← 章節目錄

The Pilgrims' Inn

章節 25免費

ตอนที่ 25 — รอยประทับแห่งความทรงจำและเสียงฝีเท้าที่หน้าประตู

ความเงียบหลังพายุคลั่งนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงกัมปนาทเสียอีก

Anwen ลืมตาขึ้นท่ามกลางความสลัวรางที่ดูเหมือนจะเป็นความมืดมิดที่ไม่มีจุดสิ้นสุด สิ่งแรกที่เธอสัมผัสได้ไม่ใช่ความเย็นของหินหรือกลิ่นอายของเครื่องจักรโบราณ แต่เป็นความรู้สึกหนักอึ้งที่หน้าอกและหัวใจที่เต้นระรัวราวกับกลองศึก เธอพยายามจะยันกายลุกขึ้น แต่ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปตามแนวกระดูกสันหลังจนต้องครางออกมาเบาๆ เมื่อความสว่างจากแสงสีฟ้าที่เคยพร่ามัวเริ่มจางหายไป สิ่งที่หลงเหลืออยู่มีเพียงความมืดที่ปกคลุมห้องโถงใต้ดินซึ่งบัดนี้ดูเหมือนจะสงบลงอย่างผิดปกติ

เธอไม่ได้อยู่ในห้องโถงเครื่องจักรอีกต่อไปแล้ว

Anwen พบว่าตัวเองนอนอยู่บนพื้นไม้ที่คุ้นเคย กลิ่นของน้ำมันตะเกียงและกลิ่นจางๆ ของเศษไม้ที่ถูกเผาไหม้ลอยมาแตะจมูก เสียงฝนที่ยังคงตกกระทบหลังคาโรงเตี๊ยม The Pilgrims' Rest ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แสงสลัวจากเตาผิงที่เหลือเพียงถ่านแดงโร่สะท้อนให้เห็นซากปรักหักพังของห้องโถงกลางที่เธอเคยภาคภูมิใจ ทุกอย่างพังทลายลงเหลือเพียงเศษซาก แต่มันคือซากของบ้านเธอ ไม่ใช่ความว่างเปล่าสีครามใต้ดินนั่น

“ข้า... กลับมาแล้วหรือ?” เธอพึมพำกับตัวเอง เสียงของเธอแหบแห้งราวกับคนขาดน้ำมาหลายวัน

ความสับสนถาโถมเข้าใส่สมองราวกับคลื่นยักษ์ เธอจำได้ว่าเธอก้าวเข้าหาแสงสีฟ้า จำได้ว่าขุนนางผู้นั้นชักดาบ และจำได้ว่าโลกทั้งใบกำลังจะแตกสลาย แต่แล้วเธอก็ถูกเหวี่ยงกลับมาที่นี่ได้อย่างไร? ความทรงจำสุดท้ายคือความสว่างจ้าจนตาบอดและเสียงคำรามที่ดับวูบลง

ขณะที่เธอกำลังจะพยายามรวบรวมสติเพื่อสำรวจความเสียหายรอบตัว ความรู้สึกร้อนผ่าวที่ทวีความรุนแรงขึ้นก็ทำให้เธอต้องสะดุ้งโหยง เธอเลิกชายเสื้อที่ขาดวิ่นขึ้นดูด้วยมือที่สั่นเทา และนั่นทำให้ลมหายใจของเธอสะดุดกึก

ที่บริเวณไหปลาร้าและลามลงไปถึงแผ่นอกด้านซ้าย ไม่ใช่รอยแผลเป็นจากการถูกของมีคม แต่มันคือรอยจารึก... รอยสลักที่ดูเหมือนถูกเผาไหม้ลงไปในผิวหนัง มันไม่ใช่รอยสักที่เกิดจากหมึก แต่มันคือลวดลายเรขาคณิตที่ซับซ้อนและดูเหมือนจะมีชีวิต รอยนั้นส่องแสงสีฟ้าจางๆ ตามจังหวะการเต้นของหัวใจเธอ ราวกับว่ามันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบไหลเวียนโลหิตไปเสียแล้ว

“นี่มันอะไรกัน...” Anwen เอื้อมมือไปสัมผัสรอยนั้นอย่างแผ่วเบา ความร้อนที่แผ่ออกมาจากผิวหนังทำให้เธอต้องชักมือกลับ มันไม่ใช่ความเจ็บปวดแบบบาดแผล แต่มันคือความรู้สึกของ ‘การเชื่อมต่อ’ ที่รุนแรงจนน่าขนลุก เหมือนกับว่าเธอไม่ได้เพียงแค่เห็นแผ่นจารึกนั้น แต่เธอได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของมันไปแล้ว

เธอพยายามนึกถึงภาพนิมิตที่เห็นในห้องโถงใต้ดิน—ภาพเมืองที่ล่มสลายและหญิงสาวคนนั้น—ตอนนี้ความทรงจำเหล่านั้นไม่ได้เป็นเพียงภาพที่ลอยผ่านตา แต่มันกลับชัดเจนขึ้นในหัวราวกับเป็นประสบการณ์ส่วนตัวของเธอเอง เธอรู้สึกถึงความเศร้าของเครื่องจักร ความโดดเดี่ยวของกรงขัง และความโหยหาของสิ่งที่ถูกฝังลืม

ขณะที่เธอกำลังจมดิ่งอยู่กับความสับสน เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นจากด้านนอกประตูโรงเตี๊ยม

ตึก... ตึก... ตึก...

มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของนักเดินทางที่กำลังหาที่พักพิงท่ามกลางสายฝน แต่มันคือเสียงฝีเท้าที่จัดระเบียบอย่างเคร่งครัด เป็นเสียงของรองเท้าบูทหนังที่กระทบพื้นดินโคลนอย่างพร้อมเพรียงกัน Anwen รวบรวมกำลังที่เหลืออยู่พยายามลุกขึ้นยืน เธอพิงหลังเข้ากับซากเคาน์เตอร์บาร์ที่ยังพอตั้งอยู่ได้ สายตาจับจ้องไปยังประตูทางเข้าที่สั่นไหวตามแรงกดดันจากภายนอก

“เปิดประตู! ในนามของราชสำนัก Castellane!” เสียงตะโกนก้องกังวานมาพร้อมกับเสียงเคาะประตูที่รุนแรงจนไม้แทบแตก

หัวใจของ Anwen หล่นวูบลงไปที่ตาตุ่ม ความหวาดกลัวที่เคยถูกกลบด้วยความตื่นตะลึงจากเหตุการณ์ใต้ดินกลับมาจู่โจมเธออีกครั้ง ทหารเหล่านั้น... พวกเขาตามเธอมาจนถึงที่นี่ หรือพวกเขามาเพื่อตามหา ‘สิ่งที่หายไป’ ไปพร้อมกับเธอ?

เธอมองไปรอบๆ ห้องโถงที่พังพินาศ พยายามหาอาวุธหรือสิ่งที่พอจะใช้ป้องกันตัวได้ แต่สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงเศษไม้และแจกันดินเผาที่แตกละเอียด เธอไม่มี Fin ไม่มี Granny Nessa อยู่ข้างกายในตอนนี้ (เธอหวังลึกๆ ว่าทั้งสองคนจะหนีไปซ่อนตัวในห้องใต้ดินที่ยังไม่ถล่มได้ทัน) ความรู้สึกโดดเดี่ยวและไร้ทางสู้ถาโถมเข้าใส่

“Mistress Anwen! อย่าขัดขืน! เราเพียงต้องการตรวจสอบความเสียหายและสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น!” เสียงขุนนางผู้นั้น—ชายในชุดน้ำเงินขลิบทอง—ดังแทรกมาท่ามกลางเสียงทหาร น้ำเสียงของเขาไม่ได้แสดงความโกรธเคือง แต่กลับมีความเยือกเย็นที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม

เขารู้... เขารู้ว่าเธอไม่ได้แค่รอดชีวิตมาได้ แต่เขารู้ว่าเธอถือครอง ‘บางอย่าง’ ไว้

Anwen พยายามกดลมหายใจให้สงบ เธอรู้ดีว่าการต่อสู้ด้วยกำลังในตอนนี้คือการฆ่าตัวตาย แต่การยอมจำนนก็อาจหมายถึงการสูญเสียตัวตนและชีวิตที่เหลืออยู่ไปตลอดกาล รอยจารึกที่หน้าอกของเธอเริ่มร้อนขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้แค่ร้อน แต่มันเริ่มสั่นสะเทือนเบาๆ ราวกับกำลังตอบสนองต่อการมาถึงของบุคคลที่อยู่หลังประตูนั้น

ตึก... ตึก... ตึก...

เสียงฝีเท้าหยุดลงที่หน้าประตู ความเงียบที่ตามมานั้นน่าอึดอัดยิ่งกว่าเสียงตะโกน Anwen ยืนตัวตรง พยายามรักษามาดของเจ้าของโรงเตี๊ยมผู้ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร แม้ว่าภายในใจจะกำลังกรีดร้องด้วยความกลัวก็ตาม

“ถ้าท่านต้องการจะเข้ามา ก็จงเข้ามา” Anwen ตะโกนตอบออกไป เสียงของเธอสั่นเล็กน้อยแต่ยังคงความหนักแน่น “แต่จงจำไว้ว่า ที่นี่คือโรงเตี๊ยม The Pilgrims' Rest... และแขกของข้าไม่เคยได้รับการต้อนรับด้วยคมดาบ!”

เสียงกลไกของประตูถูกกระแทกอย่างแรงจนไม้ลั่นดังสนั่น แสงจากคบไฟด้านนอกสาดส่องเข้ามาเป็นลำผ่านช่องว่างของประตูที่พังทลาย เงาร่างของกลุ่มทหารในชุดเกราะเต็มยศปรากฏขึ้น พร้อมกับเงาสูงใหญ่ของขุนนางลึกลับผู้นั้นที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหลัง

สายตาของเขาไม่ได้มองไปที่ความพินาศของโรงเตี๊ยม แต่มันพุ่งตรงมาที่หน้าอกของเธอ... ตรงที่รอยจารึกกำลังเรืองแสงสีฟ้าจางๆ ภายใต้เสื้อผ้าที่ขาดวิ่น

“เจ้าไม่ได้แค่พบมัน Anwen...” ขุนนางผู้นั้นกล่าวพลางก้าวข้ามซากปรักหักพังเข้ามาในห้อง แววตาของเขาเป็นประกายด้วยความโลภที่ซ่อนไว้ไม่มิด “แต่เจ้ากลายเป็นมันไปแล้ว”

Anwen ถอยหลังไปหนึ่งก้าว ความจริงที่น่าสยดสยองเริ่มปรากฏชัดขึ้น เธอไม่ได้เพียงแค่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ใต้ดิน แต่เธอได้กลายเป็น ‘กุญแจ’ ที่พวกเขาทั้งหมดกำลังตามหา และสงครามที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นที่หน้าประตูบ้านของเธอเอง

--- Anwen ฟื้นขึ้นมาที่โรงเตี๊ยมที่พังทลายพร้อมรอยจารึกเรืองแสงบนหน้าอก และต้องเผชิญหน้ากับการมาเยือนของขุนนางลึกลับและกองทหารราชสำนักที่ตามล่าเธอเพื่อชิงความลับที่ฝังอยู่ในร่างกาย