ตอนที่ 16 — การเจาะระบบคลังหมึกที่ไร้สี
“ถ้าแกขยับเท้าอีกนิดเดียว เสียงกระดิ่งอักขระจะดังจนพวกทหารยามมาถึงที่นี่ภายในสามวินาที” เซราฟิน่ากระซิบเสียงลอดไรฟัน มือของเธอขยับไปกุมด้ามมีดสั้นที่สลักลายเส้นวงกลมไว้แน่น
ไมโลกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ความเย็นจากพื้นหินของคลังเก็บหมึกสภาจารึกซึมผ่านรองเท้าหนังที่เริ่มเปื่อยขาด เขาพยายามจัดลมหายใจให้คงที่ แต่ปลายนิ้วกลับสั่นจนควบคุมไม่ได้ “ผม... ผมพยายามแล้ว แต่แผนที่ที่ได้มาจากตลาดมืดมันไม่ตรงกับกลไกตรงนี้เลย”
“แผนที่นั่นมันแค่โครงสร้างพื้นฐาน” เซราฟิน่าหันมาถลึงตาใส่เขาในความมืด “สิ่งที่มันไม่ได้บอกคือระบบตรวจจับความเข้มข้นของหมึกที่ลอยอยู่ในอากาศ แกต้องเดินตามรอยจารึกที่พื้น อย่าก้าวออกนอกเส้นทางแม้แต่มิลลิเมตรเดียว ไม่อย่างนั้นอักขระเตือนภัยจะเผาผลาญมานาในตัวแกจนหมด”
ไมโลมองดูพื้นหินเบื้องหน้า ลายเส้นสีครามจางๆ ถูกสลักไว้เป็นทางยาวเหมือนรอยแยกของแผ่นดิน มันคือเส้นทางเดินที่ปลอดภัยจากการตรวจจับของระบบรักษาความปลอดภัย แต่เมื่อพวกเขามาถึงประตูเหล็กกล้าขนาดมหึมาที่เป็นทางเข้าส่วนลึกของคลัง อุปสรรคที่แท้จริงก็ปรากฏขึ้น
ตรงหน้าพวกเขาไม่ใช่เพียงประตูล็อกธรรมดา แต่มันคือ ‘กำแพงอักขระสลับชั้น’ เส้นสายเวทมนตร์นับร้อยวิ่งพล่านอยู่บนพื้นผิวโลหะ ราวกับงูที่กำลังเลื้อยพันกันไปมาเพื่อดักจับผู้บุกรุก ทุกครั้งที่เส้นหนึ่งขยับ อีกเส้นหนึ่งจะเปลี่ยนทิศทางทันที
“มันเปลี่ยนรูปแบบตลอดเวลา” ไมโลพึมพำ เขาหยิบแผ่นหินทดสอบความเข้มข้นขึ้นมา “เซราฟิน่า ระบบนี้มันไม่ได้แค่ล็อก แต่มันกำลังคำนวณหาค่าความสมดุลของหมึกในอากาศ ถ้าเราใช้อักขระปลดล็อกแบบปกติ พลังงานที่ปล่อยออกมาจะทำให้ระบบตรวจพบความผิดปกติทันที”
“แล้วจะทำยังไง?” เซราฟิน่าถามพลางกวาดสายตามองไปที่ทางเดินด้านหลังที่เริ่มมีแสงตะเกียงของทหารยามวับแวมมาแต่ไกล
“เราต้องแทรกแซงด้วยการเจือจางพลังงาน” ไมโลขยับเข้าไปใกล้กำแพงอักขระ เขาเริ่มใช้พู่กันปลายแหลมที่บรรจุหมึกผสมน้ำสะอาดค่อยๆ แต้มลงบนรอยต่อของอักขระชั้นนอก “ถ้าเราทำให้ความเข้มข้นของกระแสเวทตรงจุดนี้เบาบางลง ระบบจะคิดว่ามันเป็นแค่การไหลเวียนตามธรรมชาติ”
เขาทำงานอย่างระมัดระวัง เหงื่อไหลซึมเข้าตาจนแสบ แต่เขาไม่กล้าแม้แต่จะยกมือขึ้นเช็ด เสียงโลหะเสียดสีกันเบาๆ ขณะที่เขาพยายามขยับกลไกอักขระที่ซับซ้อน เซราฟิน่าคอยระวังหลังให้เขาอย่างเงียบเชียบ ทุกครั้งที่เสียงฝีเท้าทหารยามใกล้เข้ามา ทั้งคู่จะหยุดนิ่งราวกับรูปปั้นหิน
หลังจากผ่านไปเกือบชั่วโมงที่ดูเหมือนยาวนานชั่วกัปชั่วกัลป์ เสียง ‘คลิก’ เบาๆ ดังขึ้นจากภายในกลไก ประตูกลไกอักขระค่อยๆ เลื่อนเปิดออกทิ้งช่องว่างพอให้คนลอดผ่านได้ ไมโลถอนหายใจยาว แต่ความโล่งใจนั้นอยู่ได้ไม่นาน
เมื่อพวกเขาหลุดเข้ามาในห้องเก็บหมึกหลัก กลิ่นฉุนของแร่เวทมนตร์ก็พุ่งเข้าปะทะจมูก แต่มันไม่ใช่กลิ่นที่ควรจะเป็น ห้องนี้ควรจะอบอวลด้วยความเข้มข้นของหมึกศักดิ์สิทธิ์ที่ทรงพลังจนทำให้ผิวหนังรู้สึกยิบยับ แต่สิ่งที่ไมโลสัมผัสได้กลับเป็นเพียงความเบาบางและกลิ่นจางๆ ของน้ำเปล่า
“ทำไม...” เซราฟิน่ากระซิบ เสียงของเธอสั่นด้วยความโกรธ “หมึกพวกนี้มัน... มันเบาบางเกินไป”
ไมโลรีบเปิดไหหมึกเวทมนตร์ชั้นนอกสุดขึ้นมาดู เขาใช้ปลายนิ้วแตะลงบนของเหลวสีคราม แล้วลองเขียนอักขระ ‘ความคงทน’ ลงบนเศษกระดาษ ผลที่ได้คือเส้นอักขระที่ซีดจางและสลายตัวไปภายในเวลาไม่ถึงสามวินาที
“มันถูกเจือจาง” ไมโลพูดด้วยน้ำเสียงไม่อยากจะเชื่อ “หมึกเวทมนตร์ที่สภาจารึกบอกว่ามีจำกัดและล้ำค่า... พวกเขาเอาสารบางอย่างมาผสมเพื่อลดปริมาณการใช้ แต่ยังรักษาภาพลักษณ์ความเข้มข้นไว้ด้วยการใช้แสงสะท้อน”
“นี่มันการโกงทั้งระบบ” เซราฟิน่ากัดฟันกรอด “ถ้าผู้คนใช้หมึกเจือจางพวกนี้สลักอักขระลงบนผิวหนัง อักขระจะหลุดลอกออกเร็วขึ้น... มันจะทำให้เกิดโรคหมึกละลายเพิ่มขึ้น!”
ขณะที่ทั้งคู่กำลังจะถอยออกจากห้องเพื่อไปหาหลักฐานอื่น เสียงพูดคุยจากห้องทำงานด้านบนที่เชื่อมต่อกับคลังผ่านช่องระบายอากาศก็ดังลงมา ไมโลรีบหมอบลงกับพื้น ขยับเข้าไปใกล้ช่องนั้นด้วยความสัญชาตญาณ
เสียงของอาวุโสคัลลันดังขึ้น มันยังคงเยือกเย็นและทรงอำนาจเหมือนเดิม แต่มีบางอย่างที่เปลี่ยนไป “การทดลองในระยะที่สองเริ่มเห็นผลแล้ว การเจือจางหมึกในคลังทำให้การกระจายของ ‘เชื้อ’ เป็นไปตามแผนที่วางไว้”
“แต่ท่านครับ” เสียงของเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกคนดังแทรกขึ้น “ถ้าผู้ติดเชื้อเริ่มมีอาการรุนแรงขึ้นจนควบคุมไม่ได้ เราจะจัดการกับรอยเปื้อนเหล่านั้นอย่างไร? หากพวกเขารู้ว่าเราจงใจทำให้หมึกละลายเพื่อสังเกตการกลายพันธุ์...”
“นั่นคือเหตุผลที่เราต้องควบคุมความทรงจำของพวกเขา” คัลลันตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ “เมื่ออักขระละลาย ความทรงจำจะหายไป และเมื่อความทรงจำหายไป พยานหลักฐานก็หายไปด้วย เรากำลังสร้างรูปแบบใหม่ของอักขระจากความวุ่นวายนี้ เหมือนที่คำทำนายแห่งดวงดาวสีเงินเคยกล่าวไว้... ถึงผู้ที่จะมาปลดพันธนาการแห่งอักขระในอนาคต แต่ตอนนี้... เราต้องสร้างรากฐานใหม่จากซากปรักหักพังของพวกมันก่อน”
ไมโลตัวแข็งทื่อ หัวใจเต้นรัวจนเหมือนจะหลุดออกมาจากอก สภาจารึกไม่ได้พยายามยับยั้งโรคหมึกละลาย แต่พวกเขากำลังเป็นคนสร้างมันขึ้นมา เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการทดลองหาอักขระรูปแบบใหม่
เขามองไปที่มือของตัวเองที่เปื้อนหมึกเจือจาง ความจริงที่เขาค้นพบมันหนักอึ้งกว่าความมืดในคลังแห่งนี้หลายเท่า สภาจารึกไม่ได้แค่ปกครองด้วยความรู้ แต่พวกเขากำลังปกครองด้วยการทำลายตัวตนของมนุษย์
--- ไมโลและเซราฟิน่าลักลอบเข้าคลังหมึกเวทมนตร์เพื่อหาทางช่วยผู้ติดเชื้อ แต่กลับพบว่าหมึกส่วนใหญ่ถูกเจือจางด้วยสารบางอย่าง และได้ยินความลับว่าสภาจารึกกำลังจงใจสร้างโรคหมึกละลายเพื่อใช้ในการทดลองอักขระรูปแบบใหม่