ตอนที่ 13 — ภาพวาดบนแผ่นหินของเด็กหญิง
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของทหารสภาจารึกที่ลาดตระเวนอยู่ด้านนอกเรือนพักไม้เก่าๆ ดังสะท้อนเข้ามาถึงข้างใน อคิราห์พยายามควบคุมมือที่สั่นเทาของเขาขณะที่เขาก้มลงมองแผ่นหินแบนๆ ตรงหน้า บนหินผืนนั้นมีรอยขีดเขียนที่ดูไม่เหมือนอักขระมาตรฐานที่เขาเคยเรียนในสภาจารึกศักดิ์สิทธิ์เลยแม้แต่น้อย
“มันไม่ใช่รอยเปื้อน... แต่มันคือรอยจารึกที่หายไป” อคิราห์พึมพำกับตัวเอง เขาลากนิ้วไปตามร่องลึกที่เด็กหญิงคนหนึ่งวาดทิ้งไว้ รอยขีดเหล่านั้นไม่ได้เป็นเส้นตรงหรือวงกลมที่สมบูรณ์แบบเหมือนอักขระควบคุมธาตุ แต่มันมีความโค้งมนและซับซ้อนจนน่าปวดหัว
“เจ้าจะจ้องมันจนกว่าหินจะละลายเลยหรือไง อคิราห์?” เสียงห้วนของเซราฟิน่าดังขึ้นจากเงามืดมุมห้อง เธอพิงผนังไม้พลางขัดดาบสั้นที่ทำจากโลหะผสมแร่หมึก แววตาของเธอเต็มไปด้วยความระแวง “พวกสภาจารึกเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว ข่าวจากตลาดบอกว่าพวกเขากำลังเตรียม 'น้ำยาชำระล้าง' สำหรับการกวาดล้างครั้งใหญ่ ถ้าเด็กคนนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคหมึกละลาย เราจะช่วยเธอไม่ได้”
“ฉันไม่ได้บอกว่าเธอติดเชื้อ เซราฟิน่า” อคิราห์ตอบโดยไม่เงยหน้า “ดูรอยพวกนี้สิ ถ้าเป็นโรคหมึกละลาย รอยเหล่านี้จะจางหายและกลายเป็นรอยเปื้อนไร้ทิศทาง แต่นี่... รอยเหล่านี้มีความหมาย มันคือการพยายามสื่อสารผ่านสิ่งที่อยู่นอกเหนือตำรา”
ไมโลเดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทางกระสับกระส่าย ใบหน้าของเด็กหนุ่มดูซีดเซียว “พี่อคิราห์ ผมลองใช้พลังที่เพิ่งค้นพบ... พลังที่สร้างภาพลวงตาจากความทรงจำนั่นน่ะ มันทำปฏิกิริยากับภาพวาดนี้!” เขาชี้ไปที่แผ่นหิน “เมื่อผมพยายามจะจับภาพความทรงจำของผมลงไปในอากาศ ภาพวาดนี้มันเหมือนจะขยับได้ แต่มันไม่ได้ขยับเหมือนอักขระที่ถูกสั่งการ แต่มันขยับเหมือนสิ่งมีชีวิต”
อคิราห์ขยับเข้าไปใกล้แผ่นหินมากขึ้น เขาเริ่มใช้แว่นขยายที่ทำจากผลึกควอตซ์ส่องดูรายละเอียดที่ซับซ้อนเกินกว่าสายตาปกติจะมองเห็น ในตอนแรกเขารู้สึกเหมือนกำลังจ้องมองเข้าไปในเขาวงกตของเส้นสายที่พันกันยุ่งเหยิง เขาพยายามแยกแยะสัญลักษณ์ทีละตัว แต่ยิ่งพยายามตีความ เขากลับยิ่งรู้สึกถึงความขัดแย้งในโครงสร้าง
“นี่มันไม่ใช่ภาษาของสภา” อคิราห์เอ่ยเสียงแผ่ว “มันไม่ใช่การสั่งการให้เกิดปรากฏการณ์ แต่มันคือการบันทึก... บันทึกสิ่งที่เกิดขึ้น”
เขาเริ่มขยับนิ้วตามรอยเส้นที่โค้งวนเป็นวงกว้าง เขาพบว่าหากเขามองจากมุมเฉียง แสงที่ตกกระทบจะทำให้เห็นความลึกที่ต่างกัน เขาเริ่มไล่เรียงความหมายจากจุดศูนย์กลางออกไปสู่ขอบหิน ทันใดนั้น ความตึงเครียดในอกของเขาก็พลันเปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึง
รอยขีดที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงภาพวาดต้นไม้หรือภูเขา กลับซ่อนโครงสร้างของ 'ความทรงจำ' ที่ไม่ได้ถูกจารึกไว้บนผิวหนังหรือผิวหิน แต่มันเป็นภาพของกระแสลมที่พัดผ่านทุ่งหญ้า เป็นภาพของหยดน้ำที่กระทบผิวน้ำ ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้ไม่มีอักขระใดในโลกที่สามารถกักเก็บความรู้สึกได้เท่านี้
“มันไม่ได้อยู่ในอักขระ...” อคิราห์อุทานออกมาเบาๆ “เซราฟิน่า ไมโล ดูนี่สิ ความทรงจำเหล่านี้... มันถูกเก็บไว้ในธรรมชาติ ไม่ใช่ผ่านการจารึกโดยมนุษย์ แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของโลกเอง”
เซราฟิน่าก้าวเข้ามาใกล้ ใบหน้าที่เคยแข็งกร้าวฉายแววฉงน “เจ้าหมายความว่ายังไง? ธรรมชาติไม่มีความทรงจำ ธรรมชาติมีเพียงสภาวะที่ถูกกำหนดโดยอักขระที่มนุษย์เขียนลงไปเท่านั้น”
“นั่นคือสิ่งที่สภาจารึกสอนเรา!” อคิราห์โต้กลับด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น “แต่เด็กคนนี้กำลังบอกเราว่า มีบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าระบบอักขระของเรา ดูนี่สิ รอยเส้นที่เชื่อมต่อกันระหว่างก้อนหินและสายน้ำ มันไม่ใช่การจารึกเพื่อควบคุม แต่มันคือการสะท้อนกลับของตัวตน”
ไมโลยื่นมือมาแตะที่ขอบแผ่นหิน “เหมือนกับคำทำนายแห่งดวงดาวสีเงินที่เคยได้ยินมาใช่ไหมครับ? ที่ว่าจะมีผู้มาปลดพันธนาการแห่งอักขระในอนาคต... หรือว่าสิ่งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้น?”
อคิราห์ไม่ได้ตอบคำถามของไมโล แต่สายตาของเขาถูกตรึงไว้ที่ส่วนล่างสุดของแผ่นหิน รอยขีดที่เคยดูสับสนเริ่มจัดเรียงตัวอย่างชัดเจนขึ้นในความคิดของเขา ราวกับว่าเขากำลังอ่านบทเพลงที่ไม่ได้เขียนด้วยหมึก แต่เขียนด้วยวิญญาณ
เขามองเห็นภาพของต้นไม้ขนาดยักษ์ที่รากของมันไม่ได้ฝังอยู่ในดิน แต่ฝังอยู่ในกระแสของพลังงานที่ไหลเวียนไม่สิ้นสุด และที่ใจกลางของต้นไม้นั้น มีสิ่งที่เขาไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เห็นในชีวิตนี้
มันคือ 'ต้นน้ำแห่งหมึกบรรพกาล'
ในภาพวาดนั้น อักขระไม่ได้เป็นเพียงลายเส้นที่ถูกเขียนลงบนวัตถุ แต่มันไหลเวียนออกมาจากใจกลางของต้นน้ำเหมือนสายน้ำที่เชี่ยวกราก มันคือสายธารแห่งอักขระบริสุทธิ์ที่ไม่มีวันจางหาย ไม่มีการเสื่อมสลายจากโรคหมึกละลาย และไม่มีการถูกผูกขาดโดยสภาจารึกใดๆ
“ต้นน้ำแห่งหมึกบรรพกาล...” อคิราห์กระซิบ ชื่อนี้ทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หากสิ่งที่เด็กหญิงวาดเป็นความจริง หากต้นน้ำนี้มีอยู่จริง ระบบอักขระที่ควบคุมโลกใบนี้ก็เป็นเพียงเปลือกนอกที่เปราะบางเท่านั้น
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูอย่างรุนแรงก็ดังขึ้น พร้อมกับเสียงตะโกนของทหารสภาจารึกจากด้านนอก
“เปิดประตู! เราได้รับรายงานว่ามีการครอบครองวัตถุต้องสงสัยที่อาจเกี่ยวข้องกับโรคหมึกละลายในพื้นที่นี้!”
อคิราห์รีบคว้าแผ่นหินนั้นมาซ่อนไว้ใต้เสื้อคลุมของเขา มือของเขายังคงสั่น แต่ความหวังที่เพิ่งก่อตัวขึ้นในใจกลับทำให้เขารู้สึกถึงความมั่นคงอย่างประหลาด เขาหันไปมองเซราฟิน่าที่ชักดาบออกมาเตรียมพร้อม และไมโลที่ตัวสั่นด้วยความกลัว
“เราต้องไปจากที่นี่” อคิราห์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสงบแต่เด็ดขาด “เราต้องหาทางตามหารอยวาดนี้ให้เจอ ก่อนที่พวกเขาสั่งเผาทุกอย่างทิ้ง”
เขามองไปที่แผ่นหินในมืออีกครั้ง ในจินตนาการของเขา เขายังคงเห็นสายน้ำแห่งอักขระที่ไหลเวียนอยู่อย่างไม่รู้จบ และเขารู้ดีว่าการค้นหาครั้งนี้จะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของที่ราบสูงคีรีครามไปตลอดกาล
--- อคิราห์พยายามตีความภาพวาดซับซ้อนของเด็กหญิงจนค้นพบความลับว่าความทรงจำสามารถถูกเก็บไว้ในธรรมชาติได้ และเขาพบเบาะแสสำคัญเกี่ยวกับ 'ต้นน้ำแห่งหมึกบรรพกาล' ท่ามกลางการไล่ล่าของทหารสภาจารึก