ตอนที่ 29 — ความงามที่บิดเบี้ยวในผลึกแก้ว
เสียงสะท้อนของระฆังแก้วดังกังวานแผ่วเบาในอากาศที่เบาบางราวกับอากาศธาตุ อคิราห์พยายามพยุงร่างกายที่หนักอึ้งของตนเองขึ้นจากพื้นผิวที่เย็นเยียบและราบเรียบดุจกระจก นครอารคานาไม่ได้เป็นเพียงเมืองที่ลอยอยู่เหนือเมฆ แต่มันคือสิ่งก่อสร้างที่ดูเหมือนจะถักทอขึ้นจากแสงสว่างและเศษเสี้ยวของความคิด ทัศนียภาพเบื้องหน้าคือป่าแห่งผลึกแก้วขนาดยักษ์ที่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าสีครามจัด ทุกตารางนิ้วของเมืองนี้สะท้อนแสงระยิบระยับจนทำให้ดวงตาของเขารู้สึกพร่ามัว แต่ในความงามที่ดูเหนือจริงนั้น อคิราห์กลับสัมผัสได้ถึงความผิดปกติที่กรีดลึกเข้าไปในประสาทสัมผัส
เขาขยับปลายนิ้วที่สั่นเทา สัมผัสลงบนผนังผลึกที่อยู่ใกล้ที่สุด แทนที่จะได้รับความรู้สึกแข็งแกร่งและมั่นคง เขากลับรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่ผิดจังหวะ มันคือจังหวะการเต้นของหัวใจที่อ่อนแรงและตะกุกตะกัก เมื่อเขากวาดสายตามองลึกลงไปในเนื้อแก้วที่ใสกระจ่าง เขากลับพบสิ่งที่ทำให้ลมหายใจสะดุด รอยหมึกสีดำสนิทกำลังไหลวนอยู่ภายในผลึกเหล่านั้น มันไม่ใช่หมึกที่จารึกอย่างเป็นระเบียบ แต่มันคือ 'โรคหมึกละลาย' ที่กำลังกัดกินความทรงจำที่ถูกกักขังไว้ภายใน รอยเปื้อนเหล่านั้นขยับเขยื้อนราวกับสิ่งมีชีวิตที่กำลังหิวโหย พยายามจะแทรกตัวผ่านผนังแก้วออกมาสู่โลกภายนอก
“มันไม่ได้แค่กำลังตาย แต่มันกำลังถูกกลืนกินจากภายใน” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากเงามืดของเสาผลึก อคิราห์สะดุ้งสุดตัว พลังอักขระมรกตในกายเริ่มเดือดพล่านเพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคาม
ร่างหนึ่งก้าวออกมาจากแสงสว่างที่พร่ามัว เป็นสตรีในชุดคลุมสีเงินยวบยาบที่ดูเหมือนจะทำจากละอองดาว ใบหน้าของนางเรียบเฉยดุจรูปสลัก แต่นัยน์ตากลับเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าที่สะสมมานานนับศตวรรษ “ยินดีต้อนรับสู่อารคานา สถานที่ซึ่งความทรงจำถูกทำให้เป็นนิรันดร์... หรืออย่างน้อยนั่นคือสิ่งที่พวกเราหลอกตัวเองมาตลอด”
“คุณเป็นใคร?” อคิราห์ถามพลางกระชับมือที่กำแน่น ความทรงจำเกี่ยวกับความโกลาหลในถ้ำและชายชุดเทายังคงวนเวียนอยู่ในหัว แต่ที่นี่กลับเงียบสงบจนน่าประหลาด
“ข้าชื่อเซเลสเทีย เป็นผู้ดูแลหอจดหมายเหตุผลึก” นางตอบโดยไม่สบตาเขา สายตาของนางจับจ้องไปยังรอยหมึกดำที่กำลังขยายตัวในผลึกยักษ์เบื้องหน้า “เจ้าคงเป็นคนที่เขาพูดถึง... ผู้ที่นำพาความว่างเปล่ามาสู่สรวงสวรรค์แห่งนี้”
“ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำลายอะไรทั้งนั้น” อคิราห์แย้ง เสียงของเขาสั่นเล็กน้อย “ผมแค่พยายามจะรักษาความหมายของมันไว้ แต่สิ่งที่ผมเห็นที่นี่... โรคหมึกละลายมันกำลังทำลายที่นี่ด้วยไม่ใช่หรือ?”
เซเลสเทียแค่นหัวเราะ เป็นเสียงที่แห้งแล้งและไร้ซึ่งความสุข “ทำลายงั้นหรือ? อคิราห์... ที่นี่ไม่ได้กำลังถูกทำลาย แต่มันกำลังถูก 'เก็บเกี่ยว' ต่างหาก”
คำพูดนั้นทำให้ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านไปตามสันหลัง อคิราห์เดินเข้าไปใกล้ผลึกแก้วก้อนหนึ่งที่ใหญ่ที่สุดในลานกว้าง ภายในนั้นเขาเห็นภาพเหตุการณ์หนึ่งที่ดูเหมือนจะถูกแช่แข็งไว้—ภาพของเด็กหญิงคนหนึ่งที่กำลังหัวเราะท่ามกลางทุ่งดอกไม้ แต่ทว่ารอยหมึกสีดำกำลังลามเข้ามารัดคอของเด็กหญิงในภาพนั้น มันไม่ได้แค่ลบเลือนภาพ แต่มันกำลังบิดเบือนอารมณ์ความรู้สึกให้กลายเป็นความโศกเศร้าที่ไร้ที่มา
“พวกผู้ปกครองอารคานา... พวกเขาทำอะไร?” อคิราห์ถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกดดัน
“พวกเขาเชื่อว่าความทรงจำที่กระจัดกระจายในโลกเบื้องล่างนั้นอันตรายเกินไป” เซเลสเทียอธิบายขณะเดินนำเขาไปตามทางเดินแก้วที่ทอดยาว “ความทรงจำที่มีอารมณ์รุนแรง มีความเจ็บปวด มีความขัดแย้ง... มันทำให้โลกวุ่นวาย พวกเขาจึงสร้างระบบนี้ขึ้นมา เพื่อดึงเอา 'แก่นแท้' ของความทรงจำมาเก็บไว้ในรูปแบบที่บริสุทธิ์และควบคุมได้ แต่กระบวนการดึงแก่นแท้นั้น... มันทิ้งเศษซากที่เน่าเฟะไว้ข้างหลัง และเศษซากเหล่านั้นเองคือสิ่งที่เจ้าเรียกว่าโรคหมึกละลาย”
อคิราห์รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนคว้าง ความจริงที่เขาเพิ่งค้นพบมันโหดร้ายยิ่งกว่าการถูกตามล่าโดยภาคีแห่งอักขระนิรันดร์เสียอีก อารคานาไม่ใช่ที่พักพิงของความรู้ แต่มันคือเครื่องจักรขนาดมหึมาที่สูบฉีดพลังงานจากจิตวิญญาณของมนุษย์เพื่อหล่อเลี้ยงความสมบูรณ์แบบที่จอมปลอม
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของผู้พิทักษ์อารคานาดังขึ้นจากทางเข้าลานกว้าง พวกเขาไม่ได้สวมชุดเกราะเหล็ก แต่สวมชุดที่ทำจากผลึกแก้วแหลมคมที่ส่องประกายวาววับ ใบหน้าถูกปิดบังด้วยหน้ากากแก้วที่สะท้อนเพียงภาพของศัตรูที่อยู่ตรงหน้า
“ผู้บุกรุก! ผู้ถือครองอักขระต้องห้าม!” เสียงตะโกนดังกังวานผ่านเครื่องขยายเสียงเวทมนตร์ “จงคืนความว่างเปล่าที่เจ้าขโมยมา และยอมรับการลบเลือนเสีย!”
อคิราห์รู้ดีว่าการเจรจาจบลงแล้ว เขาหันไปมองเซเลสเทีย “คุณจะช่วยผมไหม? หรือคุณจะปล่อยให้พวกเขาทำลายผมเหมือนที่ทำกับความทรงจำพวกนี้?”
เซเลสเทียมองเขาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะสะบัดมือเบาๆ เกิดเป็นม่านหมอกแก้วขึ้นบดบังทัศนวิสัย “ข้าช่วยเจ้าไม่ได้ในฐานะพลเมือง... แต่ข้าจะช่วยเจ้าในฐานะผู้ที่ไม่อาจทนเห็นความจริงที่ถูกบิดเบือนได้อีกต่อไป จงระวัง... ในอารคานา ความจริงคือสิ่งที่อันตรายที่สุด”
ผู้พิทักษ์แก้วพุ่งเข้าหาอคิราห์ราวกับสายฟ้าแลบ ดาบผลึกในมือของพวกเขาสร้างเสียงกรีดร้องแหลมสูงเมื่อปะทะกับอากาศ อคิราห์รวบรวมสมาธิ สัมผัสถึงอักขระมรกตที่เต้นเร้าอยู่ในกระแสเลือด เขาไม่ได้เรียกใช้พลังเพื่อทำลาย แต่เขาพยายามจะ 'มองเห็น' รอยจางของโครงสร้างแก้วเหล่านี้ เขาพบว่าผลึกเหล่านี้ไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่เห็น แต่มันเปราะบางหากเขารู้จักจุดที่ความทรงจำถูกฝังไว้
เขาตวัดมือสร้างอักขระมรกตขึ้นกลางอากาศ แสงสีเขียวเข้มปะทะกับแสงสีขาวจากดาบแก้ว เกิดการระเบิดของพลังงานที่ทำให้พื้นที่โดยรอบสั่นสะเทือน รอยแยกเล็กๆ เริ่มปรากฏบนพื้นแก้ว ไม่ใช่รอยแยกจากความว่างเปล่า แต่มันคือรอยแยกจากการที่ความจริงถูกกระแทกด้วยความจริงที่ทรงพลังกว่า
ท่ามกลางการต่อสู้ที่ดุเดือด อคิราห์สังเกตเห็นบางอย่างที่น่าตกใจยิ่งกว่า รอยหมึกดำในผลึกใกล้ๆ กับเขาเริ่มตอบสนองต่อพลังมรกตของเขา มันไม่ได้จางหายไป แต่มันกลับ 'ตื่นขึ้น' และเริ่มไหลทะลักออกมาจากผลึกแก้วราวกับเขื่อนแตก ความทรงจำที่ถูกกักขังนับพันปีเริ่มหลั่งไหลออกมาในรูปแบบของหมึกดำที่บ้าคลั่ง
“หยุดนะ! อย่าใช้พลังแบบนั้น!” เซเลสเทียตะโกนด้วยความตื่นตระหนก แต่ไม่ทันเสียแล้ว
พลังมรกตของอคิราห์ได้ไปกระตุ้นการตอบสนองของ 'เศษซาก' ที่ถูกทิ้งไว้ หมึกดำเหล่านั้นเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างที่บิดเบี้ยว มันไม่ใช่แค่อสุรกาย แต่มันคือภาพลักษณ์ของความทรงจำที่แตกสลาย—ใบหน้าของผู้คนที่ไม่มีชื่อ รอยยิ้มที่กลายเป็นเสียงกรีดร้อง และความเจ็บปวดที่ไร้รูปร่าง สิ่งเหล่านี้กำลังพุ่งเข้าหาทั้งอคิราห์และผู้พิทักษ์อารคานาอย่างไม่เลือกหน้า
อคิราห์ยืนอยู่ท่ามกลางพายุแห่งหมึกและแสงสว่าง เขารู้สึกได้ว่าตัวตนของเขากำลังถูกแรงดึงดูดของความทรงจำมหาศาลเหล่านี้ฉุดกระชาก ความจริงที่เขาค้นพบในอารคานานั้นไม่ใช่แค่เรื่องของการปกครอง แต่มันคือสงครามระหว่างสิ่งที่ 'ถูกจัดระเบียบ' กับสิ่งที่ 'เป็นจริง' และเขา... คือตัวจุดชนวนที่จะทำให้ระเบียบนั้นพังทลายลง
--- อคิราห์พบว่านครอารคานาใช้การดูดกลืนความทรงจำเพื่อสร้างระเบียบที่สมบูรณ์แบบ โดยทิ้ง 'โรคหมึกละลาย' ไว้เป็นเศษซาก และการใช้พลังของเขาทำให้ความทรงจำที่ถูกกักขังระเบิดออกมาในรูปแบบของหมึกดำที่บ้าคลั่ง