← 章節目錄

The Scales of Oakmere

章節 66免費

ตอนที่ 66 — เศษเสี้ยวของความจริงที่บิดเบี้ยว

กลิ่นไหม้ของโอโซนจางๆ ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศที่เย็นจัดของเดือนฮาร์ธเวน มันไม่ใช่กลิ่นฟืนไฟที่คุ้นเคยในโอ๊คเมียร์ แต่เป็นกลิ่นของบางสิ่งที่ถูกฉีกขาด—กลิ่นของความเป็นจริงที่กำลังถูกขยี้ อัลดริกยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบที่น่าอึดอัดในโถงทางเดินที่เชื่อมต่อระหว่างโลกเบื้องบนและแกนกลางเบื้องล่าง ลมหายใจของเขาเป็นไอขาวขุ่น แต่มันดูสั่นไหวผิดธรรมชาติ ราวกับว่าตัวตนของเขาเองก็กำลังจะกลายเป็นหมอกควันไปพร้อมกับบรรยากาศรอบกาย

เขารู้สึกถึงมัน... ความรู้สึกเหมือนมีเข็มพันเล่มทิ่มแทงลงไปในช่องว่างที่เคยเป็นหัวใจของเขา ความว่างเปล่าที่เขาเคยใช้เป็นสะพานเชื่อมมิติ บัดนี้ไม่ได้เป็นเพียงทางผ่านที่ว่างเปล่าอีกต่อไป แต่มันกำลังถูก 'เติมเต็ม' ด้วยสิ่งที่เขาไม่ปรารถนา สิ่งลี้ลับเหล่านั้นไม่ได้บุกเข้ามาด้วยพละกำลังมหาศาล แต่มันซึมซาบเข้ามาเหมือนน้ำหมึกที่หยดลงในแก้วน้ำใส มันไหลผ่านรอยร้าวในจิตวิญญาณของเขา เข้าไปแทรกซึมตามรอยแยกของความทรงจำที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด อัลดริกพยายามจะขยับมือ แต่เขากลับรู้สึกว่ามือของเขาไม่ได้เป็นของเขาเพียงผู้เดียว เขาสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่ไม่ได้มาจากอากาศ แต่มันคือความเย็นจากมิติอื่นที่กำลังพยายามจะยึดครองพื้นที่ในร่างกายของเขา

'อัลดริก...' เสียงเรียกนั้นแผ่วเบาจนเกือบจะเป็นเพียงความคิด แต่มันกลับก้องกังวานในโสตประสาทของเขา เอลิดี้อยู่ตรงนั้นไหม? หรือเป็นเพียงภาพหลอนที่เกิดจากการที่สมดุลของโลกกำลังพังทลาย? เขาพยายามจะเอ่ยปากเรียกชื่อเธอ แต่สิ่งที่หลุดออกมาจากลำคอมีเพียงเสียงแหบพร่าที่ฟังดูไม่เหมือนเสียงมนุษย์

เบื้องบน... เหนือผืนดินที่เขายืนอยู่ รอยแยกขยายตัวออกราวกับแผลเป็นที่ไม่มีวันหายบนผิวโลก มันไม่ใช่แค่รอยแตกของดิน แต่มันคือรอยแยกของกฎเกณฑ์ธรรมชาติ ทุ่งข้าวที่เคยเขียวขจีรอบโอ๊คเมียร์บัดนี้กลายเป็นพื้นที่สีเทาหม่นที่ดูเหมือนภาพวาดที่ยังวาดไม่เสร็จ พื้นที่บางส่วนถูกดูดหายไปในความว่างเปล่า ทิ้งไว้เพียงความสับสนทางสายตาที่ทำให้คนมองรู้สึกคลื่นไส้ ชาวเมืองโอ๊คเมียร์ที่เหลืออยู่ต่างหวาดกลัว พวกเขาไม่ได้แค่กลัวแผ่นดินไหว แต่พวกเขากลัว 'สิ่งที่มองเห็น' จากรอยแยกนั้น ดวงตาปริศนาที่จ้องมองขึ้นมาจากเบื้องล่างไม่ได้เป็นเพียงภาพลวงตา แต่มันคือการตระหนักรู้ของมิติที่กำลังถูกรบกวน

และในขณะที่เขากำลังพยายามประคองความบ้าคลั่งนี้ไว้ พลังงานจากราชสำนักก็พุ่งทะยานขึ้นมาอีกครั้ง มันไม่ใช่แรงกระแทก แต่เป็นแรงดูดที่ละโมบและเยือกเย็น อัลดริกสัมผัสได้ถึงกระแสพลังงานที่ถูกดึงผ่านสายใยแห่งมิติที่เขาเป็นคนสร้างขึ้น ราชสำนักเอลเดอร์เมียร์กำลังใช้เครื่องมือบางอย่าง—อาจจะเป็นอาคมโบราณหรือเทคโนโลยีที่ขโมยมาจากความลับของโลก—เพื่อสูบฉีดพลังงานจากแกนกลางโดยตรง การแทรกแซงนี้เปรียบเสมือนการพยายามตักน้ำออกจากบ่อที่กำลังจะระเบิด ยิ่งพวกเขาตักออกมากเท่าไหร่ แรงดันภายในก็ยิ่งบิดเบี้ยวและสร้างแรงสะท้อนกลับที่รุนแรงขึ้นเท่านั้น

'หยุด...' อัลดริกพยายามจะส่งเจตจำนงของเขาออกไปผ่านความว่างเปล่า แต่เขากลับพบว่าช่องทางสื่อสารของเขากลายเป็นสะพานที่เปิดกว้างเกินไป สิ่งลี้ลับที่แทรกซึมเข้ามาเริ่มใช้พลังงานจากการแทรกแซงของราชสำนักเป็นแรงส่ง พวกมันไม่ได้เพียงแค่ต้องการเข้ามา แต่มันกำลังเรียนรู้วิธีการ 'ขี่' กระแสพลังงานที่ราชสำนักส่งมาเพื่อรุกรานโลกเบื้องบนอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ทันใดนั้น ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วไขสันหลัง อัลดริกทรุดเข่าลงกับพื้นโลหะที่เย็นเฉียบของกลไกโบราณ ภาพตรงหน้าเขาเริ่มบิดเบี้ยว รอยแยกที่พื้นดินเบื้องบนดูเหมือนจะขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนเขาสัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดที่พยายามจะกระชากวิญญาณของเขาออกไปสู่ความมืดมิด เขาเห็นเงาร่างของสิ่งที่ไม่ควรมีตัวตนอยู่—เงาที่ยาวผิดปกติและบิดเบี้ยว—กำลังขยับผ่านรอยร้าวในอากาศรอบตัวเขา มันไม่ใช่การเคลื่อนที่แบบกายภาพ แต่มันคือการเปลี่ยนสถานะจากความว่างเปล่ามาเป็นความจริง

เขานึกถึงตาชั่งหลวง... ตาชั่งที่เขาเคยใช้ชั่งน้ำหนักข้าวด้วยความเที่ยงตรง บัดนี้ความเที่ยงตรงนั้นไม่มีความหมายอีกต่อไป เมื่อตาชั่งที่แท้จริงคือสมดุลระหว่างความมีอยู่และความไม่มีอยู่ของจักรวาล และเขากำลังกลายเป็นเครื่องมือที่พังทลายในกระบวนการนั้น อัลดริกพยายามรวบรวมเศษเสี้ยวของความทรงจำเกี่ยวกับเอลิดี้ ความทรงจำเกี่ยวกับกลิ่นข้าวสุกและความอบอุ่นของโรงสี เพื่อใช้เป็นสมอเรือยึดเหนี่ยวตัวตนไม่ให้ถูกกระแสพลังงานพัดพาไป

แต่ยิ่งเขาพยายามยึดเหนี่ยว เขาก็ยิ่งพบว่าช่องว่างในตัวเขาถูกขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สิ่งลี้ลับเหล่านั้นเริ่มส่งเสียง... ไม่ใช่เสียงที่หูจะได้ยิน แต่เป็นเสียงที่สั่นสะเทือนในระดับโมเลกุล มันเป็นเสียงของความโกลาหลที่กำลังร้องเพลงประสานไปกับความโลภของมนุษย์ อัลดริกเห็นภาพนิมิตของโอ๊คเมียร์ที่ถูกกลืนกิน เมืองทั้งเมืองถูกยกขึ้นสู่ท้องฟ้าโดยรอยแยก แล้วก็ร่วงหล่นลงสู่ความมืดมิดที่ไม่มีวันสิ้นสุด

ในจังหวะที่เขากำลังจะสูญเสียการควบคุมไปโดยสิ้นเชิง เขากลับสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่แตกต่างออกไป มันไม่ใช่แรงจากกลไก หรือแรงจากการแทรกแซง แต่เป็นแรงที่มาจาก 'ดวงตา' เหล่านั้นที่จ้องมองมาจากเบื้องล่าง พวกมันไม่ได้มองเขาด้วยความโกรธแค้น แต่มองเขาด้วยความสงสัย... ราวกับว่าพวกมันกำลังประเมินว่า 'ผู้ประคองสมดุล' ที่เหลืออยู่เพียงเศษเสี้ยวคนนี้ จะสามารถทนทานต่อพายุที่กำลังจะมาถึงได้นานแค่ไหน

อัลดริกกัดฟันแน่นจนได้ยินเสียงกรามกระทบกัน ความว่างเปล่าในตัวเขากำลังขยายตัวออกจนถึงขีดสุด เขาต้องตัดสินใจ... จะยอมให้ตัวเองกลายเป็นประตูที่เปิดกว้างเพื่อรับแรงปะทะทั้งหมด หรือจะพยายามปิดมันลงด้วยการทำลายสะพานที่เขาสร้างขึ้น ซึ่งนั่นหมายถึงการทำลายความหวังเดียวที่จะรักษาโลกใบนี้ไว้ได้

ท่ามกลางความมืดมิดที่เริ่มปกคลุม รอยแยกบนพื้นดินเบื้องบนเริ่มเปล่งแสงสีม่วงคล้ำที่น่าสะพรึงกลัว แสงนั้นไม่ได้ส่องสว่าง แต่มันกำลัง 'กลืนกิน' แสงสว่างรอบข้างให้หายไป อัลดริกรับรู้ได้ว่าวินาทีแห่งการตัดสินใจมาถึงแล้ว และเขาไม่ได้เผชิญหน้ากับมันเพียงลำพัง เพราะในเงามืดที่ขยับผ่านรอยร้าว เขารู้สึกได้ว่ามีบางอย่างกำลังเริ่ม 'เลียนแบบ' ความรู้สึกของเขา... มันกำลังเรียนรู้ที่จะเจ็บปวด เพื่อที่จะได้รู้จักวิธีทำลายความเจ็บปวดนั้นในภายหลัง

--- อัลดริกต้องเผชิญกับวิกฤตเมื่อความว่างเปล่าในตัวเขากลายเป็นทางผ่านที่สิ่งลี้ลับใช้เรียนรู้วิธีแทรกซึมเข้าสู่โลก โดยมีแรงแทรกแซงจากราชสำนักที่ยิ่งเร่งการรุกรานและขยายรอยแยกบนผืนดินโอ๊คเมียร์ให้รุนแรงขึ้น