ตอนที่ 77 — แรงดึงดูดแห่งความจริงและประตูที่ถูกลืม
ความเงียบสงัดในหอสมุดเก่าไม่ได้เป็นความสงบสุขเหมือนในโลกที่ถูกเขียนทับ แต่มันคือความเงียบที่หนักอึ้งและเต็มไปด้วยฝุ่นผงของประวัติศาสตร์ที่หลงเหลืออยู่ บรอนเวนรู้สึกได้ถึงมัน—แรงดึงดูดที่มองไม่เห็น มันไม่ใช่แรงโน้มถ่วงของโลก แต่เป็นแรงดึงดูดของความจริงที่กำลังกรีดร้องอยู่ภายใต้พื้นผิวที่ดูสมบูรณ์แบบของโลกใหม่นี้ ทุกย่างก้าวที่เธอเดินผ่านโถงทางเดินหินที่เย็นเยียบ ร่างกายของเธอจะรู้สึกเหมือนถูกเข็มเล่มเล็กๆ ทิ่มแทง อักขระต้นแบบที่หลอมรวมอยู่ในกระแสเลือดและผิวหนังของเธอเริ่มสั่นสะท้าน มันกำลังตอบสนองต่อบางสิ่ง ภายใต้ชั้นหินและซากปรักหักพังที่ซ่อนอยู่เบื้องล่าง
“อย่าจ้องมองมันนานเกินไป” เสียงของชายชุดเทาดังขึ้นข้างกาย เขาเดินตามเธอมาอย่างเงียบเชียบราวกับเงาที่แยกออกจากเจ้าของ “ความจริงในที่แห่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จะรับไหว มันไม่ใช่ภาพวาดที่สวยงามเหมือนในโลกที่พวกเขาสร้างขึ้น แต่มันคือรอยแผลเป็นที่ไม่มีวันหาย”
บรอนเวนไม่ได้ตอบคำถามนั้น เธอไม่ได้สนใจปรัชญาของเขาในตอนนี้ ความคิดของเธอจดจ่ออยู่กับความรู้สึกแปลกปลอมที่ลามเลียไปตามเส้นเลือด เมื่อเธอมองลงไปที่หลังมือ อักขระสีเลือดที่เคยเป็นเพียงรอยจางๆ บัดนี้กลับขยับเขยื้อนไปมาใต้ผิวหนัง ราวกับมีสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วที่หิวกระหายกำลังพยายามจะเขียนเรื่องราวใหม่ลงบนเนื้อเยื่อของเธอเอง มันเจ็บปวด... เจ็บปวดเหมือนถูกเผาไหม้ด้วยน้ำหมึกที่ร้อนระอุ
“มันกำลังกลืนกินฉัน” เธอพึมพำ เสียงของเธอแห้งผากเหมือนกระดาษเก่า “ถ้าฉันหาทางรักษาตัวตนไม่ได้ ฉันจะกลายเป็นเพียงแค่... เครื่องมือจดบันทึกของพวกมัน”
“คุณไม่ได้กำลังถูกกลืนกินอย่างเดียว บรอนเวน คุณกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของฐานข้อมูลที่แท้จริง” ชายชุดเทากล่าว สายตาของเขาจับจ้องไปที่ประตูบานใหญ่ที่ทำจากไม้โอ๊กโบราณซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ปลายทางเดิน “หอสมุดเก่าแห่งนี้คือสิ่งสุดท้ายที่เหลืออยู่ก่อนที่โลกจะถูกล้างกระดาน มันคือจุดเชื่อมต่อระหว่างสิ่งที่ 'เป็นอยู่' กับสิ่งที่ 'ควรจะเป็น' ถ้าคุณต้องการหยุดยั้งการเขียนทับ เราต้องใช้ความจริงที่ดิบเถื่อนที่สุดที่นี่”
เมื่อทั้งสองก้าวเข้าสู่โถงกลางของหอสมุดเก่า บรอนเวนต้องหยุดชะงัก กลิ่นของกระดาษเก่าและหมึกที่แห้งกรังลอยมาปะทะจมูก มันเป็นกลิ่นที่เธอคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด—กลิ่นที่ทำให้เธอคิดถึงสำนักอาลักษณ์ที่เธอถูกไล่ออกมา แต่มันมีความแตกต่างที่สำคัญยิ่งกว่า นั่นคือกลิ่นของ 'ความตาย' กลิ่นของเรื่องราวที่จบลงไปแล้วและไม่ได้รับการจารึกซ้ำ
แสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านหน้าต่างทรงสูงตกลงบนพื้นหิน ทำให้เกิดเงายาวที่บิดเบี้ยว บรอนเวนสังเกตเห็นความผิดปกติทันที พื้นที่นี่ไม่ได้ว่างเปล่าอย่างที่เธอคิด แต่มันเต็มไปด้วย 'เศษเสี้ยว' ของความทรงจำที่ลอยล่องอยู่ในอากาศเหมือนละอองฝุ่นสีทองเล็กๆ เธอพยายามยื่นมือไปแตะมัน แต่ก่อนที่ปลายนิ้วจะสัมผัส ละอองเหล่านั้นกลับสลายตัวกลายเป็นอักขระสีเลือดที่พุ่งเข้าหาผิวหนังของเธอ
“ระวัง!” ชายชุดเทาคว้าไหล่เธอไว้ แรงบีบของเขาหนักแน่นและเตือนสติ “นั่นคือเศษเสี้ยวของอดีตที่ถูกปฏิเสธ หากคุณสัมผัสมันโดยไม่มีเกราะป้องกัน อักขระในตัวคุณจะสูบฉีดความทรงจำเหล่านั้นเข้าไปจนคุณแยกไม่ออกว่าอะไรคือความจริง และอะไรคือสิ่งที่เคยเกิดขึ้นแต่ถูกลบไป”
บรอนเวนหอบหายใจ หัวใจเต้นรัวจนเจ็บหน้าอก “ฉันไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว... ฉันต้องหาทางหยุดพวกคนชุดขาว ฉันต้องทำให้พวกเขารู้ว่าความจริงไม่ได้มีไว้ให้ใครมาแก้ไขตามใจชอบ”
เธอตัดสินใจเดินหน้าต่อไปลึกเข้าไปในชั้นหนังสือที่สูงตระหง่านจนมองไม่เห็นยอด ชั้นหนังสือเหล่านี้ไม่ได้ทำจากไม้ธรรมดา แต่มันดูเหมือนถูกสลักขึ้นจากหินอ่อนและแสงสว่างที่ถูกกักขังไว้ ทุกครั้งที่เธอเดินผ่าน บรอนเวนรู้สึกเหมือนมีเสียงกระซิบแผ่วเบาดังมาจากหน้ากระดาษที่ปิดสนิท มันไม่ใช่เสียงพูด แต่เป็นเสียงของความรู้สึก—ความโศกเศร้า ความโกรธแค้น และความหวังที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง
จู่ๆ พื้นหินใต้เท้าของเธอก็สั่นสะเทือนเบาๆ มันไม่ใช่แผ่นดินไหว แต่มันเป็นจังหวะ เหมือนเสียงหัวใจของหอสมุดที่กำลังเต้นอยู่ บรอนเวนมองเห็นแสงสีแดงจางๆ รั่วไหลออกมาจากรอยแตกของพื้นหิน มันคือสีเดียวกับอักขระในตัวเธอ—สีเลือดที่เต็มไปด้วยพลังงานอันมหาศาล
“นั่นไง...” ชายชุดเทากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความตื่นเต้นและหวาดกลัว “ห้องใต้ดินแห่งความทรงจำที่สาบสูญ มันคือหัวใจของหอสมุดเก่าที่ถูกลืม มันคือที่ที่อักขระต้นแบบจะสามารถสร้างแรงกระเพื่อมในพงศาวดารได้”
แต่ในขณะที่พวกเขากำลังจะก้าวเข้าสู่รอยแยกนั้น แสงสว่างสีขาวบริสุทธิ์ที่ดูนุ่มนวลแต่เยือกเย็นก็วาบขึ้นที่ปลายทางเดินอีกด้านหนึ่ง แสงนั้นไม่ได้มาพร้อมกับความอบอุ่น แต่มันมาพร้อมกับความว่างเปล่าที่กำลังคืบคลานเข้ามา มันคือแสงจาก 'ปากกาแห่งแสงวิเศษ' ที่ถูกปรับจูนมาเพื่อลบเลือนร่องรอยทุกอย่าง
“พวกมันมาแล้ว” ชายชุดเทาชักดาบที่ดูเหมือนทำจากหมึกสีเทาออกมา “พวกมันไม่ได้แค่ต้องการลบโลกใหม่ แต่มันต้องการลบแม้กระทั่งเศษซากของความจริงที่นี่ด้วย”
บรอนเวนกำหมัดแน่น เธอรู้สึกได้ถึงความร้อนแรงที่พุ่งพล่านขึ้นมาจากปลายนิ้ว อักขระบนแขนของเธอเริ่มเปล่งแสงสีแดงเข้มจนดูเหมือนเลือดที่ไหลเวียนอยู่ใต้ผิวหนัง ในวินาทีนั้น เธอไม่ได้รู้สึกกลัวเหมือนตอนที่เผชิญหน้ากับผู้นำชุดขาวในมิติที่พังทลาย แต่เธอรู้สึกถึง 'ความต้องการ' ที่จะคงอยู่ เธอต้องการจะจารึกชื่อของตัวเองลงบนจักรวาลนี้—ไม่ใช่ในฐานะเหยื่อ และไม่ใช่ในฐานะเครื่องมือ แต่ในฐานะผู้พิพากษา
“ถ้าเราจะถูกเขียนทับ” บรอนเวนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สายตาของเธอจ้องเขม็งไปยังแสงสีขาวที่กำลังคืบคลานเข้ามา “ฉันจะเป็นคนเขียนตอนจบของเรื่องนี้เอง”
แสงสีขาวปะทะกับแสงสีแดงที่แผ่ออกมาจากตัวเธอ เกิดเป็นเสียงระเบิดของความจริงที่ดังสนั่นหวั่นไหว พื้นหอสมุดเริ่มปริร้าว และภายใต้รอยแยกนั้น บรอนเวนเห็นบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม—มันไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่มันคือดวงตาขนาดมหึมาที่กำลังลืมตาขึ้นจากก้นบึ้งของความจริง
แรงดึงดูดมหาศาลเริ่มฉุดกระชากทุกอย่างเข้าสู่รอยแยกนั้น บรอนเวนรู้สึกว่าตัวเธอเองกำลังถูกดึงให้แตกสลายเป็นเศษเสี้ยวอักขระ และในขณะที่เธอกำลังจะถูกดูดกลืนลงไป เธอเห็นชายชุดเทาพยายามยื่นมือมาคว้าเธอไว้ แต่เขากลับถูกเงาสีดำบางอย่างที่ดูเหมือนหมึกที่เคลื่อนที่ได้เข้าพันธนาการไว้เสียก่อน
“บรอนเวน! วิ่ง!” เสียงสุดท้ายของเขาหายไปในเสียงคำรามของความว่างเปล่า
บรอนเวนถูกเหวี่ยงลงสู่ความมืดมิดที่ไร้ก้นบึ้ง แต่ก่อนที่สติจะดับวูบไป เธอเห็นอักขระสีเลือดที่แขนของเธอขยายตัวออกไปครอบคลุมทุกทิศทาง มันไม่ได้กำลังถูกกลืนกิน แต่มันกำลังเริ่ม 'จารึก' ลงบนความว่างเปล่านั้นเอง!
--- บรอนเวนเดินทางมาถึงหอสมุดเก่าและพบว่าร่างกายของเธอถูกอักขระต้นแบบกลืนกินมากขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางการเผชิญหน้ากับกลุ่มคนชุดขาวที่พยายามลบเลือนเศษซากความจริงสุดท้าย เธอตัดสินใจใช้พลังแห่งตัวตนเพื่อต่อสู้และถูกดึงลงสู่รอยแยกแห่งความจริงที่กำลังเปิดออก