← สารบัญตอน

เสียงเพรียกจากหุบเขาอัสนี

ตอนที่ 27ฟรี

ตอนที่ 27 — เศษเสี้ยวแห่งความเงียบในหุบเขาเสียงสะท้อน

ความมืดไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับเมฆา แต่คือความว่างเปล่าที่ไร้ซึ่งแรงสั่นสะเทือนใดๆ กระแทกเข้าสู่โสตประสาทที่ตายด้านของเขา มันไม่ใช่ความเงียบแบบที่คนปกติเข้าใจ แต่มันคือสภาวะสูญญากาศที่ดูดกลืนเอาตัวตนของเขาหายไปในความมืดมิด ภายในถ้ำลึกที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่พำนักอันอบอุ่น บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงกรงขังแห่งความว่างเปล่าที่ไร้ซึ่งจังหวะของหัวใจโลก เขาพยายามขยับปลายนิ้วสัมผัสพื้นหิน แต่มันกลับให้ความรู้สึกที่ราบเรียบและตายด้าน ราวกับว่าเขากำลังสัมผัสกับความว่างเปล่าที่ไม่มีอยู่จริง

เมฆานอนขดตัวอยู่บนพื้นหินที่เย็นเยียบ ความหนาวเหน็บไม่ได้กัดกินเพียงแค่ผิวหนัง แต่มันซึมลึกเข้าไปถึงกระดูกที่ไร้ซึ่งการสั่นไหวของพลังงาน เขาพยายามนึกถึง 'จี้หินแห่งแสงอัสนี' ที่เพิ่งถูกพรากไป ความรู้สึกสูญเสียนั้นรุนแรงยิ่งกว่าบาดแผลทางกาย มันคือการถูกกระชากเอาดวงตาที่ใช้มองโลกผ่านคลื่นความถี่ออกไป ทิ้งให้เขาจมดิ่งอยู่ในมหาสมุทรแห่งความเงียบที่ไร้ก้นบึ้ง ทุกครั้งที่เขาพยายามจะเพ่งสมาธิเพื่อหาแรงสั่นสะเทือนจากสายลมหรือเสียงพายุภายนอก เขากลับพบเพียงความว่างเปล่าที่เยือกเย็น

เขาต้องเคลื่อนที่... จิตใต้สำนึกตะโกนบอกเช่นนั้น แม้จะไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาจากลำคอที่แห้งผาก เมฆาพยุงกายที่อ่อนแรงลุกขึ้นยืน ความมืดรอบกายหนาทึบจนแทบจะกลายเป็นวัตถุที่สัมผัสได้ เขาใช้มือลูบคลำผนังถ้ำอย่างระมัดระวัง สัมผัสของหินขรุขระและหยดน้ำที่เย็นเฉียบเป็นสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าเขายังมีชีวิตอยู่ เขาต้องออกจากที่นี่ ออกจากเขตแดนที่ถูกปิดผนึกด้วยหยาดน้ำค้างแห่งความเงียบ และมุ่งหน้าลงสู่เบื้องล่าง... สู่หุบเขาเสียงสะท้อน (Echoing Canyon) ดินแดนที่เล่าขานกันว่ายังพอจะมีเศษเสี้ยวของคลื่นความถี่หลงเหลืออยู่

การเดินทางผ่านความมืดมิดเป็นไปอย่างเชื่องช้าและทารุณ เมฆาต้องใช้ความรู้สึกจากการสัมผัสทางกายภาพอย่างหนักหน่วงเพื่อก้าวเดินไปข้างหน้า ทุกย่างก้าวคือความเสี่ยงที่จะพลัดตกจากชะง่อนผาหรือชนเข้ากับหินแหลมคม ในใจของเขาเต็มไปด้วยคำถามที่ไร้เสียง 'ทำไมต้องเป็นเขา?' 'ทำไมโลกถึงต้องการความสงบที่หมายถึงความตาย?' คำถามเหล่านั้นวนเวียนอยู่ในหัวเหมือนพายุที่ไร้เสียง ทุบตีจิตวิญญาณของเขาจนแตกสลาย

เมื่อเขาหลุดพ้นจากปากถ้ำที่ถูกปิดผนึกได้สำเร็จ ลมหนาวจากหุบเขาก็พัดเข้าปะทะร่างทันที แม้เขาจะไม่ได้ยินเสียงหวีดหวิวของลม แต่มันกลับส่งแรงกดอากาศที่หนักอึ้งเข้าสู่ผิวหนัง เมฆาสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นดินชื้นและกลิ่นไอของหิมะที่กำลังละลายลอยมาแตะจมูก เขาพยายามมองหาแสงสว่าง แต่มีเพียงแสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านม่านเมฆหนาทึบลงมายังหุบเขาลึกเบื้องล่าง

เบื้องหน้าของเขาคือหุบเขาเสียงสะท้อนที่ทอดยาวดุจปากของอสูรกายยักษ์ ผาหินสูงชันโอบล้อมเส้นทางที่คดเคี้ยวไว้ เมฆาเริ่มก้าวลงสู่ทางลาดชัน ความเหนื่อยล้าทำให้เขาทรุดลงหลายครั้ง แต่ทุกครั้งที่เขาล้มลง ความเจ็บปวดจากแรงกระแทกที่ส่งผ่านจากพื้นดินขึ้นสู่ร่างกายกลับเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้สึกว่าเขายังมีตัวตนอยู่ แม้มันจะเป็นเพียงแรงสั่นสะเทือนที่สั้นและเบาบางเพียงใดก็ตาม

ในขณะที่เขากำลังฝ่าฟันความมืดและความเหนื่อยล้าอยู่นั้น เขาก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง มันไม่ใช่แรงสั่นสะเทือนของธรรมชาติ แต่มันคือความรู้สึก 'ผิดที่ผิดทาง' ของอากาศ รอบตัวเขาเริ่มมีความรู้สึกเหมือนมีมวลสารบางอย่างที่เคลื่อนที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วและไร้เสียง มันไม่ใช่ลม และไม่ใช่สัตว์ป่า แต่มันคือความรู้สึกเหมือนอากาศถูก 'ดูด' ออกไปชั่วขณะหนึ่ง

เมฆาหยุดชะงัก เขาพยายามนิ่งเงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ (แม้เขาจะเงียบอยู่แล้วก็ตาม) เขาเพ่งความรู้สึกทั้งหมดไปที่ฝ่าเท้าและผิวหนัง ทันใดนั้น เขาก็สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่แปลกประหลาด มันไม่ใช่จังหวะที่สม่ำเสมอของโลก แต่มันคือจังหวะที่ 'ขาดหาย' (Missing Beat) เหมือนกับเสียงดนตรีที่ถูกตัดทอนออกไปอย่างจงใจ แรงสั่นสะเทือนนี้มันเบาบางจนเกือบจะสัมผัสไม่ได้ แต่มันกลับให้ความรู้สึกสยดสยองอย่างบอกไม่ถูก

ทันใดนั้น เงาดำมืดขนาดใหญ่ก็เคลื่อนผ่านเหนือศีรษะของเขาไป มันไม่ได้ส่งเสียงคำราม ไม่ได้สร้างแรงลมปะทะ แต่สิ่งที่เมฆาสัมผัสได้คือความรู้สึกของ 'สุญญากาศ' ที่เคลื่อนที่ผ่านอากาศไปอย่างรวดเร็ว มันคือสิ่งที่ตำนานกล่าวไว้... อสูรคลื่นสูญญากาศ (Vacuum Wave Beast) สิ่งมีชีวิตที่เกิดจากความผิดเพี้ยนของโลกที่ไร้เสียง เมื่อความถี่ของโลกถูกทำลาย สิ่งมีชีวิตที่ดำรงอยู่ได้ด้วยความว่างเปล่าก็จะปรากฏกายขึ้น

เมฆาหมอบลงกับพื้นหิน หัวใจของเขาเต้นรัวแรงจนเขาสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนในอกตัวเอง เขาต้องซ่อนตัว เขาต้องเงียบ... ไม่ใช่เงียบด้วยเสียง แต่ต้องเงียบด้วย 'การไร้ซึ่งการสั่นสะเทือน' เขาพยายามควบคุมลมหายใจให้สม่ำเสมอและเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามทำตัวให้กลมกลืนไปกับความนิ่งสงบของหินผา

เงาดำนั้นวนเวียนอยู่ใกล้ๆ เมฆารู้สึกถึงแรงดึงดูดประหลาดที่พยายามจะสูบเอาอากาศรอบตัวเขาออกไป มันคือความกดอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันจนหูของเขา (ที่ดับสนิทอยู่แล้ว) รู้สึกถึงความเจ็บปวดจากการเปลี่ยนแปลงของความดัน อสูรตนนั้นกำลังล่า... มันไม่ได้ล่าด้วยการฟังเสียง แต่มันล่าด้วยการตรวจจับ 'จังหวะแห่งชีวิต' ที่ผิดเพี้ยนไปจากความว่างเปล่า

เมฆาหลับตาลง ในความมืดมิดที่ไร้เสียง เขาเริ่มมองเห็นภาพจางๆ ของช่างตีเหล็กแห่งคลื่นความถี่ ผู้ที่เขาต้องตามหา หากเขาสามารถไปถึงหุบเขาเสียงสะท้อนและพบกับชายผู้นั้น เขาอาจจะได้รับโอกาสที่จะสร้าง 'เครื่องมือ' บางอย่างขึ้นมาเพื่อต่อกรกับสิ่งที่กำลังคุกคามเขาอยู่

แต่ในขณะที่เขากำลังพยายามรักษาความสงบอยู่นั้น แรงสั่นสะเทือนหนึ่งก็พุ่งตรงมาที่เขา! มันไม่ใช่การเคลื่อนที่ของอสูร แต่มันคือการสั่นสะเทือนที่รุนแรงและรวดเร็วจากใต้พื้นดินเบื้องล่าง ราวกับมีบางสิ่งกำลังพยายามจะ 'ตะโกน' ผ่านพื้นดินเพื่อเตือนเขา หรืออาจจะเป็นการเรียกหาเขา...

เมฆาตัดสินใจทำในสิ่งที่เสี่ยงที่สุด เขาไม่ได้หลบหนี แต่เขากลับทิ้งตัวลงแนบกับพื้นหิน และพยายามส่งแรงสั่นสะเทือนเล็กๆ จากปลายนิ้วลงไปในเนื้อหิน เพื่อตอบรับจังหวะประหลาดนั้น มันเป็นการสื่อสารที่ไร้เสียง เป็นการเดิมพันด้วยชีวิตว่าสิ่งที่อยู่ใต้ดินนั้นคือมิตรหรือศัตรู

ทันใดนั้น พื้นดินใต้ร่างของเขาก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนเขากระเด็นออกไป แรงกระแทกนั้นทำให้เขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนคว้าง และท่ามกลางความมืดที่กำลังจะดับวูบลง เขาเห็นประกายแสงสีฟ้าอ่อนๆ วาบขึ้นมาจากรอยแตกของพื้นดินเบื้องล่าง แสงนั้นไม่ได้ส่องสว่าง แต่มัน 'สั่นไหว' เป็นจังหวะที่เขาคุ้นเคย... จังหวะที่เขาพยายามจะกอบกู้คืนมาตลอดทาง

เขายังไม่ตาย... แต่ความท้าทายใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เมื่อความเงียบไม่ได้มีเพียงความว่างเปล่า แต่มันยังมีสิ่งมีชีวิตที่ซ่อนเร้นอยู่ในรอยแยกของความถี่ที่หายไป

--- เมฆาต้องหลบหนีจากอสูรคลื่นสูญญากาศท่ามกลางความเงียบงันในหุบเขาเสียงสะท้อน ก่อนจะสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนปริศนาจากใต้ดินที่อาจเป็นทั้งทางรอดหรือหายนะครั้งใหม่