ตอนที่ 3 — เงาของตราประทับ
กลิ่นไหม้ของฟืนไม้โอ๊คในเตาผิงไม่ได้ช่วยให้ความหนาวเหน็บในใจของอัลดริกบรรเทาลงได้เลย เขานั่งจ้องมองแสงไฟที่เต้นระบำอยู่บนผนังห้องทำงานไม้เก่าๆ ขณะที่เสียงฝนกระทบหลังคาดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอคล้ายเสียงเคาะประตูที่ไม่มีวันสิ้นสุด บนโต๊ะไม้โอ๊คหนาหนักมีจดหมายตราประทับสีทองของราชสำนักเอลเดอร์เมียร์วางเด่นอยู่ มันดูแปลกแยกและคุกคามท่ามกลางข้าวของเครื่องใช้ที่คุ้นตา ทั้งเครื่องเขียนที่สึกหรอและแผนที่เมืองโอ๊คเมียร์ที่ขอบเริ่มม้วนงอ
“ท่านลอร์ด ท่านควรจะดื่มซุปนี้เสียหน่อย มันกำลังจะเย็นแล้ว” เสียงของเอลิดี้ดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับถ้วยเซรามิกที่มีควันกรุ่นที่ถูกวางลงข้างมือเขา เธอไม่ได้สวมชุดหลวงเต็มยศเหมือนเมื่อตอนที่แจ้งข่าวร้าย แต่ในชุดผ้าฝ้ายธรรมดานี้ เธอกลับดูน่าเกรงขามยิ่งกว่าเดิม เพราะดวงตาที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความเข้าใจในสิ่งที่เขากำลังเผชิญ
อัลดริกเงยหน้าขึ้น มองหญิงสาวผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยเห็นเป็นเพียงผู้ตรวจราชการผู้เคร่งครัด แต่ตอนนี้เธอคือคนเดียวที่เข้าใจว่าคำพยากรณ์นั้นไม่ใช่พรจากสวรรค์ แต่มันคือโซ่ตรวน “ข้าแค่กำลังคิดว่า... ความสงบสุขที่ข้าสร้างมาทั้งชีวิต มันช่างเปราะบางเหลือเกิน เอลิดี้ เพียงแค่กระดาษแผ่นเดียวจากเมืองหลวง ก็สามารถเปลี่ยนเมืองโรงสีเล็กๆ ให้กลายเป็นสนามรบของความโลภได้”
“ไม่ใช่แค่ความโลภหรอกค่ะ แต่มันคือความจำเป็น” เอลิดี้ขยับเก้าอี้มานั่งฝั่งตรงข้าม “เมื่ออาณาจักรหิวโหย ทุกคนจะมองหาคนที่มีข้าว และเมื่อทุกคนมองหาข้าว พวกเขาจะมองหาคนที่ถือตาชั่งที่เที่ยงตรงที่สุด โอ๊คเมียร์จะไม่ใช่เมืองที่ถูกลืมอีกต่อไป แต่มันจะเป็นจุดศูนย์กลางที่ทุกคนอยากจะยึดครอง”
อัลดริกถอนหายใจยาว ความเหนื่อยล้าที่สะสมมานานปีดูเหมือนจะหนักอึ้งขึ้นเป็นเท่าตัว “ข้าไม่ได้อยากเป็นวีรบุรุษ ข้าแค่อยากให้ตาชั่งของข้าทำงานอย่างถูกต้อง และอยากให้ชาวเมืองได้นอนหลับอย่างเต็มอิ่มโดยไม่ต้องระแวงว่าทหารจากเมืองหลวงจะมาแย่งชิงเสบียงไป”
“นั่นแหละคือปัญหา” เอลิดี้เอ่ยเสียงต่ำ “เพราะความเที่ยงตรงของท่านนั่นแหละที่จะเป็นปัญหา เมื่อราชสำนักต้องการตัวเลขที่ทำให้พวกเขาดูดี และเมื่อพ่อค้าต้องการตัวเลขที่ทำให้พวกเขาได้กำไร ท่านจะอยู่ตรงกลางระหว่างความจริงกับความต้องการของโลก”
เสียงเคาะประตูขัดจังหวะบทสนทนาที่ตึงเครียด คาเอล หลานชายของเขา เดินเข้ามาพร้อมกับสีหน้ากังวล แสงตะเกียงในมือของเด็กหนุ่มสั่นไหวตามจังหวะการก้าวเดินที่เร่งรีบ “ท่านลุงครับ... มีคนมาที่หน้าประตูโรงสี เฒ่าบาร์ธบอกว่ามีคนแปลกหน้าในชุดคลุมสีเข้มพยายามถามหาเรื่อง ‘การจัดสรรใหม่’ ของข้าวหลวง เขาดูไม่เหมือนพ่อค้าทั่วไป”
อัลดริกขมวดคิ้ว ความรู้สึกไม่สบายใจแล่นพล่านไปตามสันหลัง “มาเร็วเกินไป...” เขาพึมพำกับตัวเอง เขายังไม่ทันได้เตรียมการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงใดๆ เลยด้วยซ้ำ
“ให้ข้าไปจัดการเองไหมคะ?” เอลิดี้เสนอตัวทันที สายตาของเธอเปลี่ยนเป็นความระแวดระวังแบบนักการเมืองที่ผ่านโลกมามาก
“ไม่ เอลิดี้ ข้าต้องเป็นคนรับหน้าเอง ในฐานะลอร์ดแห่งโอ๊คเมียร์” อัลดริกยืนขึ้น ร่างกายของเขาดูแก่ลงไปถนัดตาภายใต้แสงสลัว แต่แววตาของเขายังคงความแน่วแน่แบบคนที่ผ่านการชั่งน้ำหนักของความถูกต้องมานับครั้งไม่ถ้วน เขาเดินนำหลานชายออกไปจากห้องทำงาน มุ่งหน้าไปยังโถงทางเดินที่เชื่อมต่อกับส่วนหน้าของโรงสี
อากาศในโถงทางเดินเย็นเยียบและชื้นแฉะ กลิ่นสาบของข้าวที่เก็บไว้ในโกดังลอยมาปะทะจมูก มันเป็นกลิ่นที่เขาเคยรัก แต่วันนี้มันกลับให้ความรู้สึกเหมือนกลิ่นของความรับผิดชอบที่หนักอึ้ง เมื่อเขามาถึงประตูใหญ่ เขาเห็นเฒ่าบาร์ธ ช่างทำตาชั่งผู้แก่ชรา ยืนขวางทางชายร่างสูงในชุดคลุมสีเข้มไว้ บาร์ธมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก มือที่สั่นเทาของเขาพยายามกวักมือเรียกอัลดริก
ชายแปลกหน้าคนนั้นไม่ได้ดูอันตรายในทันทีที่เห็น แต่บรรยากาศรอบตัวเขากลับนิ่งสงบจนน่าประหลาดใจ ราวกับว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของความมืดมิดที่อยู่ภายนอกกำแพงเมือง เขาไม่ได้พยายามจะพังประตู แต่เขายืนรออยู่ตรงนั้น เหมือนกับว่าเขารู้อยู่แล้วว่าอัลดริกจะต้องออกมา
“ท่านลอร์ดอัลดริกใช่ไหมครับ?” ชายผู้นั้นเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นอัลดริกเดินเข้ามา เสียงของเขาเรียบเฉยและมีสำเนียงที่ฟังดูสูงศักดิ์กว่าคนทั่วไปในแถบนี้ “ข้ามาเพื่อแจ้งความประสงค์ของ... ผู้ที่เฝ้ามองอยู่”
“ผู้ที่เฝ้ามองอยู่?” อัลดริกทวนคำด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ที่นี่คือโอ๊คเมียร์ เราไม่ได้ทำงานตามคำสั่งของเงา เราทำงานตามกฎของราชอาณาจักรและตามความจริงของตาชั่ง”
ชายแปลกหน้ายิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา “กฎของราชอาณาจักรเปลี่ยนแปลงได้ตามความจำเป็นของกษัตริย์ และความจริงของตาชั่ง... บางครั้งมันก็เป็นเพียงแค่สิ่งที่คนมีอำนาจอยากให้มันเป็น ข้ามาที่นี่เพื่อเสนอ ‘ความช่วยเหลือ’ ในการเตรียมรับมือกับปีที่อุดมสมบูรณ์ที่กำลังจะมาถึง”
อัลดริกจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของชายคนนั้น เขาเห็นความว่างเปล่าที่น่ากลัว มันไม่ใช่ความชั่วร้ายที่ตะโกนก้อง แต่มันคือความเฉยเมยต่อศีลธรรมซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่า “ข้าไม่ต้องการความช่วยเหลือจากคนที่มาโดยไม่แจ้งล่วงหน้า และไม่ต้องการคำแนะนำจากคนที่อ้างถึงเงา”
“ท่านลอร์ดอาจจะคิดเช่นนั้นในตอนนี้” ชายคนนั้นก้าวถอยหลังออกไปสู่ความมืดภายนอก “แต่เมื่อจดหมายฉบับต่อไปจากเอลเดอร์เมียร์มาถึง เมื่อความต้องการข้าวพุ่งสูงขึ้นจนท่านแบกรับไม่ไหว เมื่อนั้นท่านจะเข้าใจว่าความเที่ยงตรงเพียงลำพังนั้น... มันกินไม่ได้ และมันก็ปกป้องใครไม่ได้เช่นกัน”
ก่อนที่อัลดริกจะได้โต้ตอบ ชายผู้นั้นก็เดินหายลับไปในม่านฝน ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่น่าอึดอัดและเสียงฝนที่ยังคงตกหนัก
“เขาเป็นใครกัน?” คาเอลถามด้วยน้ำเสียงสั่นๆ เขาขยับมาอยู่ข้างหลังอัลดริกเหมือนต้องการที่พึ่ง
“ไม่รู้...” อัลดริกตอบ ความรู้สึกเย็นวาบแล่นผ่านกระดูกสันหลัง “แต่เขาไม่ได้มาเพื่อค้าขายแน่ๆ”
เขาหันไปมองเฒ่าบาร์ธที่ยังคงยืนตัวสั่น “บาร์ธ มีใครเห็นหน้าเขาชัดๆ ไหม?”
“ไม่เลยครับท่านลอร์ด” บาร์ธตอบพลางปาดเหงื่อที่ขมับ “แต่เขาดูเหมือน... เหมือนคนที่มาจากราชสำนัก แต่ไม่ใช่ทูต เขาดูเหมือน... คนที่มาเพื่อคอยดูว่าเราจะพังทลายลงเมื่อไหร่มากกว่า”
อัลดริกเดินกลับเข้าไปในบ้าน ความรู้สึกสงบสุขที่เขาเคยมีบัดนี้แตกสลายไปสิ้น เขามองไปที่มือของตัวเองที่เริ่มสั่นเล็กน้อย เขาไม่ได้กลัวตาย แต่เขากลัวว่าความเที่ยงตรงที่เขาถือครองมาตลอดชีวิต จะกลายเป็นอาวุธที่ย้อนกลับมาทำลายชาวเมืองของเขาเอง
ในคืนนั้น อัลดริกไม่ได้นอน เขานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้มองจดหมายจากราชสำนัก แต่มองไปยังตาชั่งทองเหลืองจำลองขนาดเล็กที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ มันเป็นของดูต่างหน้าจากพ่อของเขา เครื่องมือที่สอนให้เขารู้ว่าความสมดุลคือหัวใจของทุกสิ่ง แต่ในโลกที่กำลังจะเปลี่ยนไป ความสมดุลอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นที่หน้าประตูโรงสีอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่เสียงเดินของคนแปลกหน้า มันเป็นเสียงเดินที่เร่งรีบและมีความโกลาหลซ่อนอยู่ อัลดริกขยับตัวลุกขึ้นทันที หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยลางสังหรณ์บางอย่างที่บอกว่า พายุที่แท้จริงไม่ได้มาจากท้องฟ้า แต่มันกำลังก่อตัวขึ้นจากภายในกำแพงเมืองโอ๊คเมียร์แห่งนี้เอง
--- อัลดริกต้องเผชิญกับการมาเยือนของชายลึกลับที่ข่มขู่เรื่องความเปราะบางของความเที่ยงตรง ท่ามกลางความวุ่นวายที่เริ่มก่อตัวขึ้นในเมืองโอ๊คเมียร์