← 章節目錄

The Glass Library

章節 32免費

ตอนที่ 32 — รอยแยกใต้รากฐานและเสียงเพรียกจากความมืด

เสียงครืนครั่นที่ดังมาจากใต้ฝ่าเท้าไม่ใช่เพียงการสั่นสะเทือนของแผ่นดิน แต่มันคือเสียงกรีดร้องของโครงสร้างความจริงที่กำลังปริแตก บรอนเวนหอบหายใจถี่ ร่างกายของเธอสั่นเทาด้วยความเหนื่อยล้าและหวาดกลัวที่เกาะกินลึกถึงขั้วหัวใจ กลิ่นอับชื้นของดินและกลิ่นคาวจางๆ ของหมึกที่เข้มข้นจนเกือบเหมือนกลิ่นเลือดอบอวลอยู่ในอากาศที่เริ่มเบาบางลงเรื่อยๆ ทุกครั้งที่แผ่นดินสั่นไหว

เธอต้องหนี เธอต้องไปให้ถึงหอสมุดแก้ว

ทางเดินใต้ดินที่เคยเป็นเพียงทางผ่านที่มืดมิด บัดนี้กลายเป็นเขาวงกตที่บิดเบี้ยว แสงสว่างจากตะเกียงเวทมนตร์ที่เธอพกติดตัวสั่นระริกคล้ายจะดับมอดตามแรงสั่นสะเทือน บรอนเวนใช้มือปัดป่ายไปตามผนังหินที่เย็นเยียบและชื้นแฉะ ความรู้สึกที่ปลายนิ้วบอกเธอว่าผนังเหล่านี้ไม่ได้เรียบเนียนเหมือนเดิม แต่มันกำลัง 'ขยับ' เหมือนผิวหนังของสิ่งมีชีวิตที่กำลังดิ้นรน

“หยุดสั่นเสียที...” เธอพึมพำกับตัวเอง เสียงของเธอแหบพร่าและเบาหวิวราวกับจะถูกกลืนหายไปในความเงียบที่น่าอึดอัด

ทันใดนั้น แสงสว่างสีนวลตาที่คุ้นเคยก็วาบขึ้นในมโนภาพ—แสงวิเศษที่เธอเพิ่งค้นพบความลับอันโหดร้ายของมัน แสงที่ไม่ได้เกิดจากปาฏิหาริย์ แต่เกิดจากเสียงกรีดร้องของสิ่งมีชีวิตที่ถูกกักขัง ความทรงจำเรื่องความทรมานของแสงวิเศษทำให้เธอรู้สึกคลื่นไส้ ทุกย่างก้าวที่เธอเหยียบลงบนพื้นดินที่สั่นไหว เธอรู้สึกเหมือนกำลังเหยียบลงบนร่างกายของบางสิ่งที่กำลังตื่นจากการหลับใหลอันยาวนาน

“ทางนี้!” เสียงกระซิบที่แหบแห้งแต่ทรงพลังดังขึ้นจากเงามืดด้านข้าง

บรอนเวนสะดุ้งโหยง เธอชักเศษกระดาษที่ลงอาคมเขียนทับไว้ขึ้นมาเตรียมพร้อม แต่เมื่อสายตาปรับเข้ากับความมืด เธอเห็นร่างในชุดสีเทาที่คุ้นเคย ชายผู้ลึกลับที่คอยปรากฏตัวในจังหวะที่ชีวิตของเธอกำลังจะถึงจุดจบ

“อย่าเพิ่งใช้พลังสุ่มสี่สุ่มห้า” ชายชุดเทากล่าวขณะก้าวออกมาจากเงามืด ใบหน้าของเขาดูเคร่งเครียดกว่าทุกครั้ง “สิ่งที่ตื่นขึ้นมาข้างล่างนั่นไม่ใช่แค่หมึกดำ แต่มันคือความผิดพลาดของประวัติศาสตร์ที่กำลังพยายามจะ 'จัดระเบียบ' ตัวเองใหม่ด้วยการทำลายทุกอย่างที่เป็นปัจจุบัน”

“คุณหมายความว่ายังไง?” บรอนเวนถาม พลางพยายามประคองสติ “แสงวิเศษ... สิ่งที่อยู่ใต้ดินนั่น... มันคือสาเหตุเหรอ?”

“มันคือส่วนหนึ่ง” เขาตอบสั้นๆ พลางชี้ไปยังรอยแยกขนาดใหญ่ที่เพิ่งปริแตกออกบนพื้นทางเดิน “แสงวิเศษคือเครื่องมือ แต่สิ่งที่อยู่ใต้ฐานรากของเอลเดอร์เมียร์คือ 'ความว่างเปล่า' ที่ถูกทิ้งไว้จากการเขียนที่ผิดพลาดของเหล่าผู้คัดลอกในอดีต เมื่อความจริงถูกบิดเบือนมากพอ พื้นที่ว่างที่ไม่ได้ถูกจารึกก็จะเริ่มโหยหาการเติมเต็ม และมันจะดึงเอาทุกสิ่งลงไปเพื่อสร้างหน้ากระดาษใหม่”

แผ่นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงอีกครั้ง คราวนี้มันแรงจนบรอนเวนล้มลงกระแทกพื้น ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วแผ่นหลัง แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือเสียง... เสียงที่ไม่ได้มาจากดิน แต่มันดังมาจาก 'ความว่าง' รอยแยกที่เปิดออกตรงหน้าเธอไม่ได้มืดมิด แต่มันเป็นสีขาวโพลนที่ว่างเปล่าจนน่าสะพรึงกลัว มันดูดกลืนแสงจากตะเกียงของเธอไปราวกับหลุมดำที่ไร้ก้นบึ้ง

“ไปที่หอสมุดแก้ว!” ชายชุดเทาตะโกนแข่งกับเสียงครืนครั่น “ที่นั่นคือจุดเชื่อมต่อเดียวที่ยังเหลืออยู่ ถ้าคุณไม่สามารถ 'เขียนทับ' ความว่างเปล่านี้ได้ทันเวลา เมืองทั้งเมืองจะกลายเป็นเพียงหน้ากระดาษที่ถูกฉีกทิ้ง!”

บรอนเวนยันตัวขึ้น ความกลัวเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นที่ขมขื่น เธอไม่มีทางเลือกอื่น เธอต้องไปที่หอสมุดแก้ว ไม่ใช่เพื่อหาคำตอบ แต่เพื่อหยุดยั้งการล่มสลายที่เธอกลายเป็นส่วนหนึ่งของมัน

เธอเริ่มออกวิ่ง เส้นทางที่มุ่งหน้าสู่หอสมุดแก้วดูเหมือนจะยาวไกลกว่าปกติ ทุกครั้งที่เธอผ่านรอยแยก เธอจะเห็นเศษซากของสิ่งของ—เก้าอี้ไม้, หนังสือ, แม้แต่เศษเครื่องแต่งกายของทหาร—ที่ถูกดึงหายเข้าไปในความว่างเปล่าสีขาวนั้น ราวกับว่าประวัติศาสตร์กำลังถูกลบออกไปทีละบรรทัด

ขณะที่เธอกำลังวิ่งผ่านอุโมงค์เชื่อมต่อที่มุ่งสู่ใจกลางเมือง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของทหารรักษาการณ์ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับเสียงตะโกนเรียกชื่อเธอ

“หยุดนะ! บรอนเวน! ส่งหนังสือพยากรณ์มา!”

ลอร์ดเซดริกยังไม่ยอมปล่อยเธอไป และดูเหมือนเขาจะไม่ได้มาเพียงลำพัง แสงไฟจากคบเพลิงของกองทหารวูบวาบอยู่ตามผนังอุโมงค์ บรอนเวนกัดฟันกรอด เธอต้องตัดสินใจ—จะเผชิญหน้ากับทหาร หรือจะเสี่ยงวิ่งผ่านรอยแยกที่กำลังขยายตัวเพื่อมุ่งหน้าสู่หอสมุด

“เลือกเอา บรอนเวน!” ชายชุดเทาปรากฏขึ้นข้างกายเธออีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้ช่วยเธอวิ่ง แต่เขายืนขวางทางทหารไว้ในเงามืด “ถ้าคุณเลือกทหาร คุณจะตายในฐานะอาชญากร แต่ถ้าคุณเลือกความว่างเปล่า คุณอาจจะรอดในฐานะผู้จารึก!”

บรอนเวนไม่รอฟังคำอธิบายต่อ เธอตัดสินใจวิ่งเข้าหาความสว่างที่น่าสยดสยองของรอยแยกสีขาวนั้น หัวใจของเธอเต้นรัวราวกับกลองศึก ในวินาทีที่ขอบของความว่างเปล่าสัมผัสกับชายเสื้อของเธอ เธอรู้สึกถึงแรงดึงดูดที่มหาศาลราวกับโลกทั้งใบกำลังพยายามจะกลืนกินเธอลงไป

แต่ในความมืดมิดที่กำลังจะครอบงำ เธอกลับเห็นบางอย่าง... ในใจกลางของรอยแยกสีขาวนั้น มีตัวอักษรขนาดมหึมาที่กำลังสั่นไหว มันไม่ใช่ภาษาที่เธอรู้จัก แต่มันคือภาษาที่เธอ 'รู้สึก' ได้

‘จงเขียน... ก่อนที่หมึกจะแห้ง...’

เสียงนั้นไม่ได้ดังเข้าหู แต่มันดังก้องในจิตวิญญาณ บรอนเวนหลับตาลงแล้วกระโจนเข้าสู่ความว่างเปล่า ทิ้งเสียงตะโกนของทหารและโลกที่กำลังพังทลายไว้เบื้องหลัง

เมื่อเธอรู้สึกตัวอีกครั้ง ลมเย็นเยียบปะทะใบหน้า และกลิ่นหอมจางๆ ของกระดาษเก่าและแสงแดดอ่อนๆ ก็แตะจมูก เธอพบว่าตัวเองนอนอยู่บนพื้นหินอ่อนที่คุ้นเคย... พื้นของหอสมุดแก้ว

แต่ความสงบนั้นอยู่ได้เพียงชั่วครู่ เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมองผ่านผนังแก้วทรงสูงของหอสมุด สิ่งที่เธอเห็นไม่ใช่เมืองเอลเดอร์เมียร์ที่สวยงามในยามเช้า แต่เป็นเมืองที่กำลังถูกปกคลุมด้วยหมึกสีดำสนิทที่ไหลลงมาจากท้องฟ้า ราวกับน้ำตกแห่งความมืดที่กำลังจะกลืนกินทุกสิ่ง และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ... บนพื้นหินอ่อนกลางหอสมุด มีหนังสือเล่มหนึ่งวางอยู่ มันคือหนังสือที่มีชื่อของเธอจารึกไว้บนปก และมันกำลังเปิดออกเอง... พร้อมกับเนื้อหาที่เขียนถึงเหตุการณ์ที่เธอกำลังจะทำในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า

--- บรอนเวนตัดสินใจเสี่ยงชีวิตกระโดดเข้าสู่รอยแยกแห่งความว่างเปล่าเพื่อหนีจากการไล่ล่าและมุ่งหน้าสู่หอสมุดแก้ว แต่เมื่อเธอมาถึง เธอกลับพบว่าเมืองเอลเดอร์เมียร์กำลังถูกหมึกดำจากฟากฟ้ากลืนกิน และหนังสือพยากรณ์เล่มใหม่กำลังเริ่มบันทึกชะตากรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นกับเธอในทันที