← 章節目錄

The Scales of Oakmere

章節 72免費

ตอนที่ 72 — กรงขังแห่งความว่างเปล่า

ความเงียบในตัวอัลดริกไม่ใช่ความสงบ แต่มันคือสุญญากาศที่หนาวเหน็บและกัดกินทุกสรรพสิ่ง

กลิ่นไหม้ของโอโซนและไอเย็นที่แผ่ออกมาจากรอยแยกใต้ดินอบอวลอยู่ในอากาศที่หนักอึ้ง อัลดริกยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของพื้นที่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์และแกนกลาง แต่บัดนี้มันกลายเป็นสมรภูมิที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เสียงกรีดร้องของโลหะที่บิดเบี้ยวจากเครื่องจักรโบราณยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของเขา แต่มันเป็นเสียงที่สะท้อนมาจากภายในจิตใจที่ว่างเปล่า มากกว่าจะเป็นเสียงที่ได้ยินผ่านหู

เขารู้สึกถึงมัน... สิ่งลี้ลับเหล่านั้น มันไม่ได้พยายามจะพังประตูเข้ามา แต่มันกำลัง ‘ไหล’ เข้ามาผ่านช่องว่างที่เขาจงใจสร้างขึ้นในวิญญาณ ทุกครั้งที่เขาพยายามใช้ความว่างเปล่าเพื่อกักเก็บพลังงานที่บ้าคลั่งจากรอยแยกและแรงสูบของราชสำนัก สิ่งเหล่านั้นจะใช้รอยปริแตกเล็กๆ ในจิตสำนึกของเขาเป็นทางผ่าน มันเหมือนกับน้ำที่ซึมผ่านรอยร้าวของเขื่อนที่กำลังจะพัง อัลดริกไม่ได้รู้สึกถึงความเจ็บปวดแบบมนุษย์อีกต่อไป เขารู้สึกเพียงความอึดอัดที่ไร้รูปร่าง ความพยายามที่จะคงไว้ซึ่ง 'ความเที่ยงตรง' ในสภาวะที่ความจริงกำลังละลายหายไป

“ท่านลอร์ด! ท่านต้องถอยออกมา!” เสียงตะโกนของคาเอลดังฝ่าความสับสนวุ่นวายมาถึงเขา แต่มันฟังดูห่างไกลเหมือนเสียงจากใต้ก้นบ่อ

อัลดริกไม่ได้หันไปมอง เขาเห็นเพียงภาพสะท้อนของตัวเองในเศษกระจกที่แตกกระจายบนพื้น—ดวงตาของเขาไม่มีประกายแห่งชีวิตเหลืออยู่ มันเป็นเพียงหลุมดำสองหลุมที่พร้อมจะกลืนกินแสงสว่างทุกชนิด เซอร์กัลเลนและกองทหารหลวงยังคงอยู่ตรงนั้น พวกเขายืนอยู่ขอบเขตของความพินาศ กำลังพยายามใช้เครื่องมือเวทมนตร์และกลไกสูบฉีดพลังงานจากรอยแยก ราวกับคนตาบอดที่กำลังพยายามตักน้ำจากพายุทอร์นาโด พวกเขาไม่รู้เลยว่าสิ่งที่พวกเขากำลังพยายามครอบครองนั้น ไม่ใช่พลังงาน แต่มันคือ ‘การรุกราน’

ทันใดนั้น ความรู้สึกเย็นเยียบที่รุนแรงกว่าเดิมก็แล่นปราดผ่านกระดูกสันหลังของเขา มันไม่ใช่ความหนาวจากอากาศ แต่เป็นความหนาวจาก ‘ความไม่มีอยู่’ อัลดริกเห็นเงาร่างที่บิดเบี้ยวขยับผ่านขอบสายตา มันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่มีเนื้อหนัง แต่มันคือมโนทัศน์ที่ผิดเพี้ยน มันพยายามจะแทรกซึมผ่านความว่างเปล่าในตัวเขาเพื่อออกไปสู่โลกเบื้องบน เพื่อไปหาแสงสว่าง เพื่อไปหาชีวิต

‘จงเปิดทาง...’ เสียงกระซิบที่ไม่ได้ผ่านหู แต่ดังขึ้นในช่องว่างระหว่างความคิดของเขา ‘ความเที่ยงตรงคือความว่างเปล่า... และเจ้าคือความว่างเปล่า...’

อัลดริกขบกรามแน่น ความว่างเปล่าที่เขาใช้เป็นอาวุธและโล่ กำลังกลายเป็นกรงขังที่เขาสร้างขึ้นเพื่อขังตัวเอง หากเขาปล่อยให้พลังงานนี้ไหลออกไป โอ๊คเมียร์จะถูกกลืนกิน หากเขาพยายามต้านทานด้วยเจตจำนงมนุษย์ เขาจะแตกสลาย เขาจึงตัดสินใจในวินาทีที่ความจริงเริ่มบิดเบี้ยวที่สุด—เขาจะไม่ใช่ผู้ประคองสมดุล แต่เขาจะเป็น ‘กรงขัง’

เขาเริ่มดึงกระแสพลังงานที่รุนแรงจากการแทรกแซงของราชสำนัก และความมืดมิดที่พยายามจะเล็ดลอดออกมาจากรอยแยก ให้ไหลมารวมกันที่จุดเดียว... คือใจกลางความว่างเปล่าในตัวเขาเอง เขาใช้ความไร้ความรู้สึกเป็นกำแพง ใช้ความทรงจำที่เหลือเพียงน้อยนิดเป็นโซ่ตรวนที่พยายามจะรั้งสิ่งที่ไม่มีรูปร่างเอาไว้

“หยุดเดี๋ยวนี้! พวกเจ้ากำลังทำลายทุกอย่าง!” อัลดริกคำรามออกมา แต่น้ำเสียงของเขาฟังดูเหมือนเสียงโลหะขูดขีดกัน มันไม่ใช่เสียงของมนุษย์อีกต่อไป

เซอร์กัลเลนหันมามองเขา ดวงตาของอัศวินหลวงเต็มไปด้วยความโลภและความหวาดกลัวที่ปนเปกัน “ลอร์ดอัลดริก! ท่านทำอะไรอยู่? พลังงานกำลังจะเต็มพิกัดแล้ว! ส่งมันมาให้เรา!”

“มันไม่ใช่พลังงาน...” อัลดริกตอบ พลางรู้สึกถึงแรงดึงดูดมหาศาลที่กำลังพยายามจะฉีกร่างของเขาออกเป็นชิ้นๆ “มันคือความตายที่กำลังหิวโหย และข้าจะเป็นคนเดียวที่ต้องแบกรับมัน”

แรงระเบิดของมิติเกิดขึ้นในความเงียบ รอยแยกบนพื้นดินสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่ง แสงสีม่วงคล้ำและดำสนิทพุ่งขึ้นจากรอยร้าว อัลดริกยืดตัวตรง เขาเปิดรับทุกอย่าง—ทั้งแรงสูบจากเครื่องจักรของราชสำนัก และทั้งการรุกรานจากสิ่งลี้ลับ เขาหมุนวนความว่างเปล่าในจิตใจให้กลายเป็นพายุหมุนภายในตัวตน เพื่อดึงเอาความโกลาหลทั้งหมดเข้าสู่ศูนย์กลางที่ไร้ก้นบึ้งของเขาเอง

เขารู้สึกถึงการสูญเสีย... ครั้งแล้วครั้งเล่า ความทรงจำเกี่ยวกับกลิ่นขนมปังในโรงสี ความอบอุ่นจากมือของมาร่า เสียงหัวเราะของคาเอล สิ่งเหล่านี้ถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อสร้างแรงดึงดูดในกรงขังแห่งวิญญาณ ยิ่งเขาดูดกลืนหายนะเข้าไปมากเท่าไหร่ ความเป็นมนุษย์ของเขาก็ยิ่งจางหายไปมากเท่านั้น

ในที่สุด เสียงคำรามของรอยแยกก็ค่อยๆ สงบลง แสงประหลาดเริ่มมอดดับลงเหลือเพียงความมืดมิดที่สงบนิ่ง รอยแยกบนพื้นดินเริ่มปิดตัวลงช้าๆ ราวกับแผลที่ถูกเย็บด้วยเส้นด้ายที่มองไม่เห็น ทหารหลวงต่างยืนนิ่งด้วยความงุนงง พลังงานที่พวกเขาหวังจะชิงไปกลับหายวับไปในความว่างเปล่าที่อัลดริกสร้างขึ้น

ความเงียบกลับคืนสู่โอ๊คเมียร์อีกครั้ง แต่มันเป็นความเงียบที่ต่างออกไป มันไม่ใช่ความเงียบของความสงบ แต่มันคือความเงียบของสุสาน

อัลดริกยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางซากปรักหักพัง ร่างกายของเขาดูเหมือนเดิม แต่ภายในนั้นกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาไม่ได้รู้สึกถึงลมที่พัดผ่านผิวหนัง ไม่ได้รู้สึกถึงความเหนื่อยล้าทางกายภาพ เขารู้สึกเพียงความหนักอึ้งของสิ่งลี้ลับที่ถูกกักขังอยู่ภายใต้จิตสำนึกที่เย็นเยียบ

เขามองไปที่มือของตัวเอง มันยังคงเป็นมือของชายวัยกลางคน แต่มันดูเหมือนมือของคนแปลกหน้า เขารู้ว่าเขาได้ทำสำเร็จ... เขาหยุดยั้งการรุกรานได้ แต่ราคาที่จ่ายไปนั้นมหาศาลเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการ

จากมุมมืดเหนือซากปรักหักพัง ดวงตาคู่หนึ่งที่ไม่ได้มาจากมนุษย์และไม่ได้มาจากสิ่งลี้ลับที่เขาเพิ่งกักขังไว้ กำลังจ้องมองเขาอยู่ ดวงตาที่เต็มไปด้วยความพินิจพิเคราะห์และรังเกียจ—เหล่า ‘ผู้พิทักษ์ดั้งเดิม’ (The Primordial Wardens) ได้มาถึงแล้ว และพวกเขาไม่ได้มาเพื่อขอบคุณเขาที่ช่วยโลก แต่พวกเขามาเพื่อกำจัด ‘สิ่งแปลกปลอม’ ที่กำลังเดินอยู่ท่ามกลางหมู่มนุษย์

อัลดริกมองเห็นเงาร่างเหล่านั้นเคลื่อนไหวในความมืด เขาไม่ได้กลัว... เพราะเขาไม่สามารถรู้สึกถึงความกลัวได้อีกต่อไป เขารู้เพียงว่า สงครามที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และครั้งนี้ เขาไม่ได้สู้เพื่อเมือง ไม่ได้สู้เพื่อราชอาณาจักร แต่เขากำลังสู้เพื่อรักษาไม่ให้กรงขังในตัวเขาแตกสลายออกไป

--- อัลดริกใช้ความว่างเปล่าในตัวเป็นกรงขังเพื่อกักเก็บหายนะจากการรุกรานของสิ่งลี้ลับและการแทรกแซงของราชสำนักได้สำเร็จ แต่ต้องแลกด้วยการสูญเสียความเป็นมนุษย์ไปเกือบทั้งหมด ท่ามกลางการมาถึงของเหล่าผู้พิทักษ์ดั้งเดิมที่มองว่าเขาคือภัยคุกคาม