← 章節目錄

The Emerald Ink

章節 123免費

ตอนที่ 123 — รอยเปื้อนบนแผ่นหลัง

เซราฟิน่ากระชากเสื้อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบออกจากไหล่ เสียงเสียดสีของเนื้อผ้าดังชัดเจนในห้องพักที่เงียบสงัด เธอจ้องมองเงาตัวเองในกระจกทองเหลืองขัดมันที่สะท้อนภาพแผ่นหลังอันเปลือยเปล่า แสงตะเกียงน้ำมันวูบไหวทำให้เงาในกระจกดูบิดเบี้ยวไปมา แต่สิ่งที่ทำให้ลมหายใจของเธอสะดุดไม่ใช่เงาที่ผิดเพี้ยน แต่คือลวดลายอักขระสีครามเข้มที่เคยเรียงตัวเป็นระเบียบราวกับเส้นขอบฟ้าบนแผ่นหลังของเธอ

“ไม่ใช่... มันต้องไม่เป็นแบบนี้” เธอพึมพำ เสียงของเธอสั่นพร่าจนแทบไม่ได้ยิน

อักขระรูป ‘นกเหยี่ยวโผบิน’ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนความทรงจำเรื่องพ่อของเธอ—ชายผู้สอนให้เธอจับดาบครั้งแรก—บัดนี้ขอบของเส้นสายกลับดูเบลอและฟุ้งกระจายเหมือนถูกน้ำหยดใส่ รอยหมึกที่เคยคมกริบกำลังกลายเป็นเพียงรอยเปื้อนสีเทาจางๆ ที่ไร้ทิศทาง เธอใช้นิ้วลูบไปตามรอยนั้น ความรู้สึกที่ควรจะได้รับคือความตึงเครียดของผิวหนังที่ถูกจารึกด้วยเวทมนตร์ แต่เธอกลับสัมผัสได้เพียงความลื่นไหลที่ผิดธรรมชาติของหมึกที่กำลังจะหลุดลอก

เธอพยายามตั้งสติ หยิบขวดน้ำมันสกัดจากแร่หมึกสำรองที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดขึ้นมาแตะลงบนรอยที่จางหาย หวังว่าการเติมความเข้มข้นจะช่วยตรึงเส้นสายไว้ได้ แต่น้ำมันกลับซึมหายไปในรอยเปื้อนนั้นอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าที่น่าขนลุก

“เซราฟิน่า? เจ้าทำอะไรอยู่ข้างในน่ะ? ข้าได้ยินเสียงเหมือนมีคนทำของตก” เสียงของไมโลดังขึ้นจากหน้าประตูไม้หนา ตามมาด้วยเสียงเคาะเบาๆ ที่ดูลังเล

“ออกไป! ไมโล! ข้าบอกแล้วไงว่าอย่ามาขัดจังหวะเวลาข้าพักผ่อน!” เซราฟิน่าตะโกนสวนกลับทันควัน เธอรีบคว้าเสื้อผ้ามาสวมทับอย่างลนลาน ความเย็นเยียบจากความกลัวแล่นพล่านไปตามไขสันหลัง เธอไม่สามารถให้ใครเห็นความอ่อนแอที่กำลังกัดกินตัวตนของเธอได้

“แต่ข้ามีเรื่องสำคัญจะบอก...” ไมโลพยายามดันประตู “พวกทหารสภาจารึกศักดิ์สิทธิ์เดินตรวจตราหนักกว่าเดิมที่ลานกว้าง และ... มีข่าวลือเรื่องโรคหมึกละลายที่หมู่บ้านท้ายที่ราบสูงด้วยนะ พวกเขาบอกว่ามีคนจากเขตเหมืองสูญเสียความทรงจำเรื่องชื่อตัวเองไปในชั่วข้ามคืน!”

เซราฟิน่านิ่งงันไปครู่หนึ่ง เธอเดินไปที่ประตูแต่ยังไม่เปิดออก “โรคหมึกละลายงั้นเหรอ? ไร้สาระน่า แค่หมึกคุณภาพต่ำหรือเปล่า?”

“ไม่ใช่นะ เซราฟิน่า! ข้าเห็นกับตา...” เสียงของไมโลลดต่ำลงจนเป็นเสียงกระซิบที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง “คนคนนั้น... เขาจำไม่ได้แม้กระทั่งว่าตัวเองเป็นใคร เขาเดินวนไปมาเหมือนตุ๊กตาที่สายป่านขาด และที่แย่กว่านั้นคือ สภาจารึกประกาศว่าใครก็ตามที่มีรอยเปื้อนบนผิวหนังจะถูกถือว่าเป็น 'สิ่งปนเปื้อน' และต้องถูกส่งไปที่เขตเผาทำลายทันทีเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของระบบอักขระ”

เซราฟิน่ากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ “พวกสภานั่นมันพวกเผด็จการ! พวกเขาจะฆ่าคนเพียงเพราะหมึกบนผิวหนังมันจางลงเนี่ยนะ?”

“ใช่ และอคิราห์ก็กำลังตกอยู่ในอันตรายด้วย ข้าได้ยินมาว่าเขาไปยุ่งกับคัมภีร์โบราณที่พูดถึงการไหลเวียนของพลังงาน ซึ่งมันขัดกับหลักการจารึกที่พวกเราเรียนกันมาทั้งหมด...” ไมโลเว้นจังหวะ “ถ้าอคิราห์ทำสำเร็จ หรือถ้าเขาเป็นโรคนี้... เราจะทำยังไงกันดี?”

เซราฟิน่าไม่ตอบ เธอเดินกลับไปที่กระจกอีกครั้ง คราวนี้เธอเปิดตะเกียงให้สว่างที่สุดเท่าที่จะทำได้ เธอถลกเสื้อขึ้นและจ้องมองแผ่นหลังอย่างละเอียด รอยเปื้อนนั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่นกเหยี่ยว แต่มันกำลังลามไปตามเส้นทางของอักขระ ‘สายน้ำแห่งชีวิต’ ที่อยู่ถัดลงมา รอยเส้นที่เคยแสดงถึงความทรงจำเรื่องการเติบโตในทุ่งหญ้าคีรีคราม บัดนี้กลายเป็นเพียงแถบสีเทาที่ดูเหมือนคราบน้ำมันบนผิวน้ำ

ความรู้สึกประหลาดเริ่มก่อตัวขึ้นในหัวสมองของเธอ มันไม่ใช่ความเจ็บปวดทางกาย แต่เป็นความรู้สึกเหมือนมีม่านหมอกบางๆ มาบดบังภาพในอดีต เธอพยายามนึกถึงใบหน้าของแม่... แต่ภาพนั้นกลับดูเลือนลางเหมือนมองผ่านกระจกฝ้า เธอพยายามนึกถึงกลิ่นของดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิ... แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่าที่เย็นเยียบ

“ไม่... ไม่จริง...” เธอพึมพำ น้ำตาคลอเบ้า “ข้ายังจำได้... ข้ายังเป็นเซราฟิน่า...”

เธอรีบคว้าสมุดบันทึกและปากกาขนนกขึ้นมา พยายามเขียนชื่อตัวเองและเหตุการณ์สำคัญลงบนกระดาษเพื่อยึดเหนี่ยวความจริงเอาไว้ แต่ในขณะที่เธอกำลังเขียน มือของเธอกลับสั่นจนเส้นหมึกลากยาวผิดรูป

ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของรองเท้าโลหะดังกระทบพื้นหินด้านนอกห้องพัก ตามมาด้วยเสียงตะโกนสั่งการที่ดุดันของทหารสภาจารึก

“ตรวจค้นทุกห้อง! ใครที่มีรอยเปื้อนผิดปกติให้กักตัวไว้ทันที! อย่าให้เชื้อหมึกละลายหลุดรอดไปได้!”

เซราฟิน่าสะดุ้งสุดตัว เธอรีบดึงเสื้อลงมาปิดแผ่นหลังที่กำลังเน่าเฟะด้วยรอยหมึก ความตระหนักรู้ที่น่าหวาดหวั่นพุ่งเข้าชนเธอเหมือนคลื่นยักษ์ เธอไม่ใช่แค่ผู้สังเกตการณ์ในวิกฤตนี้อีกต่อไป แต่เธอคือเป้าหมาย

เสียงประตูห้องพักด้านนอกถูกกระแทกอย่างแรงจนไม้ลั่นเอี๊ยด เซราฟิน่ามองไปที่หน้าต่างที่เปิดรับลมหนาวจากที่ราบสูงคีรีคราม ในใจของเธอไม่ได้มีเพียงความกลัว แต่มีความโกรธแค้นที่ปะทุขึ้นมาท่ามกลางความสับสน หากอักขระคือตัวตน และความทรงจำคือชีวิต เธอก็จะไม่ยอมให้ใครมาพรากมันไปเพียงเพราะคำว่า 'ความบริสุทธิ์' ของสภาจารึก

แต่แล้ว เธอก็ต้องชะงักเมื่อพบว่า อักขระที่ข้อมือขวาของเธอ—ซึ่งเป็นอักขระควบคุมดาบที่เธอใช้มาทั้งชีวิต—เริ่มขยับเขยื้อนและไหลเยิ้มเหมือนสิ่งมีชีวิตที่กำลังตายลงตรงหน้า

--- เซราฟิน่าค้นพบว่ารอยสักอักขระบนแผ่นหลังซึ่งเป็นที่เก็บความทรงจำของเธอกำลังกลายเป็นรอยเปื้อนจากการติดโรคหมึกละลาย และในขณะที่ทหารสภาจารึกกำลังบุกตรวจค้นห้อง เธอก็พบว่าอักขระที่ข้อมือของเธอกำลังเริ่มละลายเช่นกัน