารึกนั่น... มันเริ่มส่งเสียงเรียกหาเจ้าแล้วใช่ไหม? เจ้าไม่ได้เป็นเพียงคนเฝ้าโรงเตี๊ยมอีกต่อไปแล้ว Anwen”

Anwen รู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แล่นปราดไปตามสันหลัง ความจริงที่เธอพยายามปฏิเสธเริ่มถาโถมเข้าใส่ รอยจารึกในตัวเธอไม่ได้เป็นเพียงรอยแผล แต่มันคือ 'กุญแจ' หรืออาจจะเป็น 'โซ่ตรวน' ที่เชื่อมโยงเธอกับความพินาศที่กำลังจะมาถึง

ทันใดนั้น พื้นโรงเตี๊ยมก็สั่นสะเทือนอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันต่างออกไป มันไม่ใช่การระเบิด แต่มันคือการ 'ขยับ' อย่างช้าๆ และทรงพลัง เสียงครืดคราดของหินและโลหะโบราณดังมาจากใต้ดิน ราวกับว่าบางสิ่งขนาดมหึมากำลังพยายามจะดันตัวเองขึ้นมาสู่พื้นผิวโลก แสงสีฟ้าจางๆ เริ่มลอดผ่านรอยแตกบนพื้นขึ้นมาอีกครั้ง ทว่าคราวนี้มันไม่ใช่แสงที่สว่างจ้า แต่มันเป็นแสงที่เต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ... เหมือนลมหายใจ

“พวกมันมาแล้ว...” ชายชุดเทากระซิบ มือของเขาเอื้อมไปที่ด้ามดาบที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อคลุม “ไม่ใช่ทหาร ไม่ใช่ขุนนาง... แต่เป็นสิ่งที่รอยจารึกของเจ้าเรียกมา”

กลุ่มผู้เก็บส่วยเริ่มแตกตื่น พวกเขาชักอาวุธออกมาด้วยความหวาดกลัว ทว่าก่อนที่ใครจะทันได้ทำอะไร เสียงคำรามที่ไม่ได้มาจากปากของสิ่งมีชีวิต แต่เป็นเสียงคำรามของโลหะที่บิดเบี้ยวก็ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณ ประตูโรงเตี๊ยมถูกกระแทกจนหลุดจากบานพับ และในความมืดมิดที่พุ่งเข้ามาพร้อมกับพายุฝน Anwen เห็นเงาร่างที่ดูไม่เหมือนมนุษย์ คล้ายกับเศษเสี้ยวของเครื่องจักรที่รวมตัวกันเป็นรูปร่าง กำลังคืบคลานเข้ามาในโถงกลาง

Anwen ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางความโกลาหล เธอไม่ได้รู้สึกกลัวอย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับมีความรู้สึกหนึ่งที่รุนแรงกว่า นั่นคือความเข้าใจ... เธอเข้าใจแล้วว่าทำไมรอยจารึกถึงเลือกเธอ ไม่ใช่เพื่อเป็นภาชนะ แต่เพื่อเป็น 'ผู้เฝ้ามอง' สิ่งที่กำลังจะสิ้นสุดลง

“ทุกคน! ถอยไปที่หลังเคาน์เตอร์!” Anwen ตะโกนสั่ง แม้เธอเองก็ไม่รู้ว่าจะสั่งใครได้ในสถานการณ์นี้ แต่สัญชาตญาณของเจ้าบ้านที่ต้องปกป้องพื้นที่ของตนเองได้ตื่นขึ้นอย่างเต็มที่

ท่ามกลางแสงสีฟ้าที่กะพริบถี่และเสียงโลหะกระทบกัน Anwen รู้ดีว่าคืนนี้จะไม่ใช่แค่การปกป้องโรงเตี๊ยม แต่มันคือการเริ่มต้นของการเผชิญหน้ากับโชคชะตาที่เธอไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป

--- Anwen ต้องเผชิญกับการบุกรุกของผู้เก็บส่วยที่หวังจะขุดคุ้ยความลับใต้ดิน และการปรากฏตัวของชายปริศนาที่รู้ความลับเรื่องรอยจารึกในตัวเธอ ท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนที่บ่งบอกว่าบางสิ่งจากใต้ดินกำลังจะทะยานขึ้นมาสู่โลกเบื้องบน