ตอนที่ 142 — การปรับจูนเลนส์แก้วในห้องบรรลุความรู้
“ขยับไปทางซ้ายอีกสององศา เซเลสเทน! ถ้าแก้วผลึกเอียงแม้แต่มิลลิเมตรเดียว แสงที่หักเหออกมาจะเผาหน้ากระดาษต้นฉบับจนกลายเป็นเถ้าถ่านแทนที่จะเป็นตัวอักษร!” เสียงของเอเลียสตะโกนก้องผ่านโถงสูงของหอจดหมายเหตุ เสียงนั้นสั่นประสาทพอ ๆ กับเสียงเสียดสีของแท่งโลหะที่กำลังขูดไปบนฐานรองเลนส์
เซเลสเทนไม่ได้ตอบกลับด้วยคำพูด เธอเพียงแต่กัดริมฝีปากล่างจนห่อเลือด มือที่สั่นเทาของเธอประคองคีมทองเหลืองขนาดเล็ก พยายามปรับตำแหน่งของ ‘เลนส์สะท้อนกาลเวลา’ ที่วางอยู่บนแท่นแก้วใส แสงสีฟ้าอ่อนจากผลึกแก้วบริสุทธิ์สาดส่องผ่านชั้นเลนส์ซ้อนกันเจ็ดชั้น สร้างลวดลายเรขาคณิตที่ซับซ้อนบนพื้นห้องที่ปูด้วยหินอ่อน “ฉันรู้แล้วน่า เอเลียส! เลิกถอนหายใจเหมือนคนใกล้สิ้นใจได้ไหม มันทำให้จังหวะการหมุนวงแหวนแสงของฉันรวนไปหมด!” เธอสวนกลับด้วยน้ำเสียงเร็วรัวตามนิสัย พลางใช้ปลายนิ้วปาดเหงื่อที่ขมับ
“รวนงั้นหรือ? ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวในตอนนี้หมายถึงการสูญเสียบันทึกประวัติศาสตร์ทั้งยุคสมัยนะ” เอเลียสขยับแว่นสายตาขยับตัวเข้ามาใกล้ แสงจากผลึกสะท้อนในดวงตาที่เต็มไปด้วยความเคร่งครัดของเขา “บรอนเวนไปไหนเสียล่ะ? เธอควรจะมาช่วยดูเรื่องความเสถียรของรอยหมึกในมิติที่เอเดรียนทิ้งไว้”
“บรอนเวนกำลังรับมือกับหน่วยตรวจตราที่หน้าประตูหอจดหมายเหตุ” เซเลสเทนตอบขณะที่สายตายังคงจดจ้องอยู่ที่จุดตัดของแสง “พวกเขากำลังบุกเข้ามาเพราะคิดว่าเราเก็บ ‘ตำราไร้ที่มา’ ไว้ในนี้ แต่สิ่งที่พวกเรากำลังทำคือการสร้าง ‘ห้องแห่งการบรรลุ’ ต่างหากล่ะ ไม่ใช่การซ่อนความลับ!”
เซเลสเทนขยับมืออย่างรวดเร็ว เธอเริ่มขั้นตอนการสร้างพื้นที่จำลองขึ้นมาด้วยการวางผลึกแก้วขนาดเล็กเรียงรายรอบแท่นกลาง ห้องนี้ไม่ใช่ห้องที่มีกำแพงหิน แต่เป็นห้องที่ถูกสร้างขึ้นจาก ‘ลำแสง’ และ ‘ความรู้’ ที่ถูกกักขังไว้ในรูปแบบของข้อมูลแสง เธอเรียกมันว่าห้องแห่งการบรรลุ สถานที่ที่ความรู้ที่กระจัดกระจายจะถูกดึงมารวมกันผ่านการหักเหของแสงจนกลายเป็นความจริงที่จับต้องได้
“เซเลสเทน ดูนี่สิ” เอเลียสชี้ไปที่รอยหมึกที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศ มันเป็นรอยหมึกที่มาจากบันทึกของมาสเตอร์เอเดรียน มันไม่ได้อยู่บนกระดาษ แต่มันกำลังเต้นระบำอยู่ในช่องว่างระหว่างมิติ “มันมีข้อมูลบางอย่างที่ถูกปิดกั้นไว้ เหมือนมีกำแพงแสงบางอย่างขวางไม่ให้เราอ่านข้อความถัดไปได้”
เซเลสเทนโน้มตัวลงไปมองใกล้ๆ “นั่นเพราะมันคือ ‘ความรู้ต้องห้าม’ ไงล่ะ ข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการบันทึกอย่างเป็นทางการตามกฎของอาลักษณ์แสง ถ้าเราพยายามอ่านมันตรงๆ แสงจะสะท้อนกลับมาทำลายดวงตาเรา” เธอหยิบแผ่นแก้วขัดเงาพิเศษออกมา “เราต้องใช้แสงสะท้อนของกาลเวลาที่ปรับสมดุลแล้วเท่านั้น”
เธอเริ่มหมุนวงแหวนแก้วตัวที่สาม แสงสีฟ้าเปลี่ยนเป็นสีทองอำพัน เสียงฟันเฟืองขนาดเล็กภายในกลไกแก้วดัง ‘คลิก คลิก คลิก’ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ เซเลสเทนต้องใช้สมาธิอย่างมหาศาลในการคัดกรองความถี่ของแสง เธอเริ่มปรับระดับความเข้มข้นของพลังงานจากผลึกแก้วหลัก “ถ้าฉันปรับความถี่ไปที่ 450 นาโนเมตร... ไม่... มากไป แสงจะแรงเกินไป... ลดลง... อีกนิด...”
“เร็วเข้า เซเลสเทน! เสียงฝีเท้าของพวกหน่วยตรวจตราดังขึ้นที่บันไดวนแล้ว!” เอเลียสเตือนขณะที่เขากระชับบันทึกในมือแน่น
เซเลสเทนไม่ฟัง เธอหลับตาลงชั่วครู่เพื่อสัมผัสถึงจังหวะการไหลของแสงในห้อง เธอขยับคันโยกสุดท้ายด้วยความแม่นยำที่แลกมาด้วยความกังวลที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ทันใดนั้น แสงที่เคยฟุ้งกระจายก็ถูกบีบอัดให้กลายเป็นลำแสงเส้นเดียวที่คมกริบ มันพุ่งเข้าหาจุดศูนย์กลางของรอยหมึกที่ลอยอยู่
วูบ!
อากาศในห้องเกิดการสั่นสะเทือนเหมือนคลื่นความร้อน แสงสะท้อนของกาลเวลาทำหน้าที่ของมัน มันไม่ได้ส่องให้เห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า แต่มัน ‘ย้อน’ และ ‘สะท้อน’ ข้อมูลที่ถูกซ่อนไว้ในอดีตและอนาคตให้ปรากฏขึ้นมาในรูปแบบของภาพจำลองสามมิติที่สมบูรณ์แบบ
“มันได้ผล!” เซเลสเทนอุทาน ความร่าเริงกลับมาฉายชัดบนใบหน้า “ดูนั่นสิ! ข้อมูลที่เอเดรียนซ่อนไว้... มันไม่ใช่แค่บันทึก แต่มันคือแผนผังของความสมดุล!”
ภายในห้องแห่งการบรรลุที่สร้างจากแสง ข้อมูลมหาศาลเริ่มไหลเวียนเหมือนสายน้ำที่มองเห็นได้ ตัวอักษรโบราณที่เคยเลือนลางกลับชัดเจนขึ้นมาจนเอเลียสต้องขยับเข้ามาดูใกล้ๆ และในท่ามกลางแสงสว่างที่สว่างจ้าจนแทบมองไม่เห็นสิ่งอื่น เซเลสเทนก็เห็นมัน... ข้อความที่ถูกสลักไว้ในใจกลางของแสงสะท้อน
‘เมื่อราชินีผู้จะมาจุติเพื่อนำความสมดุลมาสู่โลกปรากฏกาย ความรู้ที่แท้จริงจะมิได้ถูกเขียนด้วยหมึก แต่จะถูกสลักด้วยแสงแห่งความจริง’
“คำทำนาย...” เอเลียสพึมพำ เสียงของเขาสั่นเครือ “มันมีอยู่ในบันทึกเก่าแก่ที่บรอนเวนเพิ่งพบจริงๆ ด้วย”
ทันใดนั้น ประตูหินขนาดใหญ่ของหอจดหมายเหตุก็ถูกกระแทกอย่างแรง เสียงเหล็กกระทบหินดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับการปรากฏตัวของหน่วยตรวจตราในชุดเกราะสีเงินวาววับที่ถือคทาแสงเตรียมพร้อมโจมตี
แต่ก่อนที่พวกเขาจะก้าวเข้ามาในวงล้อมแสง เซเลสเทนก็พบว่าห้องแห่งการบรรลุของเธอไม่ได้หยุดแค่การแสดงภาพ แต่มันกำลังขยายตัวออกไป แสงจากเลนส์แก้วเริ่มแปรเปลี่ยนจากข้อมูล กลายเป็นสภาวะที่ทำให้จิตใจของผู้ที่อยู่ใกล้เริ่มสงบนิ่งและกระจ่างใสอย่างประหลาด มันไม่ใช่แค่การเห็นความรู้ แต่มันคือการ ‘เข้าถึง’ แก่นแท้ของมัน
“เอเลียส! ถอยออกไป!” เซเลสเทนตะโกนเมื่อเห็นว่าเลนส์แก้วเริ่มส่องแสงสว่างจ้าจนเกินขีดจำกัด “ห้องนี้กำลังจะบรรลุขั้นสูงสุด มันกำลังจะเปลี่ยนความจริงรอบตัวเรา!”
แสงสีทองระเบิดออกจากศูนย์กลางห้อง แผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง กระแทกเข้ากับร่างของหน่วยตรวจตราที่กำลังจะบุกเข้ามาจนพวกเขาล้มลง และในวินาทีนั้นเอง พื้นที่รอบตัวเซเลสเทนก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง รอยหมึกที่เคยลอยคว้างเริ่มแข็งตัวกลายเป็นวัตถุที่จับต้องได้ และเสียงของความจริงที่ถูกปลดปล่อยออกมาก็ดังสนั่นไปทั่วทั้งเอลเดอร์เมียร์
--- เซเลสเทนใช้เลนส์แก้วและแสงสะท้อนของกาลเวลาเพื่อสร้างห้องแห่งการบรรลุความรู้ จนสามารถเข้าถึงข้อความลับในคำทำนายเรื่องราชินีผู้จะมาจุติได้สำเร็จ ท่ามกลางการบุกรุกของหน่วยตรวจตรา