ตอนที่ 41 — อักขระสีเลือดและจุดเริ่มต้นของบทใหม่
ความมืดมิดไม่ได้มาในรูปแบบของความว่างเปล่า แต่มันมาในรูปของหยดหมึกสีแดงฉานที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ ราวกับหยาดเลือดที่ถูกสกัดมาจากหัวใจของโลก บรอนเวนรู้สึกถึงแรงดึงดูดมหาศาลที่ไม่ได้มาจากแรงโน้มถ่วง แต่มาจากเจตจำนงของ 'ผู้เขียน' ที่กำลังจะจารึกโชคชะตาลงบนหน้าผากของเธอ ปากกาขนนกยักษ์ในมือของร่างปริศนานั้นส่องประกายความตายที่งดงามจนน่าใจหาย
“ไม่!” เธอเค้นเสียงออกมา แต่มันกลับกลายเป็นเพียงเศษเสี้ยวของตัวอักษรที่แตกสลายในลำคอ
ในวินาทีที่หมึกสีเลือดกำลังจะสัมผัสผิวหนัง ความรู้สึกหนึ่งก็ปะทุขึ้นจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณ มันไม่ใช่ความกลัว แต่มันคือความขัดขืนที่รุนแรงยิ่งกว่าครั้งไหนๆ บรอนเวนไม่ได้พยายามหลบหลีก แต่เธอเลือกที่จะ 'โอบรับ' ความไร้ระเบียบที่เธอเพิ่งสร้างขึ้นมาเมื่อครู่ เธอใช้เศษเสี้ยวความทรงจำที่เหลืออยู่—กลิ่นฝุ่นในหอสมุด ความเย็นของกระจก และรสชาติของความโดดเดี่ยว—มารวมกันเป็นแรงขับเคลื่อนสุดท้าย
เปรี้ยง!
การปะทะกันระหว่างหมึกสีเลือดและพลังแห่งความไร้ระเบียบทำให้มิติรอบตัวฉีกขาดออกเป็นริ้วๆ แสงสีทองที่วูบวาบจากการวาดอักขระของเธอพุ่งเข้าใส่หยดหมึกนั้น ไม่ใช่เพื่อทำลาย แต่มันคือการ 'ผสม' บรอนเวนไม่ได้พยายามลบสีแดงออกไป แต่เธอพยายามจะเปลี่ยนมันให้กลายเป็นสีอื่น เปลี่ยนโศกนาฏกรรมให้กลายเป็นบทกวีที่ไม่มีใครอ่านออก
ร่างปริศนาที่ประกอบขึ้นจากหมึกและแสงสะดุ้งถอยหลัง อักขระบนใบหน้าของเขาที่เคยขยับอย่างเป็นระเบียบเริ่มบิดเบี้ยวและหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ราวกับว่าระบบการบันทึกข้อมูลกำลังเผชิญกับไวรัสที่ไม่มีวันรักษาหาย
“เจ้า... เจ้ากำลังทำลายโครงสร้าง!” เสียงของร่างนั้นไม่ได้เป็นเพียงเสียงพูด แต่มันคือเสียงของกระดาษที่ถูกฉีกขาดนับพันแผ่น “เจ้ากำลังทำให้เรื่องราวกลายเป็นสิ่งที่ไร้ความหมาย!”
“ถ้าความหมายคือการถูกกำหนดให้ตาย... ฉันขอเลือกความไร้ความหมายที่ฉันเป็นคนสร้างเอง!” บรอนเวนตะโกนก้อง เธอรู้สึกได้ว่าร่างกายของเธอกำลังจางลง ราวกับว่าการใช้พลังงานที่รุนแรงขนาดนี้กำลังทำให้ตัวตนของเธอถูกเขียนทับด้วยความว่างเปล่า
ชายชุดเทาพุ่งเข้ามาคว้าตัวเธอไว้ ท่ามกลางพายุของเศษกระดาษและอักขระที่กำลังพุ่งพล่าน “บรอนเวน! เราต้องไปจากจุดนี้! มิติกำลังจะพังทลาย!”
เขาลากเธอฝ่ากำแพงหมึกที่พยายามจะดึงขาเธอไว้ บรอนเวนเห็นภาพเมืองเอลเดอร์เมียร์ในมิติใหม่นี้กำลังพับตัวลงเหมือนหนังสือที่ถูกปิดอย่างรุนแรง ท้องฟ้าที่เป็นหน้ากระดาษยักษ์กำลังม้วนงอเข้าหากัน กลิ่นของหมึกและกระดาษไหม้รุนแรงจนเธอแทบสำลัก
ขณะที่พวกเขากำลังจะพ้นจากเขตพายุหมึก บรอนเวนเหลือบไปเห็นบางอย่างที่พื้น... ท่ามกลางความโกลาหล มีปากกาขนนกขนาดเล็กด้ามหนึ่งตกอยู่ มันไม่ใช่ปากกาของกลุ่มผู้คัดลอก และไม่ใช่ปากกาของร่างปริศนา แต่มันคือปากกาที่มีลวดลายของแสงวิเศษที่เธอคุ้นเคย—ลายเส้นที่ดูเหมือนรอยแผลเป็นที่เธอเคยมีบนปลายนิ้ว
เธอเอื้อมมือไปคว้ามันไว้ในจังหวะเดียวกับที่โลกทั้งใบถูกเหวี่ยงเข้าสู่ความมืดมิดสนิท
เมื่อสติเริ่มกลับคืนมา สิ่งแรกที่บรอนเวนสัมผัสได้ไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่เป็นความเงียบที่ผิดปกติ มันเป็นความเงียบที่สะอาดเกินไป... สะอาดจนน่าขนลุก เธอค่อยๆ ลืมตาขึ้น พบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในซากปรักหักพังของหอสมุดแก้ว และไม่ได้อยู่ในมิติแห่งการจารึกที่บิดเบี้ยวอีกต่อไป
เธอพบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงไม้ที่คุ้นเคย ในห้องพักเล็กๆ ที่มีแสงแดดอ่อนๆ ของยามเช้าสาดส่องผ่านหน้าต่าง กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิและกลิ่นกระดาษเก่าลอยมาแตะจมูก บรอนเวนรีบยันตัวลุกขึ้นด้วยความสับสน หัวใจยังคงเต้นระรัวด้วยจังหวะของการต่อสู้ที่เพิ่งผ่านพ้นไป
“เอเลียส? เซเลสเทน?” เธอเรียกชื่อเพื่อนร่วมงานด้วยเสียงที่แหบพร่า
ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงนกที่ร้องเพลงอยู่ไกลๆ และเสียงลมพัดผ่านใบไม้ด้านนอกหน้าต่าง บรอนเวนมองไปรอบห้อง ห้องนี้ดูเหมือนห้องพักของบรรณารักษ์ในหอสมุดแก้วที่เธอรู้จักทุกระเบียบนิ้ว ทุกอย่างวางอยู่ในที่ที่มันควรอยู่... ทว่าความรู้สึกบางอย่างบอกเธอว่านี่ไม่ใช่ความจริง
เธอขยับมือไปที่กระเป๋าเสื้อ... มันว่างเปล่า เธอไม่ได้ถือหนังสือเล่มไหนอยู่ และเธอก็ไม่ได้ถือปากกาขนนกเล่มนั้นไว้
ด้วยความตื่นตระหนก บรอนเวนรีบก้าวไปที่หน้าต่างและเปิดมันออก ลมเย็นของต้นฤดูใบไม้ผลิปะทะใบหน้า แต่สิ่งที่เธอเห็นผ่านหน้าต่างกลับทำให้ลมหายใจของเธอหยุดชะงัก
เมืองเอลเดอร์เมียร์ยังคงอยู่ ทว่ามันดู... 'สมบูรณ์แบบ' จนเกินไป ถนนทุกสายสะอาดสะอ้านไร้รอยเปื้อน ผู้คนเดินขวักไขว่ด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอราวกับถูกตั้งโปรแกรมไว้ และที่สำคัญที่สุด ท้องฟ้าเบื้องบนไม่ได้เป็นสีฟ้าสดใสตามธรรมชาติ แต่มันมีลายเส้นจางๆ ของอักขระที่ถูกเขียนไว้ด้วยแสงสีขาวบางเบา ราวกับว่าท้องฟ้าทั้งผืนคือหน้ากระดาษที่เพิ่งถูกเขียนเสร็จใหม่ๆ
บรอนเวนก้มลงมองที่ฝ่ามือของตนเอง และนั่นคือตอนที่เธอพบความจริงที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด
ที่กลางฝ่ามือของเธอ มีรอยหมึกสีแดงเล็กๆ จุดหนึ่งที่ดูเหมือนรอยแผล แต่มันกลับขยับได้... มันกำลังเคลื่อนที่และค่อยๆ พยายามจะเขียนตัวอักษรลงบนผิวหนังของเธอเอง
'บทที่ 1: การเริ่มต้นใหม่ของตัวละครที่ถูกลืม'
เสียงกระซิบที่คุ้นเคยดังก้องขึ้นในหัวของเธอ ไม่ใช่เสียงของชายชุดเทา หรือเสียงของร่างปริศนา แต่เป็นเสียงของตัวเองที่ดูเย็นชาและไร้ความรู้สึก
“ยินดีต้อนรับกลับสู่บทเรียนแรก, บรอนเวน”
--- บรอนเวนพยายามใช้ความไร้ระเบียบต่อต้านการจารึกของร่างปริศนาจนมิติพังทลาย และตื่นขึ้นมาในโลกที่ดูสมบูรณ์แบบจนน่าสงสัย พร้อมกับพบว่าร่างกายของเธอกำลังถูกใช้เป็นหน้ากระดาษสำหรับบทใหม่