ตอนที่ 1 — จดหมายจากเอลเดอร์เมียร์
เสียงฝนที่กระทบหลังคาแผ่นไม้ของโรงสีดังเป็นจังหวะหนักหน่วงราวกับเสียงกลองรบที่ไร้ทิศทาง อัลดริกขยับตัวบนเก้าอี้ไม้โอ๊กตัวเก่าที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่เขาเปลี่ยนท่า ความเย็นชื้นของต้นฤดูฟรอสต์ฟอลแทรกซึมผ่านรอยแตกของหน้าต่างไม้ เข้ามาปะทะกับผิวหนังที่เริ่มเหี่ยวหย่นตามวัยของเขา เขาวางถ้วยชาที่เหลือเพียงกากใบไม้แห้งลงบนโต๊ะ พลางถอนหายใจยาวจนเกิดเป็นไอสีขาวจางๆ ในอากาศที่เย็นเยียบ
“ท่านลุง จะนั่งจ้องกองบัญชีนั่นไปถึงเมื่อไหร่ ข้าวในยุ้งปีนี้ไม่ได้เพิ่มขึ้นเพราะการจ้องมองหรอกนะ” เสียงของคาเอล ดังขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ก้าวฉับๆ เข้ามาในห้องทำงานเล็กๆ คาเอล หลานชายวัยหนุ่มที่มีแววตาเฉลียวฉลาดเกินกว่าจะเป็นเพียงเด็กช่วยงานในโรงสี กำลังวางตะเกียงน้ำมันลงบนโต๊ะ แสงไฟวูบไหวทำให้เงาของทั้งสองทอดตัวยาวไปบนผนังไม้
“ข้าไม่ได้จ้องมองมัน คาเอล ข้าแค่กำลังคำนวณว่าความชื้นในอากาศจะทำให้ข้าวในโกดังเก็บชั้นล่างเสียหายไปเท่าไหร่” อัลดริกตอบด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่หนักแน่น เขาไม่ได้พูดเกินจริง ความชื้นคือศัตรูเงียบที่คอยกัดกินความมั่งคั่งของโอ๊คเมียร์อยู่เสมอ “และเจ้าควรจะไปดูเครื่องบดที่โรงสีฝั่งตะวันตก เห็นว่าเสียงมันดังผิดปกติเมื่อเช้านี้”
“ข้าจัดการแล้ว ท่านลุงไม่ต้องห่วงหรอก เฒ่าบาร์ธเพิ่งจะมาช่วยปรับจูนเฟืองไปเมื่อครู่” คาเอลตอบพลางขยับเก้าอี้ลงนั่งฝั่งตรงข้าม “แต่ดูเหมือนจะมีบางอย่างที่น่าห่วงกว่าเรื่องเครื่องบดนะ... มีคนเห็นม้าเร็วจากทางใต้ ขี่ฝ่าพายุฝนตรงมาทางถนนสายหลัก ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ได้มาจากหมู่บ้านข้างๆ แน่”
อัลดริกขมวดคิ้ว ความรู้สึกไม่สบายใจบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในอก เขาไม่ได้เห็นผู้ส่งสารจากนอกเขตชายแดนมานานหลายเดือนแล้ว ตั้งแต่ช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูที่ผ่านมา ความสงบสุขของโอ๊คเมียร์มักจะมาพร้อมกับความเงียบเหงา และเขาก็พอใจกับความเงียบเหงาแบบนั้น
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าขยับเขยื้อนที่หน้าประตูใหญ่ของโรงสีก็ดังขึ้น มันไม่ใช่จังหวะการเดินที่คุ้นเคยของชาวเมือง แต่มันคือจังหวะที่เร่งรีบและหนักแน่น อัลดริกลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้จะรู้สึกปวดแปลบที่ข้อเข่า เขาเดินนำหลานชายออกไปที่โถงกลาง ซึ่งเป็นพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างส่วนสำนักงานและลานเก็บข้าว
ท่ามกลางแสงสลัวจากตะเกียงที่สั่นไหวตามแรงลมที่ลอดเข้ามา ชายในชุดคลุมสีน้ำเงินเข้มที่เปียกโชกจนแนบเนื้อยืนอยู่ตรงนั้น เขาคือทูตหลวงจากเอลเดอร์เมียร์ สัญลักษณ์ตราประทับรูปดาบและรวงข้าวบนหน้าอกของเขาบ่งบอกฐานะได้อย่างชัดเจน ใบหน้าของเขาซีดเซียวและมีหยดน้ำฝนไหลซึมจากไรผมลงมาตามแก้ม
“ลอร์ดอัลดริกแห่งโอ๊คเมียร์ใช่หรือไม่?” ทูตถาม เสียงของเขาสั่นเล็กน้อยจากความหนาว
“ข้าเอง” อัลดริกตอบ พลางกวาดสายตามองสภาพของแขกผู้มาเยือน “ท่านดูเหมือนเพิ่งจะควบม้าผ่านนรกที่เรียกว่าพายุฝนมา ท่านต้องการความอบอุ่น หรือต้องการสิ่งใดกันแน่?”
ทูตไม่ตอบในทันที เขาหยิบม้วนจดหมายที่ถูกห่อด้วยหนังกันน้ำอย่างแน่นหนาออกมาจากใต้ผ้าคลุม “ข้ามีสารสำคัญจากราชสำนักเอลเดอร์เมียร์ มันไม่ใช่เรื่องความอบอุ่น แต่เป็นเรื่องของอนาคตที่จะมาถึง”
อัลดริกรับจดหมายนั้นมา สัมผัสของหนังที่เย็นเฉียบทำให้เขารู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง เขาแกะตราประทับขี้ผึ้งสีแดงออกอย่างระมัดระวัง คาเอลยืนอยู่ข้างๆ ด้วยท่าทางเคร่งเครียด สายตาของเด็กหนุ่มจับจ้องไปที่ตัวอักษรบนกระดาษแผ่นนั้นราวกับจะช่วยอ่าน
เมื่อสายตาของอัลดริกไล่ไปตามตัวอักษรที่เขียนด้วยลายมืออันวิจิตรและทรงพลัง หัวใจของเขาก็เต้นผิดจังหวะ คำพยากรณ์ของออราเคิลถูกระบุไว้อย่างชัดเจน... ปีที่อุดมสมบูรณ์กำลังจะมาถึง และโอ๊คเมียร์ เมืองที่ถูกลืมเลือนในแผนที่ทางการทหารและการเมือง จะกลายเป็น 'ประตูข้าว' ของราชอาณาจักรคาสเทลเลน
‘...ด้วยคำพยากรณ์แห่งดวงดาวและผืนดิน ประตูแห่งความมั่งคั่งจะเปิดออก ณ ดินแดนตะวันตกไกล โอ๊คเมียร์จะต้องเตรียมความพร้อมเพื่อเป็นคลังเสบียงหลักของราชอาณาจักรในการก้าวเข้าสู่ปีแห่งความอุดมสมบูรณ์...’
“นี่มัน...” คาเอลพึมพำ “หมายความว่าคนจากทั้งอาณาจักรจะแห่กันมาที่นี่งั้นหรือ?”
อัลดริกไม่ได้ตอบ เขาเพียงแต่กำจดหมายในมือแน่นขึ้น ความสงบสุขที่เขาเพียรพยายามรักษามาตลอดชีวิตกำลังถูกสั่นคลอนด้วยคำพยากรณ์ที่เขาไม่ได้ร้องขอ การเป็นผู้ดูแลตาชั่งข้าวหลวงนั้นหมายถึงความรับผิดชอบต่อความเที่ยงตรง แต่การเป็น 'ประตูข้าว' ของราชอาณาจักร หมายถึงการต้องแบกรับความโลภ ความกดดัน และสายตาของผู้คนนับล้านที่รอคอยเศษเสี้ยวของความอุดมสมบูรณ์
“ท่านลุง...” คาเอลเรียกเสียงเบา เมื่อเห็นสีหน้าของชายชราที่ดูแก่ลงไปอีกสิบปีในชั่วพริบตา
“ข้าต้องบอกมาร่า” อัลดริกพูดสั้นๆ พลางหันไปหาทูต “และข้าต้องคุยกับเฒ่าบาร์ธ เรื่องความพร้อมของตาชั่งหลวง... หากราชสำนักต้องการความเที่ยงตรงจากเรา พวกเขาก็ต้องรู้ว่าโอ๊คเมียร์ไม่ได้มีเพียงแค่ข้าว แต่เรามีกฎเกณฑ์ที่ไม่อาจสั่นคลอนได้ด้วยคำสั่งเพียงแผ่นเดียว”
เขามองออกไปนอกหน้าต่างที่มืดมิด ฝนยังคงตกหนักไม่ขาดสาย ราวกับว่าธรรมชาติกำลังพยายามจะเตือนเขาว่า พายุที่แท้จริงไม่ได้มาจากท้องฟ้า แต่มันกำลังจะเดินทางมาตามถนนสายหลักนี้เอง
--- ทูตหลวงเดินทางฝ่าพายุฝนมาแจ้งข่าวร้ายแรงแก่ลอร์ดอัลดริก ว่าคำพยากรณ์ของออราเคิลระบุให้โอ๊คเมียร์เป็นคลังเสบียงหลักของอาณาจักรในปีที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งกำลังจะทำลายความสงบสุขที่เขาใฝ่หา