ตอนที่ 8 — พายุแห่งเกียรติยศ
เสียงล้อรถม้าที่บดเบียดกับถนนดินลูกรังดังสนั่นหวั่นไหวท่ามกลางความเงียบสงัดของยามเย็นในโอ๊คเมียร์ มันไม่ใช่เสียงที่คุ้นเคยของเกวียนขนข้าวจากชาวนา แต่เป็นเสียงที่หนักแน่น ทรงอำนาจ และเต็มไปด้วยความโอ่อ่าของรถม้าที่ประดับประดาด้วยตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลชั้นสูง อัลดริกยืนอยู่บนระเบียงไม้ของบ้านพัก มองดูขบวนรถม้าสีดำขลับที่เคลื่อนผ่านประตูเมืองเข้ามา ราวกับกองทัพขนาดเล็กที่กำลังเคลื่อนเข้ามายึดครองพื้นที่ส่วนตัวของเขา
แสงตะเกียงจากขบวนรถม้าสาดส่องกระทบกับชุดเกราะของทหารคุ้มกันที่ขี่ม้าขนาบข้าง พวกเขาไม่ได้สวมเครื่องแบบธรรมดาของเมืองชายแดน แต่เป็นเครื่องแบบผ้าไหมเนื้อดีสีน้ำเงินเข้มขลิบทองซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของราชสำนักเอลเดอร์เมียร์ อัลดริกสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของอำนาจที่บดบังกลิ่นดินและกลิ่นข้าวอันเป็นเอกลักษณ์ของเมืองเขาไปจนสิ้น
“พวกเขามาราวกับจะมาจัดงานฉลอง มากกว่าจะมาตรวจสอบเสบียง” คาเอลพึมพำอยู่ข้างกาย มือของเขาประสานกันแน่นที่หน้าอก ดวงตาฉายแววตื่นตระหนกผสมกับความอยากรู้อยากเห็นตามประสาคนหนุ่ม
“มันไม่ใช่การฉลอง คาเอล” อัลดริกตอบ เสียงของเขาทุ้มต่ำและแห้งผาก “มันคือการแสดงแสนยานุภาพ เมื่อคนที่มีอำนาจต้องการบางอย่างจากเจ้า พวกเขาจะไม่มาในคราบของผู้ขอร้อง แต่จะมาในคราบของผู้พิพากษา”
รถม้าคันที่ใหญ่ที่สุดหยุดลงที่หน้าลานกว้างของคฤหาสน์ลอร์ด ประตูรถม้าถูกเปิดออกโดยข้ารับใช้ในชุดเครื่องแบบเนี้ยบกริบ ชายคนหนึ่งก้าวลงมาด้วยท่วงท่าที่สง่างามจนน่าหมั่นไส้ เซดริก ผู้ตรวจการจากราชสำนัก ยืนเด่นตระหง่านอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์ที่เริ่มลอดผ่านหมู่เมฆ ใบหน้าของเขาเรียบเฉยราวกับรูปสลักหินอ่อน แต่ดวงตากลับวาววับด้วยความฉลาดแกมโกงที่อัลดริกเคยเห็นในพวกขุนนางที่พยายามจะบิดเบือนตัวเลขในบัญชี
ตามหลังเซดริกมา คือขบวนของตระกูลวาลเลอริอุส ขุนนางผู้มั่งคั่งที่มีอิทธิพลเหนือเส้นทางการค้าทางตะวันตก รถม้าของพวกเขาเต็มไปด้วยหีบไม้ประดับโลหะเงินที่ดูราวกับบรรจุสมบัติมากกว่าเสบียงอาหาร อัลดริกมองเห็นความขัดแย้งที่ชัดเจนระหว่างความเรียบง่ายของโอ๊คเมียร์กับความฟุ่มเฟือยที่กำลังรุกรานเข้ามา
“ท่านลอร์ดอัลดริก” เซดริกกล่าวทักทายขณะก้าวขึ้นบันไดมาหาเขา น้ำเสียงของเขาฟังดูเป็นมิตรแต่กลับให้ความรู้สึกเย็นเยียบ “ข้าขออภัยที่ต้องรบกวนความสงบของท่านด้วยการมาเยือนที่กะทันหันเช่นนี้ แต่คำพยากรณ์นั้นสำคัญยิ่งนัก ทางราชสำนักเกรงว่าหากเราไม่วางรากฐานการจัดการเสบียงให้มั่นคงตั้งแต่วันนี้ โอ๊คเมียร์อาจจะไม่สามารถรับมือกับปริมาณข้าวที่จะหลั่งไหลมาได้”
“การวางรากฐานที่มั่นคง... หรือการวางอำนาจควบคุมกันแน่?” อัลดริกสวนกลับทันควัน เขาไม่ได้หลบสายตา แม้จะรู้ดีว่าการกระทำนี้อาจเป็นการจุดชนวนความขัดแย้งกับผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า
เซดริกยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้สื่อถึงความขบขัน “ท่านลอร์ดช่างเป็นคนตรงไปตรงมาสมคำร่ำลือ ความเที่ยงตรงคือสิ่งที่ท่านยึดถือ และข้าก็มาที่นี่เพื่อช่วยให้ความเที่ยงตรงนั้นได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมายและอำนาจของราชสำนัก”
ในขณะที่การสนทนาเชิงอำนาจดำเนินไป เอลิดี้เดินเข้ามาสมทบ เธอไม่ได้พูดอะไร แต่สายตาของเธอที่จับจ้องไปยังขบวนรถม้าของวาลเลอริอุสนั้นเต็มไปด้วยความระแวดระวัง เธอโน้มตัวลงมาใกล้โสตประสาทของอัลดริก “ท่านลอร์ด อย่าไว้ใจรอยยิ้มของเขา ข้าเห็นคนของวาลเลอริอุสแอบสำรวจโรงสีเก่าเมื่อเย็นนี้ พวกเขาไม่ได้มาเพื่อดูตาชั่ง แต่พวกเขามาเพื่อดูว่าใครคืออุปสรรคที่จะขัดขวางการไหลเวียนของกำไร”
อัลดริกพยักหน้าช้าๆ ความคิดของเขาแล่นกลับไปที่รอยร้าวและผงตะกั่วที่เขาพบในโรงสีเมื่อคืน ความพยายามที่จะทำให้ตาชั่งเสียสมดุลด้วยการทำลายรากฐานหิน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือส่วนหนึ่งของแผนการที่ใหญ่กว่าการมาเยือนครั้งนี้ หากเขาสามารถทำให้ตาชั่งหลวง 'ผิดพลาด' ได้โดยที่ไม่มีใครสงสัย ความมั่งคั่งทั้งหมดจะถูกบิดเบือนไปสู่มือของผู้ที่มีอำนาจจัดการ มากกว่าที่จะเป็นไปตามความจริงของน้ำหนักข้าว
“ท่านลอร์ดครับ!” คาเอลวิ่งเข้ามาหาด้วยท่าทางร้อนรน “พวกคนงานจากวาลเลอริอุสเริ่มเข้าไปในคลังเก็บเมล็ดพันธุ์แล้วครับ พวกเขาบอกว่าต้อง 'ตรวจสอบความสะอาด' ของพื้นที่เพื่อเตรียมรับข้าวล็อตแรก”
อัลดริกขบกรามแน่น ความอดทนของเขาเริ่มสิ้นสุดลง เขาไม่ได้เป็นเพียงผู้ดูแลตาชั่ง แต่เขาคือผู้พิทักษ์ความจริงของเมืองนี้ หากเขาปล่อยให้คนแปลกหน้าเข้าถึงหัวใจของเสบียงได้โดยไม่มีการควบคุม โอ๊คเมียร์จะกลายเป็นเพียงหมากในกระดานของคนอื่น
“เซดริก” อัลดริกเรียกชื่อผู้ตรวจการด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังและเด็ดขาด “ในฐานะลอร์ดแห่งโอ๊คเมียร์ ข้าขอแจ้งให้ท่านทราบว่า การตรวจสอบใดๆ ในเขตพื้นที่ควบคุมเสบียงหลวง จะต้องทำภายใต้การกำกับดูแลของข้าและเฒ่าบาร์ธเท่านั้น หากท่านต้องการความเที่ยงตรงตามที่กล่าวอ้าง ท่านต้องเคารพกฎเกณฑ์ของเมืองนี้เช่นกัน”
เซดริกนิ่งไปชั่วครู่ ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย บรรยากาศรอบข้างพลันหนักอึ้งด้วยความตึงเครียดที่มองไม่เห็น “กฎเกณฑ์ของท่าน... หรือกฎเกณฑ์ของอาณาจักรกันแน่ อัลดริก? อย่าลืมว่าอำนาจที่ท่านถืออยู่นั้น เป็นเพียงสิ่งที่ราชสำนักอนุญาตให้ท่านถือเท่านั้น”
คำขู่นั้นชัดเจนและเยือกเย็น อัลดริกตระหนักในวินาทีนั้นเองว่า สงครามที่เขาต้องเผชิญไม่ใช่สงครามด้วยดาบหรือหอก แต่มันคือสงครามแห่งความเที่ยงตรงที่ต้องต่อสู้กับแรงกดดันจากเบื้องบน และความโลภที่แฝงมาในคราบของความหวังดี
เขามองไปที่ขบวนรถม้าที่ยังคงตั้งตระหง่านอยู่เบื้องล่าง ราวกับอสุรกายที่กำลังรอเวลาขย้ำเหยื่อ พายุที่เขาเคยคาดการณ์ไว้ไม่ได้เริ่มจากท้องฟ้า แต่มันกำลังปะทุขึ้นจากท่ามกลางเหล่าผู้ที่อ้างว่ามาเพื่อช่วยชีวิตเขาเอง
--- อัลดริกต้องเผชิญกับการมาถึงอย่างโอ่อ่าของเซดริก ผู้ตรวจการราชสำนัก และขบวนรถม้าของตระกูลวาลเลอริอุส ซึ่งนำมาซึ่งการท้าทายอำนาจการควบคุมเสบียงของเขา และทำให้เขาตระหนักว่าการรักษาความเที่ยงตรงของตาชั่งหลวงกำลังจะกลายเป็นสงครามการเมืองที่เดิมพันด้วยความมั่นคงของอาณาจักร