ตอนที่ 15 — เสียงกัมปนาทแห่งการล่มสลายและรอยแยกแห่งมิติ
กลิ่นไหม้ของโอโซนปะทะกับกลิ่นสาบสางของดินที่ถูกฉีกกระชาก ธารากระแทกตัวลงบนพื้นผิวที่แข็งกระด้างแต่นุ่มนิ่มอย่างประหลาด มันไม่ใช่ดิน และไม่ใช่หิน แต่มันคือเศษซากของความจริงที่กำลังแตกสลาย ความรู้สึกแรกที่แล่นเข้าสู่โสตประสาทไม่ใช่ความเจ็บปวดทางกาย หากแต่เป็นเสียงกรีดร้องของพฤกษาที่ดังระงมอยู่ในหัวของเธอ มันเป็นเสียงที่แหลมสูงจนแทบจะทำให้สมองระเบิด เป็นเสียงของรากไม้ที่ถูกดึงทึ้ง และเป็นเสียงของมิติที่กำลังฉีกขาดออกจากกัน
เธอยันกายขึ้นจากความมืดมิดที่ขุ่นมัว สายตาพร่ามัวพยายามปรับโฟกัสท่ามกลางแสงสีม่วงคล้ำที่กระพริบถี่ราวกับจังหวะชีพจรที่ผิดปกติของโลก สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าไม่ใช่โถงรากไม้ที่คุ้นเคยอีกต่อไป แต่มันคือสมรภูมิแห่งความโกลาหล เครื่องจักรขุดเจาะขนาดมหึมาของพวกนักสำรวจยังคงตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้น แต่มันดูราวกับอสุรกายเหล็กกล้าที่กำลังสำรอกเอาความมืดมิดออกมาจากลำกล้อง แรงสั่นสะเทือนจากการทำงานของมันไม่ได้เพียงแค่เขย่าพื้นดิน แต่มันกำลังสั่นคลอนโครงสร้างของความเป็นจริงรอบข้าง
“คราม!” ธาราเค้นเสียงเรียกจนลำคอแสบร้อน เธอพยายามกวาดสายตาหาเงาร่างของชายหนุ่มที่อยู่ข้างกายในนาทีวิกฤตก่อนหน้านี้
“ฉัน... อยู่ตรงนี้...” เสียงตอบกลับมาเบาหวิวและสั่นพร่า ครามหมอบอยู่ไม่ไกลนัก เสื้อผ้าของเขาขาดวิ่นและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบยางไม้สีเข้มที่เรืองแสงจางๆ ใบหน้าของเขาซีดเผือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตระหนกเมื่อมองไปยังสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเหนือหัวพวกเขา
เบื้องบน... หากจะเรียกสิ่งนั้นว่าท้องฟ้าได้ เสียงคำรามของมิติที่ถูกเปิดออกดังสนั่นหวั่นไหว รอยแยกสีดำทมิฬขนาดมหึมาแผ่ขยายออกจากปากปล่องของเครื่องจักรขุดเจาะ มันไม่ใช่แค่รูโหว่ในอากาศ แต่เป็นเหมือนแผลเป็นที่ไม่มีวันสมาน มันกำลังดูดกลืนทุกสิ่ง ทั้งก้อนหิน รากไม้ และแสงสว่าง เข้าไปสู่ความว่างเปล่าที่ไร้ก้นบึ้ง และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ สิ่งที่กำลัง 'คลาน' ออกมาจากรอยแยกนั้น
เงาร่างที่ไร้รูปทรงเหล่านั้นไม่ได้เคลื่อนที่ด้วยการเดิน แต่มันไหลลื่นเหมือนหมึกที่หยดลงในน้ำ มันขยายตัวและหดตัว เปลี่ยนรูปร่างไปตามความผันผวนของแรงดึงดูด ทุกครั้งที่เงาเหล่านั้นสัมผัสกับพื้นผิวของโลก สิ่งนั้นจะถูก 'ลบ' ออกไป ไม่ใช่การทำลายด้วยความรุนแรง แต่เป็นการทำให้หายไปราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่มาก่อน
“มันกำลังจะกลืนกินทุกอย่าง...” ครามพึมพำ มือของเขากำอาวุธแน่นจนสั่น “เราต้องหยุดมัน ธารา เราต้องทำลายแกนกลางของเครื่องจักรนั่น!”
“ไม่ได้!” ธาราร้องห้าม เสียงของเธอถูกกลบด้วยเสียงกัมปนาทของการพังทลาย “ถ้าแกนกลางถูกทำลายในขณะที่มิติกำลังเปิดอยู่ แรงสะท้อนจะทำให้รอยแยกนี้ขยายตัวจนกลายเป็นหลุมดำที่ไม่มีวันสิ้นสุด เราไม่ได้แค่จะทำลายเครื่องจักร แต่เราจะทำลายโลกทั้งใบ!”
เธอยันกายลุกขึ้นอย่างมั่นคง แม้ขาทั้งสองข้างจะสั่นเทา ความรู้สึกเชื่อมโยงกับป่าที่เธอพยายามรักษาไว้ในมิติความว่างเปล่าเมื่อครู่ยังคงหลงเหลืออยู่ มันเป็นความรู้สึกที่เจ็บปวดเหมือนมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงอยู่ในจิตวิญญาณ แต่ในความเจ็บปวดนั้นเอง เธอสัมผัสได้ถึงเสียงกระซิบที่แผ่วเบา... เสียงของ Warden ที่กำลังดิ้นรน
Warden ผู้พิทักษ์รากฐานไม่ได้ตาย แต่มันกำลังถูกกัดกิน พลังงานมหาศาลที่มันเคยใช้เพื่อรักษาความสมดุลของป่าดงพญาเย็น บัดนี้ถูกเปลี่ยนเป็นเชื้อเพลิงที่บิดเบี้ยวเพื่อขับเคลื่อนการรุกรานจากอีกฝั่ง ธารามองเห็นร่างมหึมาของ Warden ที่บัดนี้ดูไม่เหมือนผู้พิทักษ์ที่สง่างามอีกต่อไป ผิวพรรณที่เป็นเปลือกไม้หนาเตอะถูกอาบด้วยแสงสีม่วงประหลาด รากที่เคยแข็งแกร่งกลับขยับเขยื้อนอย่างคลุ้มคลั่งราวกับงูที่ถูกไฟลน มันพยายามจะโจมตีเครื่องจักร แต่ในขณะเดียวกัน ร่างกายของมันก็ถูกแรงดึงดูดจากรอยแยกฉีกกระชากออกเป็นชิ้นๆ
“เราต้องหาทางเชื่อมต่อกับ Warden” ธาราหันไปหาคราม ดวงตาของเธอฉายแววเด็ดเดี่ยวท่ามกลางความสิ้นหวัง “ถ้าเราไม่สามารถปิดประตูได้ เราต้องใช้พลังของ Warden เพื่อ 'ผนึก' มันจากภายใน”
“แต่นั่นหมายความว่าเธอต้องเข้าไปในกระแสพลังงานนั่น!” ครามค้าน เสียงของเขาสูงขึ้นด้วยความกลัว “มันบิดเบี้ยวเกินกว่าที่พรานคนไหนจะรับไหว ธารา เธออาจจะไม่ได้กลับออกมา!”
“ถ้าไม่ทำตอนนี้ ก็ไม่มีใครได้กลับออกมาเลยสักคนเดียว!” ธารากล่าวตัดบท เธอไม่มีเวลาสำหรับความกลัวอีกต่อไป
ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้น พื้นดินใต้เท้าของพวกเขาเริ่มแยกตัวออก เครื่องจักรขุดเจาะส่งเสียงกรีดร้องของโลหะที่บิดเบี้ยว นักสำรวจบางส่วนที่ยังรอดชีวิตพยายามวิ่งหนีออกจากพื้นที่ แต่พวกเขากลับถูกเงาร่างไร้รูปดึงเข้าไปในรอยแยกอย่างรวดเร็ว เสียงกรีดร้องของมนุษย์ถูกกลืนหายไปในความเงียบงันของความว่างเปล่าในชั่วพริบตา
ธาราเริ่มออกวิ่ง เธอไม่ได้วิ่งหนี แต่เธอกำลังมุ่งหน้าสู่ใจกลางแห่งความบ้าคลั่ง เธอใช้ทักษะการฟังเสียงใบไม้—ซึ่งบัดนี้กลายเป็นเสียงกรีดร้องของมิติ—เพื่อหาเส้นทางที่มั่นคงที่สุด แม้ว่าเส้นทางนั้นจะดูเหมือนไม่มีอยู่จริงก็ตาม เธอต้องหลบหลีกเศษซากของรากไม้ที่พุ่งขึ้นมาจากดิน และหลบจากสายฟ้าสีม่วงที่ฟาดลงมาจากการปะทะกันของพลังงานสองขั้ว
ขณะที่เธอเข้าใกล้เครื่องจักรมากขึ้น ความกดอากาศก็เพิ่มขึ้นจนทำให้หูของเธออื้ออึง แสงสว่างจากแก่นพฤกษาที่เธอพกติดตัวไว้เริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง มันตอบสนองต่อความบิดเบี้ยวที่อยู่ตรงหน้า ราวกับมันกำลังหวาดกลัว
“ฟังนะ...” ธารากระซิบกับตัวเอง เธอหลับตาลงชั่วครู่ ท่ามกลางเสียงกัมปนาทที่ดังสนั่น เธอพยายามกรองเสียงรบกวนทั้งหมดออกไป เหลือไว้เพียงจังหวะการเต้นของหัวใจของป่าที่กำลังจะหยุดนิ่ง เธอสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่สม่ำเสมอและหนักแน่น... มันมาจาก Warden
ร่างของ Warden อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่วา แต่มันดูเหมือนอยู่ไกลออกไปนับไมล์เนื่องจากความบิดเบี้ยวของมิติ ธารามองเห็นช่องว่างระหว่างเครื่องจักรกับร่างของ Warden ที่เต็มไปด้วยกระแสพลังงานที่ไหลวนราวกับพายุหมุน เธอต้องพุ่งเข้าไปในพายุนั้น
“คราม! หาทางดึงสมาธิของพวกนักสำรวจให้หันไปทางอื่น! อย่าให้พวกมันขัดขวางฉัน!” ธาราสั่งการผ่านทางกระแสจิตที่เธอพยายามส่งออกไป
ครามพยักหน้า แม้จะเต็มไปด้วยความลังเล เขาคว้าอาวุธและเริ่มวิ่งไปยังทิศทางตรงกันข้ามเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของพวกทหารรับจ้างที่พยายามจะรักษาเครื่องจักรไว้
ธาราสูดลมหายใจเข้าปอดเป็นครั้งสุดท้าย กลิ่นของความตายและความว่างเปล่าอบอวลอยู่ในอากาศ เธอรวบรวมเศษเสี้ยวของแก่นพฤกษาไว้ในมือ พลังงานสีเขียวมรกตพยายามต่อสู้กับความมืดมิดที่โอบล้อม เธอออกตัววิ่งด้วยความเร็วสูงสุด มุ่งหน้าเข้าสู่ใจกลางของพายุแห่งการล่มสลาย
แต่ก่อนที่เธอจะถึงจุดนั้น เงาร่างขนาดมหึมาที่ใหญ่กว่าเงาทั่วไปก็พุ่งออกมาจากรอยแยก มันไม่ใช่แค่เงา แต่มันคือ 'บางสิ่ง' ที่มีรูปร่างคล้ายกับสัตว์ร้ายในตำนาน ทว่ามันกลับดูเหมือนถูกสร้างขึ้นจากความว่างเปล่าและรอยแตกของกระจก มันจ้องมองมาที่เธอด้วยดวงตาที่ไม่มีอยู่จริง และในวินาทีนั้น ธารารู้สึกได้ว่าความจริงที่เธอพยายามปกป้อง กำลังจะแตกสลายลงอย่างไม่อาจหวนคืน
--- ธาราพยายามหาทางใช้พลังของ Warden เพื่อผนึกรอยแยกมิติที่กำลังขยายตัวจากการทำงานของเครื่องจักรขุดเจาะ ในขณะที่เผชิญหน้ากับสิ่งลี้ลับรูปร่างประหลาดที่พุ่งออกมาจากความว่างเปล่า