ตอนที่ 164 — รอยสักในซากเมือง
กลิ่นอับชื้นของซากปรักหักพังคละคลุ้งในอากาศ หินที่เคยสลักอักขระโบราณบัดนี้ผุพังกลายเป็นเพียงเศษฝุ่นและรอยด่างดำ เซราฟิน่าเดินฝ่าละอองฝุ่นที่ลอยฟุ้ง ยามที่แสงตะวันอันริบหรี่ลอดผ่านช่องโหว่ของหลังคาที่ถล่มลงมา เธอพยายามเพ่งมองไปที่แผ่นศิลาที่กระจัดกระจายอยู่รอบตัว บางชิ้นยังมีร่องรอยของลายเส้นที่เลือนราง แต่กลับไม่อาจตีความได้ว่าเป็นอักขระใดๆ ที่เธอคุ้นเคย
“ไม่มีอะไรเลย” เสียงของเธอแหบพร่า “เหมือนกับว่าที่นี่ไม่เคยมีอยู่จริง” เธอพึมพำกับตัวเอง ความหงุดหงิดเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง ความรู้สึกที่ว่าทุกย่างก้าวที่เธอเดินมานั้นว่างเปล่าไร้ความหมาย
ไมโลที่เดินตามหลังมาเงียบๆ กวาดสายตามองไปรอบๆ ดวงตาใสซื่อฉายแววสงสัย “แต่… ถ้ามันไม่เคยมีอยู่จริง แล้วทำไมสภาถึงต้องส่งหน่วยล่ามาตามหาที่นี่ด้วยล่ะครับ?” เขาเอ่ยถาม ขณะที่พยายามหลบก้อนหินที่หลุดร่วงลงมาจากผนัง
เซราฟิน่าหยุดเดิน หันขวับมามองไมโล “นั่นเป็นคำถามที่ฉันกำลังพยายามหาคำตอบอยู่” น้ำเสียงของเธอเย็นเฉียบ “สิ่งที่ฉันรู้แน่ชัดคือ ที่นี่มีบางอย่างที่สภาจารึกต้องการปิดบัง” เธอหันกลับไปสำรวจแผ่นศิลาชิ้นหนึ่งที่ปักอยู่บนพื้นดินอย่างไม่ตั้งใจ รอยสักรูปทรงประหลาดปรากฏอยู่บนนั้น มันไม่ใช่ลายเส้นของอักขระที่ใช้กันในปัจจุบัน และไม่ใช่ลายเส้นโบราณที่เคยปรากฏในตำรา แต่กลับให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด
“นี่มัน… อะไรกัน?” เธอทรุดตัวลง ค่อยๆ ปัดเศษฝุ่นออก เผยให้เห็นลายเส้นที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนกว่าที่เห็นในตอนแรก มันเป็นรูปทรงที่ดูเหมือนจะ… มีชีวิต? ราวกับว่าลายเส้นเหล่านั้นกำลังเต้นระบำอยู่บนผิวหิน
“เหมือนกับที่พี่อคิราห์เคยเล่าให้ฟังเลยครับ” ไมโลเอ่ยเสริม “ว่าเจออักขระที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม แต่กลับรู้สึกถึง 'ชีวิต' จากมัน”
เซราฟิน่าไม่ตอบ เธอเอามือลาบไปบนรอยสักนั้น ความรู้สึกแปลกประหลาดแล่นผ่านปลายนิ้วสัมผัส มันไม่ใช่ความเย็นชาของหิน แต่เป็นความเย็นที่แตกต่างออกไป เย็นยะเยือกเหมือนมีน้ำแข็งก่อตัวอยู่ภายใน
“รอยสักนี่…” เธอพึมพำ “มันไม่ใช่แค่ลายเส้นธรรมดา” จู่ๆ ความทรงจำที่เลือนรางก็ผุดขึ้นมา ภาพของแม่ที่กำลังอุ้มเธอในวัยเด็ก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความห่วงใย ก่อนที่ทุกอย่างจะดับมืดไป… และตามมาด้วยความว่างเปล่า
“ครอบครัวของฉัน… พวกเขาไม่ได้หายไป” เธอเงยหน้าขึ้น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก “พวกเขาถูก… ลบ!”
เธอรีบควานหาของในย่าม หยิบเอาแผ่นศิลาอีกชิ้นออกมาจากที่ซ่อน มันเป็นแผ่นศิลาที่มีรอยเปื้อนเหมือนถูกขูดออกไปบางส่วน ราวกับว่ามีใครบางคนพยายามลบร่องรอยบางอย่าง แต่… มันไม่ใช่รอยเปื้อนจากการสลายตัวของหมึก แต่เป็นรอยที่ถูกจงใจขูดออกไป
“ใช่… นี่มันเหมือนกัน!” เสียงของเธอสั่นเครือ “รอยสักบนหลังของฉัน… มันคือส่วนหนึ่งของบันทึกที่หายไป! สภาจารึก… พวกเขากำลังตามหารอยสักนี้!”
เธอถอยหลังไปสองสามก้าว เมื่อตระหนักถึงความหมายที่แท้จริงของสิ่งที่เธอค้นพบ รอยสักบนหลังของเธอ ไม่ใช่แค่เครื่องหมายประจำตัว แต่เป็นกุญแจสำคัญที่เชื่อมโยงกับอดีตที่ถูกกลบฝัง และเป็นสิ่งที่สภาจารึกพยายามตามหามาตลอด
“แล้วถ้าพวกเขาตามหา… แสดงว่าพวกเขาจะตามหาฉันเจอ!” ความคิดนั้นเฉียดเข้ามาในหัวของเธออย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้น ความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านจากรอยสักบนหลังของเธอก็รุนแรงขึ้น มันไม่ใช่แค่ความเย็น แต่เป็นความรู้สึกเหมือนมีพลังงานบางอย่างกำลังถูกปลุกขึ้นมา
“อะไรน่ะ…” เธอค่อยๆ ยกมือขึ้นสัมผัสแผ่นหลังของตัวเอง รู้สึกได้ถึงลายเส้นที่นูนขึ้นมาเล็กน้อยภายใต้เสื้อผ้า
“เซราฟิน่า!” ไมโลร้องเตือน เมื่อเห็นเงาสะท้อนของอักขระเรืองแสงสีเงินปรากฏขึ้นบนผิวของเธอ
วินาทีนั้นเอง เซราฟิน่าก็สัมผัสได้ถึงความอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา รอยสักบนหลังของเธอไม่ใช่แค่กุญแจ แต่เป็นสัญญาณที่เปิดเผยตัวตนของเธอ เป็นเหมือนเป้าธนูที่ถูกปักลงบนกลางหลัง
“คำทำนายแห่งดวงดาวสีเงิน…” เธอพึมพำชื่อที่เคยได้ยินเพียงในนิทานเก่าแก่ “…ผู้ที่จะมาปลดพันธนาการแห่งอักขระ… มันหมายถึงฉัน?”
ความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านจากรอยสักไม่ได้มาจากอักขระโบราณ แต่มาจากความหวาดกลัวที่ก่อตัวขึ้นในใจเธอ เมื่อตระหนักว่าเธอได้ตกเป็นเป้าหมายของสภาจารึกอย่างสมบูรณ์แล้ว และการตามหารากเหง้าของครอบครัว อาจนำพาเธอไปสู่อันตรายที่คาดไม่ถึง
เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาจากทางด้านหลัง… ไม่ใช่แค่ฝีเท้าธรรมดา แต่เป็นเสียงที่หนักแน่นของชุดเกราะ พร้อมด้วยเสียงเสียดสีของโลหะที่กระทบกันเป็นจังหวะ “จับตัวเธอไว้! อย่าให้หนีไปได้!”
เซราฟิน่าหันไปมองอย่างรวดเร็ว เห็นร่างในชุดเกราะสีดำสนิทหลายร่าง กำลังก้าวเข้ามาในซากเมือง อักขระเรืองแสงบนหลังของเธอสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง ราวกับจะประกาศให้โลกรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเธอ… และภัยพิบัติที่กำลังจะมาถึง
--- เซราฟิน่าค้นพบว่ารอยสักบนหลังของเธอคือชิ้นส่วนสำคัญของบันทึกประวัติศาสตร์ที่สภาจารึกพยายามลบ และเธอได้กลายเป็นเป้าหมายของการตามล่าจากการเปิดเผยตัวตนผ่านอักขระที่สว่างขึ้น