ตอนที่ 110 — ทางเข้าลับใต้หอสมุดเรือนกระจกแก้ว
“มันไม่ควรเป็นแบบนี้” เอเลียสพึมพำขณะปัดฝุ่นผงสีทองที่เกาะอยู่บนปกหนังของบันทึกประวัติศาสตร์ เขาขมวดคิ้วแน่นเมื่อมองดูความพินาศของชั้นวางหนังสือที่เพิ่งถูกแรงกระแทกจากการบุกรุกของทหารราชสำนักทำลายลง “ความไม่เป็นระเบียบที่เกิดจากความบ้าคลั่งทางการเมืองกำลังทำลายระบบอาลักษณ์แสง”
“เลิกบ่นเรื่องระเบียบวินัยก่อนเถอะเอเลียส!” เสียงของเซเลสเทนดังขึ้นท่ามกลางเสียงหอบหายใจของเธอ เธอกำลังก้มหน้าก้มตาตรวจสอบผลึกแก้วขนาดเล็กที่สั่นระริกในมือ “การเชื่อมต่อเจตจำนงที่บรอนเวนเพิ่งทำลงไป... มันใช้พลังงานมหาศาลเกินกว่าที่ผลึกสำรองจะรับไหว ถ้าเราไม่หาแหล่งพลังงานใหม่ที่เสถียรกว่านี้ เราจะถูกล้อมไว้ที่นี่”
เอเลียสหันไปมองบรอนเวนที่ยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางแสงสว่างที่ยังหลงเหลือจากการเปลี่ยนภาพในบันทึกเล่มที่สอง เธอไม่ได้ดูตื่นตระหนก แต่ดวงตาของเธอกลับดูว่างเปล่ากว่าปกติ ราวกับว่าการดึงความจริงจากกระดาษมาสู่โลกภายนอกได้พรากบางอย่างไปจากเธอ
“เราต้องหา ‘ใจกลางของแสง’” เอเลียสกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด เขามองไปที่โครงสร้างแก้วโค้งมนของหอสมุดเรือนกระจกที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือหัว “มันไม่ใช่แค่คำเปรียบเทียบในตำราอาลักษณ์ แต่มันคือสถานที่ที่แหล่งกำเนิดพลังงานไหลเวียน หากเราคุมจุดนั้นได้ เราจะคุมกระแสข้อมูลทั้งหมดในเอลเดอร์เมียร์ได้ และเราจะรู้ว่าราชสำนักซ่อนอะไรไว้ในคำทำนาย”
“แต่ตามแผนผังที่บันทึกไว้ ใจกลางของแสงควรจะอยู่ใจกลางหอสมุดหลวง” เซเลสเทนพูดรัวเร็ว นิ้วมือของเธอขยับไปมาเหมือนกำลังคำนวณค่าความเข้มแสง “แต่ความผันผวนของพลังงานเมื่อครู่มันชี้ไปทางใต้... ใต้รากฐานของเรือนกระจกแก้วนี้เอง!”
“ใต้พื้นแก้วเหรอ? นั่นมันผิดหลักสถาปัตยกรรมอาลักษณ์” เอเลียสขมวดคิ้ว “ถ้ามันอยู่ใต้ดิน แสดงว่ามันถูกปิดบังไว้ตั้งแต่สมัยก่อนการปฏิรูปกฎเหล็ก”
“เอเลียส บรอนเวน! ทหารมาแล้ว!” เสียงฝีเท้าหนักๆ ของรองเท้าบูทเหล็กดังกึกก้องมาจากโถงทางเดินด้านนอก แสงจากคบเพลิงของทหารราชสำนักวูบวาบผ่านช่องว่างระหว่างชั้นหนังสือ
“วิ่ง!” บรอนเวนสั่งสั้นๆ เธอไม่แม้แต่จะหันไปมองทหารเหล่านั้น แต่กลับพุ่งตรงไปยังจุดที่เซเลสเทนชี้
ทั้งสามคนวิ่งผ่านซอกหลืบของชั้นหนังสือที่พังทลาย เอเลียสพยายามรักษาจังหวะการก้าวเท้าไม่ให้เสียหลักท่ามกลางเศษแก้วที่แตกกระจาย เขาไม่ได้กังวลเรื่องความปลอดภัยของตนเองเท่ากับความลับที่เขากำลังจะค้นพบ “เซเลสเทน! ตรวจสอบความหนาแน่นของโครงสร้างแก้วตรงหน้าเราเดี๋ยวนี้!”
“มันหนาเกินไป! มันไม่ใช่แก้วธรรมดา แต่มันคือแก้วสะท้อนแสงที่ถูกเคลือบด้วยเวทมนตร์ระดับสูง!” เซเลสเทนตะโกนขณะที่เธอกำลังหมุนผลึกแก้วในมือเพื่อสแกนพื้นผิว “มันเป็นทางตัน!”
“ไม่... ดูนั่น” บรอนเวนชี้ไปที่รอยร้าวเล็กๆ บนพื้นแก้วที่ดูเหมือนจะไร้ความหมาย แต่มันกลับมีแสงสีฟ้าจางๆ ไหลเวียนอยู่ข้างใน “มันไม่ใช่รอยร้าว แต่มันคือเส้นทาง”
เอเลียสรีบทรุดตัวลงคุกเข่า เขาใช้มือลูบไปบนพื้นแก้วที่เย็นเยียบ เขาพบว่ามันไม่ได้เรียบเนียนอย่างที่ตาเห็น แต่มีกลไกบางอย่างซ่อนอยู่ใต้ชั้นแก้วหนานั้น “นี่คือการพรางตาด้วยแสง... เซเลสเทน ใช้พลังงานที่เหลืออยู่กระตุ้นจุดตัดของแสงตรงนี้!”
“แต่ถ้าฉันทำ พลังงานในมือฉันจะหมดเกลี้ยงทันทีนะ!” เซเลสเทนท้วง แต่เมื่อเสียงโล่ของทหารกระทบกับประตูทางเข้าหลักดังสนั่นหวั่นไหว เธอก็ไม่มีทางเลือก “ตกลง! เตรียมตัวให้ดี!”
เซเลสเทนยื่นผลึกแก้วเข้าหาพื้นผิวแก้ว แสงสีขาวสว่างวาบขึ้นจนเอเลียสต้องหยีตา ความร้อนพุ่งสูงขึ้นจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว เสียงแก้วลั่นดังกรี๊ดสนั่นหวั่นไหว ก่อนที่แผ่นแก้วหนาจะเลื่อนเปิดออกอย่างเงียบเชียบราวกับไม่มีตัวตน แต่มันกลับเปิดเผยช่องว่างที่มืดมิดและกว้างใหญ่ไว้เบื้องล่าง
“มันคือทางเข้าลับ...” เอเลียสกระซิบ “ใต้หอสมุดเรือนกระจกแก้วจริงๆ ด้วย”
เขามองลงไปในหลุมลึกที่ทอดตัวยาวออกไปราวกับอุโมงค์ที่ไม่มีจุดสิ้นสุด ความเงียบสงัดที่นี่แตกต่างจากความวุ่นวายข้างบนอย่างสิ้นเชิง ไม่มีเสียงตะโกนของทหาร ไม่มีเสียงระเบิดของพลังงาน มีเพียงความรู้สึกของแสงที่กำลังสั่นสะเทือนอยู่ในอากาศ
“เราต้องลงไป” บรอนเวนกล่าว เธอหยิบเศษบันทึกเล่มที่สองขึ้นมาแนบอก “ก่อนที่พวกนั้นจะตามเรามาถึงที่นี่”
ทั้งสามคนก้าวลงไปตามบันไดหินที่สลักไว้อย่างประณีต ยิ่งลงลึก แสงสว่างที่เคยสลัวก็เริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนอากาศเริ่มหนาแน่นด้วยประจุไฟฟ้า เอเลียสรู้สึกได้ถึงความตึงเครียดในอก มันไม่ใช่แค่ความกลัว แต่มันคือความรู้สึกเหมือนเขากำลังเข้าใกล้หัวใจของโลกที่กำลังเต้นอยู่
“เอเลียส ดูนั่นสิ!” เซเลสเทนอุทาน เสียงของเธอสั่นเครือ “นั่นมันไม่ใช่แค่แหล่งพลังงาน... แต่มันคือ...”
เธอยังพูดไม่จบ ประโยคของเธอก็ถูกกลืนหายไปเมื่อพวกเขาเดินพ้นหัวมุมสุดท้ายออกมา แสงสว่างมหาศาลพุ่งเข้าปะทะสายตาจนพวกเขาต้องยกมือขึ้นบัง เอเลียสยืนตะลึงอยู่ตรงหน้าผลึกแก้วขนาดมหึมาที่ลอยอยู่เหนือแท่นหินกลางห้องโถวงกว้าง มันส่องแสงเจิดจ้าและหมุนวนอย่างช้าๆ ส่งเสียงหึ่งๆ ที่สั่นสะเทือนไปถึงกระดูก
“นั่นแหละ... ใจกลางของแสง” เอเลียสกระซิบ แววตาของเขาไม่ได้มีความกลัวอีกต่อไป แต่มันเต็มไปด้วยความกระหายที่จะครอบครองความจริง เขาเริ่มก้าวเดินไปข้างหน้าเพื่อเข้าใกล้ผลึกแก้วหลักที่กำลังแผ่รัศมีสีทองอร่ามออกมาอย่างไม่หยุดยั้ง
--- เอเลียสนำพาทั้งสามคนหลบหนีทหารราชสำนักลงสู่ทางเข้าลับใต้หอสมุดเรือนกระจกแก้ว จนกระทั่งพวกเขาได้เผชิญหน้ากับผลึกแก้วขนาดใหญ่ที่เป็นใจกลางของแสง