ตอนที่ 83 — ระบำแห่งความบิดเบี้ยว
ความเงียบในจิตวิญญาณของอัลดริกไม่ใช่ความสงบแบบผิวน้ำในบ่อลึก แต่มันคือความเงียบของสุญญากาศที่พยายามสูบฉีดเอาความจริงรอบตัวให้จมหายไปในความว่างเปล่า ทว่าในวันนี้ ความว่างเปล่านั้นกลับไม่นิ่งสนิทเหมือนเคย มันสั่นสะเทือนด้วยจังหวะที่แปลกปลอม รอยร้าวแห่งความไม่สมบูรณ์ที่เขาเผลอทิ้งไว้จากการสลายตัวตนกำลังขยายตัว ราวกับแผลเป็นบนผิวหนังที่ไม่มีวันตกสะเก็ด และผ่านช่องว่างเล็กๆ นั้นเอง สิ่งที่อยู่ 'ข้างนอก' กำลังเริ่มชะโงกหน้าเข้ามาดู
เขานั่งอยู่ท่ามกลางมิติทับซ้อนที่ไร้ซึ่งแสงแดดหรือลมหนาวของเดือนฮาร์ธเวน ร่างกายที่เคยเป็นมนุษย์บัดนี้เป็นเพียงโครงสร้างของเจตจำนงที่กักเก็บหายนะไว้ อัลดริกพยายามเพ่งสมาธิไปที่ 'จุดศูนย์กลาง' ของตัวเอง พยายามรักษาความเที่ยงตรงของกรงขังนี้ไว้ไม่ให้บิดเบี้ยวไปมากกว่าเดิม แต่ความรู้สึกหนึ่งที่เขาคิดว่าสูญเสียไปแล้ว—ความรู้สึกถึง 'ความกลัว'—กลับเริ่มผุดพรายขึ้นมาอย่างประหลาด มันไม่ใช่ความกลัวตาย แต่มันคือความกลัวต่อการสูญเสียการควบคุม
ในมโนสำนึกที่พร่าเลือน เขาเห็นรอยร้าวสีม่วงคล้ำสั่นระริกอยู่ตรงกลางอก มันไม่ได้เป็นเพียงรอยแตกของพลังงาน แต่มันมีลักษณะคล้ายดวงตาที่ลืมไม่ขึ้น มันกำลังเรียนรู้ เขาเห็นมันกำลัง 'สังเกต' เขา สิ่งลี้ลับเหล่านั้นไม่ได้พยายามพังประตูเข้ามาด้วยกำลัง แต่มันกำลังทำสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า นั่นคือการ 'ไหล' เข้ามาตามความบกพร่องของอารมณ์ที่เขายังหลงเหลืออยู่ เพียงแค่เขาเผลอไผลไปกับเศษเสี้ยวของความทรงจำเกี่ยวกับเอลิดี้ หรือความอบอุ่นจางๆ ของโรงสีที่เคยเป็นบ้าน รอยร้าวนั้นจะขยายออกและเปิดทางให้เงามืดที่ไม่มีรูปทรงไหลซึมเข้ามาบิดเบือนความจริงภายในตัวเขา
'เจ้ากำลังปล่อยให้มันไหลผ่านไป...' เสียงหนึ่งดังขึ้นในมโนสำนึก มันไม่ใช่เสียงพูด แต่เป็นแรงสั่นสะเทือนที่คล้ายกับเสียงโลหะเสียดสีกัน อัลดริกไม่รู้ว่าเป็นเสียงของเหล่าผู้พิทักษ์ดั้งเดิม หรือเป็นเพียงเสียงสะท้อนของความวิปริตที่กำลังเกิดขึ้นในใจเขาเอง
เขาพยายามดึงความว่างเปล่าขึ้นมาเป็นโล่กำบัง แต่ทันทีที่เขาพยายามจะ 'กักขัง' มันอีกครั้ง เขากลับพบว่าสิ่งที่เขาพยายามขังนั้นเริ่มเปลี่ยนรูปทรง มันเริ่มเลียนแบบความว่างเปล่าของเขา มันเริ่มทำตัวให้กลมกลืนไปกับความไร้ความรู้สึกของเขา เพื่อที่ว่าเมื่อเขาลดการป้องกันลงเพียงเสี้ยววินาที มันจะสามารถกลืนกินแกนกลางของเขาไปได้โดยที่เขาไม่รู้ตัว
ภาพนิมิตหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างรุนแรง มันเป็นภาพของโอ๊คเมียร์ที่เขารัก แต่เป็นโอ๊คเมียร์ที่บิดเบี้ยว ต้นข้าวในทุ่งกลายเป็นเส้นใยสีดำที่ขยับเขยื้อนได้เหมือนหนอน ตาชั่งหลวงที่เขาเคยดูแลกลับกลายเป็นปากขนาดมหึมาที่กำลังกัดกินความจริงของเมือง ท้องฟ้าเหนือโอ๊คเมียร์ไม่ได้เป็นสีครามหรือสีเทาของฤดูหนาว แต่มันเป็นสีของแผลเน่าที่กำลังปริแตก อัลดริกสะดุ้งในมิติที่ไร้กายหยาบ เขารู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่แสนสาหัส—ความเจ็บปวดของการเป็น 'สิ่งแปลกปลอม' ที่กำลังทำลายสิ่งที่ตัวเองพยายามจะปกป้อง
เขาสัมผัสได้ถึงการแทรกซึม มันเหมือนกับมีเข็มเล็กๆ นับล้านเล่มที่ทำจากความมืดมิดกำลังทิ่มแทงเข้ามาในรอยร้าวของเขา สิ่งลี้ลับเหล่านั้นกำลังเรียนรู้ 'ภาษา' ของเขา พวกมันกำลังเรียนรู้ว่าความสับสนคือช่องว่าง ความอาลัยคือประตู และความเหนื่อยล้าคือจุดอ่อน ทุกครั้งที่เขาเผลอปล่อยให้ความรู้สึกความเป็นมนุษย์ที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดไหลผ่านออกมา รอยร้าวนั้นจะขยายกว้างขึ้น และเงามืดจะพุ่งผ่านเข้ามาเพื่อเปลี่ยน 'ความเที่ยงตรง' ให้กลายเป็น 'ความวิปริต'
'ข้าต้อง... รักษา... มันไว้...' เขาพยายามตะโกนออกไปในความว่างเปล่า แต่ไม่มีเสียงใดหลุดออกมา มีเพียงแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านรอยร้าวไปสู่ภายนอก
ทันใดนั้น เขารู้สึกถึงแรงดึงดูดที่รุนแรงจากทิศทางหนึ่ง มันไม่ใช่แรงดึงดูดทางกายภาพ แต่มันคือแรงดึงดูดของ 'ความจริง' ที่กำลังถูกบิดเบือน เขาเห็นเงาร่างของบางสิ่งที่คล้ายกับผู้พิทักษ์ดั้งเดิม แต่พวกเขามิได้มาเพื่อเตือนหรือตัดสิน แต่พวกเขากำลัง 'จ้องมอง' ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง พวกเขาไม่ได้มองเขาในฐานะผู้เสียสละอีกต่อไป แต่มองเขาในฐานะ 'รอยรั่ว' ของจักรวาลที่ต้องถูกอุดด้วยการทำลายทิ้ง
อัลดริกพยายามรวบรวมเศษเสี้ยวแห่งเจตจำนงที่เหลืออยู่เพื่อบีบอัดรอยร้าวให้แคบลง แต่ยิ่งเขาบีบอัด ความตึงเครียดภายในก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น รอยร้าวไม่ได้ปิดลง แต่มันกลับเริ่ม 'เต้น' ตามจังหวะชีพจรของเขา มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของจังหวะชีวิตที่บิดเบี้ยวนี้ไปเสียแล้ว เขาเริ่มตระหนักด้วยความสยดสยองว่า เขาไม่ได้เพียงแค่กักขังหายนะไว้ในตัว แต่เขากำลังกลายเป็น 'ภาชนะ' ที่หายนะกำลังใช้เพื่อสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมาในโลกแห่งความจริง
ความมืดเริ่มหนาแน่นขึ้น มันไม่ได้เป็นเพียงความว่างเปล่า แต่มันมีความคิด มีความมุ่งหมาย และมันกำลังเริ่ม 'เต้นระบำ' อยู่รอบๆ รอยร้าวของเขา อัลดริกเห็นเงาของตัวเองในรอยร้าวนั้น—แต่เป็นเงาที่ไม่ได้ทำตามการเคลื่อนไหวของเขา มันกำลังยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่กว้างเกินกว่าที่มนุษย์จะทำได้ และในดวงตาของเงานั้นไม่มีความว่างเปล่า มีเพียงความหิวโหยที่ไร้ก้นบึ้ง
เขารู้ดีว่าการต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่การรักษาความสมดุลด้วยความเที่ยงตรงอีกต่อไป แต่มันคือการต่อสู้เพื่อไม่ให้ความบิดเบี้ยวกลายเป็นสิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ ทว่าในขณะที่เขากำลังพยายามรวบรวมสมาธิ เสียงกระซิบจากรอยร้าวก็ดังขึ้นชัดเจนกว่าครั้งไหนๆ
'เจ้าคือประตู... และประตูนี้... กำลังจะเปิดออก...'
--- อัลดริกเผชิญกับการแทรกซึมของสิ่งลี้ลับที่เรียนรู้ที่จะใช้รอยร้าวแห่งความไม่สมบูรณ์ในตัวเขาเพื่อบิดเบือนความจริง เขาเริ่มตระหนักว่าตนเองกำลังกลายเป็นภาชนะที่หายนะใช้เพื่อสร้างตัวตนใหม่ในโลกเบื้องบน