← สารบัญตอน

เสียงเพรียกจากหุบเขาอัสนี

ตอนที่ 26ฟรี

ตอนที่ 26 — พันธนาการแห่งความเงียบงันและเสียงเรียกที่ถูกปล้น

ความมืดมิดในถ้ำลึกไม่ได้เป็นเพียงการขาดหายไปของแสงสว่าง แต่มันคือมวลสารที่หนาหนักและเย็นเยียบ มันกดทับลงบนเปลือกตาและผิวหนังของเมฆา ราวกับว่าอากาศรอบกายได้กลายเป็นตะกั่วเหลวที่คอยสูบฉีดความสิ้นหวังเข้าสู่กระแสเลือด ชายหนุ่มหมอบนิ่งอยู่บนพื้นหินที่ชื้นแฉะ ร่างกายของเขาสั่นสะท้านไม่ใช่เพราะความหนาวเหน็บที่บาดลึกถึงกระดูกเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะความว่างเปล่าที่ขยายตัวออกอย่างไม่มีที่สิ้นสุดภายในจิตใจ

เขาลืมตาขึ้นในความมืด สัมผัสแรกที่ได้รับไม่ใช่ภาพทัศน์ แต่เป็นความเงียบ... ความเงียบที่สมบูรณ์แบบจนน่าสยดสยอง มันไม่ใช่ความสงบของป่าเขายามค่ำคืน แต่มันคือความเงียบที่ถูก 'สั่งการ' ให้เกิดขึ้น เป็นความเงียบที่ไร้ซึ่งเสียงกระซิบของลม ไร้ซึ่งเสียงหยดน้ำที่กระทบหิน และไร้ซึ่งแรงสั่นสะเทือนอันเบาบางที่เขาเคยใช้เป็นดั่งดวงตาในการมองโลก เมื่อเศษเสี้ยวแก่นเสียงแห่งชีวิตถูกพรากไป ความเชื่อมโยงระหว่างเขากับผืนดินคีรีอัสนีก็ขาดสะบั้นลง เมฆารู้สึกเหมือนตนเองกลายเป็นเพียงก้อนหินไร้ชีวิตที่ลอยคว้างอยู่ในห้วงอวกาศอันมืดมิด

เขาพยายามขยับปลายนิ้ว สัมผัสกับพื้นหินที่ขรุขระ ความเย็นของมันส่งผ่านเข้าสู่ผิวหนัง แต่มันไม่มี 'จังหวะ' ไม่มี 'คลื่น' ที่จะบอกว่าหินนี้กำลังหายใจ หรือใต้พื้นดินนี้มีกระแสธารไหลผ่าน เมฆาพยายามตะโกนในใจ เรียกหาชื่อของตนเอง เรียกหาความทรงจำเกี่ยวกับเสียงหัวเราะของชาวบ้าน หรือแม้แต่เสียงคำรามของพายุที่เขาเคยรู้จัก แต่ทุกอย่างกลับเลือนรางเหมือนภาพวาดที่ถูกน้ำสาดจนสีละลายหายไปในความมืด

ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนที่เขาไม่ได้เป็นผู้สร้างก็ปรากฏขึ้น

มันไม่ใช่แรงสั่นสะเทือนที่นุ่มนวลเหมือนการขยับของรากไม้ แต่มันคือแรงกระแทกที่หนักแน่นและเป็นจังหวะสม่ำเสมอ... ตึก... ตึก... ตึก... มันรุกรานเข้ามาในมวลอากาศที่หนาแน่น เมฆาพยายามเพ่งสมาธิ แม้จะรู้ว่าสัมผัสของเขาพังทลายไปแล้ว แต่สัญชาตญาณดิบของการเอาชีวิตรอดกลับผลักดันให้เขารับรู้ถึงการมาถึงของ 'บางสิ่ง'

เสียงฝีเท้าที่หนักอึ้งกระทบกับพื้นหินดังสะท้อนก้องอยู่ในความรู้สึกที่บิดเบี้ยว เมฆาพยายามพยุงกายที่อ่อนแรงขึ้นนั่ง แผ่นหลังของเขาพิงกับผนังถ้ำที่เย็นจัด ความหวังอันริบหรี่ผุดขึ้นมาในใจว่าอาจเป็นกลุ่มผู้รอดชีวิต หรืออาจเป็นเพื่อนร่วมทางที่ตามหาเขาจนพบ แต่ความหวังนั้นก็ถูกดับลงทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึง 'แรงกดดัน' ของอำนาจที่เหนือกว่า

แสงสว่างจากคบเพลิงเวทมนตร์สีฟ้าหม่นเริ่มสาดส่องเข้ามาในพื้นที่ที่มืดมิด แสงนั้นไม่ได้ให้ความอบอุ่น แต่มันให้ความรู้สึกถึงความตายและความเป็นระเบียบที่เคร่งครัด เมฆาหรี่ตาลง มองเห็นเงาร่างของกลุ่มคนที่เดินเรียงแถวเข้ามาอย่างมีจังหวะจะโคน พวกเขาไม่ได้สวมชุดผ้าป่านหยาบๆ แบบชาวบ้าน แต่สวมชุดคลุมยาวสีเทาเข้มที่ปักลวดลายเส้นตรงสีเงินอย่างประณีต ทุกย่างก้าวของพวกเขาดูราวกับถูกคำนวณมาแล้วอย่างแม่นยำ

พวกเขาคือ 'ภาคีผู้คุมจังหวะแห่งนิรันดร์กาล' กลุ่มคนผู้เชื่อว่าความวุ่นวายของธรรมชาติคือบาป และความเงียบงันที่ถูกจัดระเบียบคือความศักดิ์สิทธิ์

ผู้นำของกลุ่มเดินนำหน้าออกมา เขาเป็นชายวัยกลางคนที่มีใบหน้าเรียบเฉยราวกับสลักจากหินแกรนิต ดวงตาของเขาไม่ได้มองเมฆาในฐานะมนุษย์ แต่มองในฐานะ 'ความผิดปกติ' ที่ต้องถูกกำจัดทิ้ง ในมือของเขาถือ 'คทาแห่งจังหวะสม่ำเสมอ' ที่ทำจากโลหะสีเงินวาววับ ทุกครั้งที่คทาสัมผัสพื้น มันจะส่งแรงสั่นสะเทือนที่สม่ำเสมอจนน่ารำคาญใจออกมา

เมฆาพยายามจะขยับปากเพื่อส่งเสียง แต่ลำคอของเขากลับแห้งผากและตีบตัน ความเงียบที่เขาเผชิญอยู่มันรุนแรงเสียจนเขาไม่แน่ใจว่าเขายังมีเสียงอยู่หรือไม่

ชายผู้นำหยุดยืนเบื้องหน้าเมฆา เงาของเขาทาบทับร่างของชายหนุ่มจนมิด เขาไม่พูดอะไรในตอนแรก แต่ความกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวเขานั้นรุนแรงจนเมฆารู้สึกเหมือนกำลังถูกบีบอัดด้วยแรงดันน้ำใต้ทะเลลึก

"ความโกลาหลต้องสิ้นสุดลง" เสียงนั้นไม่ได้ดังผ่านหู แต่มันสั่นสะเทือนผ่านอากาศตรงเข้าสู่กระดูกของเมฆา แม้เมฆาจะหูดับ แต่แรงสั่นสะเทือนของคลื่นเสียงที่ถูกควบคุมอย่างดีเยี่ยมนั้นสามารถแทรกซึมผ่านความว่างเปล่าเข้ามาได้ "เจ้าคือตัวแปรที่ทำให้จังหวะของโลกบิดเบี้ยว เจ้าคือเศษเสี้ยวของพายุที่ไม่อาจควบคุมได้"

เมฆาส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง เขาต้องการเพียงความสงบ ต้องการเพียงที่ซ่อนตัวเพื่อฟื้นฟูจิตวิญญาณที่แตกสลาย แต่สิ่งที่คนตรงหน้าต้องการกลับเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง

"เรามาเพื่อนำ 'ระฆังทองคำต้นกำเนิด' ไปไว้ในที่ที่มันควรอยู่" ผู้นำภาคีกล่าวต่อ แววตาของเขาเป็นประกายด้วยความเชื่อมั่นที่บ้าคลั่ง "ระฆังนั่นต้องไม่ถูกใช้เพื่อปลุกพายุ หรือเพื่อสื่อสารกับจิตวิญญาณที่แปรปรวน แต่มันต้องถูกใช้เพื่อสะกดทุกสรรพสิ่งให้เข้าสู่ความเงียบงันนิรันดร์ เพื่อให้โลกนี้มีจังหวะที่มั่นคงและสงบสุขตลอดกาล"

หัวใจของเมฆากระตุกวูบ ระฆังทองคำต้นกำเนิด... นั่นคือความหวังเดียวที่จะหยุดยั้งพายุนิรันดร์ที่กำลังจะกลืนกินทุกชีวิตบนคีรีอัสนี หากระฆังนั่นถูกนำไปใช้เพื่อ 'สะกด' ทุกอย่างตามความต้องการของภาคี โลกจะไม่ได้รับความสงบ แต่จะกลายเป็นสุสานที่เงียบงันซึ่งไร้ซึ่งชีวิตและจิตวิญญาณ

"เจ้าไม่มีสิทธิ์..." เมฆาพยายามเค้นเสียงออกมาจากลำคอ แต่มันเป็นเพียงเสียงแหบพร่าที่แทบจะฟังไม่ได้ความ

ผู้นำภาคีแสยะยิ้มที่เย็นเยียบ "สิทธิ์เป็นเรื่องของความเข้มแข็งและระเบียบวินัย ไม่ใช่เรื่องของความปรารถนาส่วนบุคคล และในเมื่อเจ้าไม่มีแม้แต่เสียงที่จะคัดค้าน... เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ครอบครองสิ่งใดทั้งสิ้น"

ก่อนที่เมฆาจะทันได้ขยับตัว ชายผู้นำก็ชูคทาขึ้นเหนือหัว แรงสั่นสะเทือนมหาศาลถูกอัดแน่นอยู่ในปลายคทา แสงสีเงินวาบขึ้นจนแสบตา เมฆารู้สึกได้ถึงคลื่นกระแทกที่พุ่งตรงมายังเขา มันไม่ใช่การโจมตีเพื่อฆ่า แต่เป็นการโจมตีเพื่อ 'ยึดครอง'

ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วร่างกาย เมื่อคลื่นนั้นปะทะเข้ากับหน้าอกของเขา เมฆารู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นพุ่งเข้าไปในอกและกระชากบางอย่างออกมา สิ่งนั้นคือ 'จี้หินแห่งแสงอัสนี' ชิ้นสุดท้ายที่เขาแอบซ่อนไว้ในซอกเสื้อ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่เขากำลังจะใช้เป็นเชื้อไฟในการจุดประกายสัมผัสการรับรู้ของเขาขึ้นมาใหม่

จี้หินนั้นส่องแสงวูบวาบเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะถูกแรงสั่นสะเทือนของคทาดูดกลืนเข้าไปในอาณาเขตของภาคี เมฆามองเห็นจี้หินที่เขารักและเทิดทูนถูกยึดไปต่อหน้าต่อตา มันไม่ใช่แค่ก้อนหิน แต่มันคือความหวังสุดท้ายที่จะทำให้เขา 'กลับมาเป็นมนุษย์' ที่รับรู้โลกได้อีกครั้ง

"สิ่งนี้จะถูกนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของแท่นสะกดจังหวะ" ผู้นำภาคีกล่าวพลางหันหลังกลับ "และเจ้า... จะถูกทิ้งไว้ในความเงียบที่เจ้าปรารถนา จนกว่าจังหวะของโลกจะปรับเปลี่ยนเจ้าให้เข้าที่"

เมฆาพยายามจะเอื้อมมือไปคว้าอากาศที่ว่างเปล่า ร่างกายของเขาหนักอึ้งจนไม่อาจขยับเขยื้อน เขาทำได้เพียงมองดูแผ่นหลังของกลุ่มคนในชุดสีเทาที่เดินจากไปพร้อมกับสิ่งที่เขาต้องการที่สุด ความมืดเริ่มกลับมาปกคลุมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความมืดที่ว่างเปล่า แต่มันคือความมืดที่เต็มไปด้วยความพ่ายแพ้ และความเงียบที่โหดร้ายยิ่งกว่าครั้งไหนๆ เพราะเขาไม่เพียงแต่สูญเสียเครื่องมือ แต่เขาได้สูญเสีย 'โอกาสสุดท้าย' ที่จะกลับมามีตัวตนในโลกที่กำลังจะพินาศนี้ไปเสียแล้ว

--- เมฆาที่อยู่ในสภาวะสิ้นหวังถูกกลุ่มภาคีผู้คุมจังหวะแห่งนิรันดร์กาลบุกพบ และพวกเขาได้พราก 'จี้หินแห่งแสงอัสนี' ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยกอบกู้สัมผัสการรับรู้ของเขาไป เพื่อใช้ในพิธีกรรมสะกดโลกให้เงียบงันตามความเชื่อของตน