← 章節目錄

The Glass Library

章節 48免費

ตอนที่ 48 — โถงทางเดินกระจกและเงาแห่งความจริง

เสียงฝีเท้าที่กระทบพื้นหินดังสะท้อนก้องอยู่ในโถงทางเดินที่ยาวสุดลูกหูลูกตา บรอนเวนรู้สึกได้ถึงความหนืดเหนอะหนะที่ปลายนิ้ว ทุกครั้งที่เธอพยายามจะยึดเกาะกำแพงหรือขยับกาย รอยหมึกสีดำสนิทจะหลุดลอกออกมาจากผิวหนังของเธอ ทิ้งรอยเป็นตัวอักษรที่บิดเบี้ยวและไร้ความหมายไว้บนพื้นราวกับหยดน้ำตาของโลกที่กำลังละลาย เธอหอบหายใจถี่ กลิ่นของหมึกเข้มข้นจนเกือบจะกลายเป็นกลิ่นสนิมเหล็กที่บาดลึกเข้าไปในลำคอ

“อย่ามองเงาของตัวเอง” เสียงทุ้มต่ำของชายชุดเทาดังขึ้นจากเบื้องหน้า เขาไม่ได้เดินเข้ามาหาเธอ แต่ยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางแสงสลัวที่สะท้อนผ่านผนังกระจกเงาที่เรียงรายอยู่สองข้างทาง “ถ้าเธอเห็นความจริงในกระจก เธอจะสูญเสียความเป็นตัวตนไปตลอดกาล”

บรอนเวนหยุดชะงัก เท้าของเธอที่เคยเป็นเนื้อหนังบัดนี้ดูเหมือนจะโปร่งแสงและเต็มไปด้วยลายเส้นสีดำที่ขยับเขยื้อนได้เหมือนสิ่งมีชีวิต เธอพยายามรวบรวมสติที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด ‘ตรรกะ’ เธอเตือนตัวเอง ‘ความทรงจำคือหลักฐานเดียวที่ยืนยันว่าฉันไม่ใช่แค่หมึก’ เธอพยายามนึกถึงความรู้สึกของลมฤดูใบไม้ผลิที่พัดผ่านหน้าหอสมุดแก้ว นึกถึงความเย็นของกระดาษปอนด์ และความอบอุ่นของแสงแดดที่ตกกระทบโต๊ะทำงาน แต่ยิ่งพยายามนึก ภาพเหล่านั้นกลับถูกแทนที่ด้วยอักขระที่พยายามจะเขียนทับลงไปในสมองของเธอ

ข้างหลังเธอยังคงมีเสียงฝีเท้าของชายปริศนาผู้ถือปากกาหมึกสด เสียงนั้นมั่นคงและไม่รีบร้อน ราวกับเขารู้ดีว่าเหยื่อไม่มีทางหนีพ้นจากหน้ากระดาษที่เขาเป็นคนกำหนด

“คุณรู้ใช่ไหมว่าฉันกำลังจะหายไป?” บรอนเวนตะโกนถามชายชุดเทา เสียงของเธอแหบพร่าและสั่นเครือ “ฉันไม่ใช่แค่คำพยากรณ์ ฉันไม่ใช่แค่หมึกที่ใช้จารึกเรื่องราวของคนอื่น!”

ชายชุดเทาขยับตัวเพียงเล็กน้อย แสงจากกระจกสะท้อนใบหน้าที่ดูเคร่งขรึมของเขา “เธอคือคนเขียน และเธอคือสิ่งที่ถูกเขียน บรอนเวน ในมิตินี้ ความแตกต่างระหว่างผู้สร้างกับผู้ถูกสร้างนั้นบางยิ่งกว่าเส้นหมึกบนกระดาษ”

บรอนเวนกวาดสายตามองไปรอบโถงทางเดินกระจก สิ่งที่เธอเห็นไม่ใช่แค่เงาสะท้อนของตัวเองในชุดบรรณารักษ์ที่เปื้อนหมึก แต่กระจกแต่ละบานกลับแสดงภาพของเธอในสถานะที่ต่างออกไป บานหนึ่งเธอเห็นตัวเองในชุดอาลักษณ์ที่สง่างามกำลังจดบันทึกอย่างมีความสุข อีกบานหนึ่งเธอเห็นตัวเองเป็นเพียงกองหมึกสีดำที่ไหลนองอยู่บนพื้นห้องใต้ดิน และอีกบานหนึ่ง... เธอเห็นตัวเองในฐานะผู้ล่าที่กำลังถือปากกาขนาดยักษ์จ้องมองลงมาด้วยดวงตาที่ไร้ความรู้สึก

ความสับสนเข้าโจมตีเธออย่างรุนแรง ร่างกายของเธอเริ่มรู้สึกเบาหวิวราวกับอากาศ ทันใดนั้น รอยเท้าที่เธอทิ้งไว้ตามทางเดินเริ่มเปลี่ยนสภาพ พวกมันไม่ได้เป็นเพียงรอยเปื้อน แต่มันเริ่มขยับและร้อยเรียงกันเป็นประโยคที่เธออ่านออกอย่างน่าหวาดหวั่น

‘เธอจะพบว่าความจริงคือคำลวงที่ถูกเขียนอย่างประณีตที่สุด’

“ไม่!” บรอนเวนกรีดร้อง เธอใช้พลังความทรงจำที่เหลืออยู่พยายามฉีดกระแสแห่งตัวตนเข้าไปในอักขระเหล่านั้น เธอพยายาม ‘เขียนทับ’ ข้อความที่กำลังจะนิยามชะตากรรมของเธอ เธอใช้ภาพความทรงจำเกี่ยวกับความล้มเหลวในการทำงานที่สำนักอาลักษณ์ ความรู้สึกผิดที่ถูกไล่ออก และความมุ่งมั่นที่จะหาความจริง มาเป็นหมึกเพื่อลบเลือนประโยคเหล่านั้น

แสงสว่างวาบเกิดขึ้นเมื่อความทรงจำของเธอปะทะกับอักขระแห่งโชคชะตา โถงทางเดินกระจกเริ่มสั่นสะเทือน กระจกบานหนึ่งแตกละเอียดส่งเสียงดังสนั่นราวกับเสียงปืน บรอนเวนเสียหลักล้มลง ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วร่าง แต่มันไม่ใช่ความเจ็บปวดของเนื้อหนัง มันคือความเจ็บปวดของการที่ตัวตนถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้นๆ

“มาถึงแล้วสินะ” เสียงของชายถือปากกาหมึกสดดังขึ้นใกล้กว่าเดิม บรอนเวนหันกลับไปมองด้วยความหวาดกลัว ชายคนนั้นเดินออกมาจากเงามืด ใบหน้าของเขาดูเลือนรางเหมือนภาพวาดที่ยังวาดไม่เสร็จ มือที่ถือปากกาหมึกสดนั้นสั่นเทาด้วยพลังงานบางอย่างที่บิดเบี้ยว

“เธอพยายามจะแก้ไขสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้ว บรอนเวน” ชายปริศนากล่าว น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบ “การเขียนทับคือบาปของการเป็นผู้ถูกจารึก เธอต้องยอมรับความว่างเปล่า เพื่อให้เรื่องราวใหม่ได้เริ่มต้นขึ้น”

“ฉันจะไม่ยอมเป็นเพียงเครื่องมือของใคร!” บรอนเวนกัดฟันกรอด เธอเห็นชายชุดเทาพุ่งเข้าหาชายปริศนา เกิดการปะทะกันของแสงและเงาที่ทำให้โถงทางเดินกลายเป็นสมรภูมิแห่งอักขระ

ในจังหวะแห่งความโกลาหล บรอนเวนสังเกตเห็นบางอย่างที่ขอบกระจกบานสุดท้ายที่ยังไม่แตก มันไม่ใช่ภาพสะท้อนของเธอ แต่มันคือภาพของเมืองเอลเดอร์เมียร์ที่เธอกำลังจากมา เมืองที่กำลังถูกหมึกดำกลืนกินจากฟากฟ้า และที่ใจกลางหอสมุดแก้ว... มีบางอย่างที่คล้ายกับเธอ กำลังพยายามจะเขียนบางอย่างลงบนอากาศด้วยมือที่เปื้อนเลือด

‘นั่นคือฉัน... ในตอนนี้... หรือในอนาคต?’

ความคิดนั้นทำให้เธอตระหนักได้ว่า การหนีจากมิตินี้ไม่ใช่คำตอบ แต่การทำความเข้าใจความเชื่อมโยงของ 'เส้นหมึก' เหล่านี้ต่างหากคือทางรอด บรอนเวนตัดสินใจทำสิ่งที่บ้าบิ่นที่สุด เธอไม่ได้วิ่งหนีชายปริศนา แต่เธอกลับวิ่งเข้าหาเขา ใช้มือที่กลายเป็นหมึกคว้าปากกาหมึกสดเล่มนั้นไว้!

สัมผัสที่ได้รับคือความเย็นจัดที่แทรกซึมเข้าสู่จิตวิญญาณ พลังของปากกาไหลบ่าเข้าสู่ร่างของเธอ ราวกับเขื่อนที่แตกออก ความทรงจำทั้งหมดของเธอถูกสูบออกไปเพื่อเป็นเชื้อเพลิงในการเขียน บรอนเวนรู้สึกว่าดวงตาของเธอเริ่มเปลี่ยนไป เธอไม่ได้มองเห็นโลกด้วยแสง แต่เธอมองเห็นโลกด้วยเส้นสายของตัวอักษร

“ดูนั่นสิ...” ชายชุดเทากระซิบด้วยความตกตะลึง

ที่ปลายสุดของโถงทางเดิน ประตูบานใหญ่ที่ทำจากแก้วบริสุทธิ์กำลังเปิดออก เผยให้เห็นความว่างเปล่าที่น่าสะพรึงกลัว แต่ในความว่างเปล่านั้น มีอักขระขนาดมหึมาที่เขียนว่า ‘บทที่หนึ่ง: การล่มสลายของเอลเดอร์เมียร์’ กำลังถูกเขียนขึ้นด้วยความเร็วที่น่ากลัว และมือที่กำลังเขียนมัน... คือมือของเธอเองที่กำลังเอื้อมออกมาจากความมืดมิดนั้น

--- บรอนเวนพยายามรักษาตัวตนจากการถูกเขียนทับโดยใช้ความทรงจำ แต่การกระทำนั้นกลับนำไปสู่การปะทะกันระหว่างชายชุดเทาและชายผู้ถือปากกา ในขณะที่เธอพยายามแย่งชิงปากกาหมึกสด เธอได้ค้นพบว่าตัวเธอเองอาจเป็นผู้เขียนบทแห่งการล่มสลายของเมืองเอลเดอร์เมียร์เสียเอง