← สารบัญตอน

หอสมุดแก้ว

ตอนที่ 25ฟรี

ตอนที่ 25 — บทบันทึกสีเลือด

เสียงโลหะกรีดกรายไปตามพื้นหินดัง เคร้ง... เคร้ง... เป็นจังหวะที่เย็นเยียบไปถึงกระดูก บรอนเวนยังคงนั่งนิ่งอยู่บนพื้นหินที่เย็นเฉียบ ร่างกายของเธอสั่นเทาไม่ใช่เพียงเพราะแรงกระแทกจากมวลอากาศที่เพิ่งพัดผ่านไป แต่เพราะตัวอักษรสีแดงฉานบนหน้ากระดาษหนังสีดำเล่มนั้น มันไม่ได้เป็นเพียงหมึก แต่มันดูเหมือนรอยแผลที่กำลังปริแตกและไหลรินออกมาจากเนื้อกระดาษเอง

‘...และในความมืดที่แสงสูญสิ้น บรรณารักษ์ผู้ถือครองกุญแจจะพบว่าตนเองคือผู้เขียนบทสุดท้ายของความพินาศ...’

คำพยากรณ์นี้ต่างจากเล่มอื่นที่เธอเคยเจอมาตลอดทั้งปี มันไม่มีความนุ่มนวลของแสงสีรุ้ง ไม่มีกลิ่นอายของอนาคตที่ยังมาไม่ถึง แต่มันคือความจริงที่หนักอึ้งและมืดดำเหมือนหลุมดำที่เพิ่งกลืนกินต้นฉบับแสงไปเมื่อครู่ บรอนเวนรู้สึกเหมือนลมหายใจของเธอถูกพันธนาการด้วยคำพูดเหล่านั้น

“บรอนเวน! ลุกขึ้น! เราต้องไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้!” เสียงของเซเลสเทนดังขึ้นท่ามกลางความสลัว มือของเด็กสาวคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนของบรอนเวน แรงบีบนั้นหนักแน่นและเต็มไปด้วยความตระหนก เซเลสเทนมีใบหน้าที่เปื้อนเขม่าและหยาดเหงื่อ แสงจากผลึกแก้วในมือของเธอหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด ราวกับว่าพลังงานของมันถูกสูบหายไปพร้อมกับแสงสีทองเมื่อครู่

บรอนเวนพยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจาย เธอขยับตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบาก สายตายังคงจับจ้องไปที่หนังสือปกดำเล่มนั้น “มันไม่ใช่แค่คำทำนาย เซเลสเทน... มันคือคำสาป” เธอพึมพำ เสียงของเธอแหบพร่าจนแทบเป็นเสียงกระซิบ

“ไม่มีเวลามาวิเคราะห์ปรัชญาแล้ว!” เซเลสเทนกระชากแขนเธออีกครั้ง “ทหารพวกนั้นมาถึงทางเข้าแล้ว ฉันได้ยินเสียงเกราะของพวกเขา!”

ตามที่เซเลสเทนว่า เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเป็นระเบียบดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พร้อมกับแสงสว่างจากคบเพลิงที่สาดส่องเข้ามาในความมืดของเรือนกระจกแก้ว แสงนั้นไม่ได้นำพาความอบอุ่นมาให้ แต่มันดูเหมือนแสงจากนรกที่กำลังไล่ล่าเหยื่อ บรอนเวนกวาดสายตาไปรอบๆ ห้องที่ตอนนี้เหลือเพียงความว่างเปล่าและร่องรอยของการทำลายล้าง แท่นหินที่เคยมีแสงสีทองบัดนี้ดูเหมือนอนุสาวรีย์แห่งความล้มเหลว

ทันใดนั้น เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่ขอบประตู แสงจากคบเพลิงเผยให้เห็นชายในชุดคลุมสีน้ำเงินเข้มขลิบทอง ผ้าคลุมของเขาสะบัดไหวตามจังหวะการเดินที่มั่นคง ในมือของเขาไม่ได้ถือคบเพลิง แต่ถือดาบยาวที่ปลายดาบนั้นสะท้อนแสงวาววับอย่างน่ากลัว เขาก้าวเข้ามาในเขตแสงสว่างด้วยท่าทีที่สงบนิ่งจนผิดปกติ ราวกับว่าความโกลาหลเมื่อครู่เป็นเพียงฉากละครที่เขาเฝ้ามองอยู่ห่างๆ

“ผู้บุกรุก...” เสียงของเขาเรียบเฉย ทว่าทรงอำนาจจนบรรยากาศรอบข้างดูเหมือนจะหนักอึ้งขึ้น “พวกเจ้ากำลังเล่นกับสิ่งที่เกินกว่าสติปัญญาของมนุษย์จะรับไหว”

“พวกเราไม่ได้เล่น!” เซเลสเทนตะโกนสวนกลับ ใบหน้าของเธอแดงก่ำด้วยความโกรธและกลัว “พวกคุณต่างหากที่กำลังทำลายความจริง! แสงพวกนั้น... มันถูกกลืนกินไปแล้ว คุณเห็นไหมว่าเกิดอะไรขึ้น!”

ชายชุดน้ำเงินไม่ตอบ เขาเพียงแต่ลดดาบลงเล็กน้อย แต่สายตาที่มองผ่านเงามืดนั้นกลับจดจ้องไปที่หนังสือปกดำที่วางอยู่บนพื้นตรงหน้าบรอนเวน “นั่นไม่ใช่สิ่งที่เจ้าควรจะแตะต้อง บรรณารักษ์... มันคือบันทึกแห่งจุดจบ (The End-Script)”

บรอนเวนรู้สึกถึงแรงดึงดูดประหลาดจากหนังสือเล่มนั้น มือของเธอขยับไปเองโดยที่สมองยังไม่ทันสั่งการ เธอคว้าหนังสือปกดำนั้นขึ้นมา ความเย็นจากหนังของมันซึมลึกเข้าสู่ผิวหนัง ราวกับมันกำลังพยายามจะเชื่อมต่อกับเส้นเลือดของเธอ ทันทีที่เธอสัมผัสมัน ตัวอักษรสีแดงบนหน้ากระดาษก็เริ่มขยับอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้เขียนชื่อเธอ แต่มันกำลังขยับเป็นรูปแผนที่... แผนที่ของเมืองเอลเดอร์เมียร์ที่กำลังถูกเส้นสีดำลากผ่าน ราวกับมีเชื้อร้ายกำลังแพร่กระจายไปตามถนนและตรอกซอกซอย

“มันกำลังบอกทาง...” บรอนเวนพึมพำ ดวงตาของเธอเบิกกว้าง “มันไม่ได้ทำนายอนาคต แต่มันกำลังบอกว่า ‘ความพินาศ’ กำลังเดินทางไปที่ไหน!”

“บรอนเวน อย่า!” เอเลียสตะโกนขึ้นจากมุมมืด เขาพุ่งตัวออกมาจากเงาเสาหิน ใบหน้าของเขาซีดเผือดและเต็มไปด้วยความกังวล “วางมันลง! หนังสือเล่มนั้นคือสิ่งที่ราชสำนักพยายามจะปิดตายมาตลอดหลายทศวรรษ!”

“ถ้าฉันวางมันลง เราก็จะไม่มีวันรู้เลยว่าพวกคุณกำลังทำอะไรกับเมืองนี้!” บรอนเวนโต้กลับ ความกลัวถูกเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นที่เย็นเยียบ เธอจ้องมองชายชุดน้ำเงิน “คุณเป็นใครกันแน่? เป็นเจ้าหน้าที่ราชสำนัก หรือเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่กลืนกินแสงนั่น?”

ชายชุดน้ำเงินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเดินเข้ามาหาเธออย่างช้าๆ “ข้าคือผู้รักษาความเงียบ (The Keeper of Silence) หน้าที่ของข้าคือการทำให้แน่ใจว่าบทบันทึกที่ผิดพลาดจะถูกลบเลือนไปจากประวัติศาสตร์... รวมถึงพวกเจ้าด้วย”

เขายกดาบขึ้น แสงจากใบดาบสะท้อนเข้าตาบรอนเวนจนพร่ามัว เซเลสเทนพุ่งเข้าขวางหน้าบรอนเวนไว้พร้อมกับชูผลึกแก้วขึ้น แสงสลัวๆ จากผลึกเริ่มสั่นระริกพยายามจะสร้างเกราะป้องกัน แต่บรอนเวนรู้ดีว่ามันเทียบไม่ได้เลยกับอำนาจที่ชายผู้นี้แผ่ออกมา

“วิ่ง!” เอเลียสตะโกน เขาคว้าตะเกียงและขว้างใส่เท้าของชายชุดน้ำเงินเพื่อสร้างความสับสน แสงไฟวูบวาบและควันจากตะเกียงที่แตกกระจายช่วยพรางตาได้เพียงชั่วครู่

บรอนเวนไม่รอช้า เธอรวบหนังสือปกดำเข้าหาอก กระชับมันไว้แน่นราวกับมันเป็นสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ในโลกที่กำลังล่มสลาย เธอและเซเลสเทนออกตัววิ่งไปทางประตูแก้วที่ยังคงมีรอยร้าวจากการระเบิดเมื่อครู่ เสียงฝีเท้าของทหารยามคนอื่นๆ เริ่มดังขึ้นตามมาติดๆ ราวกับฝูงหมาป่าที่ได้กลิ่นเลือด

“ทางนี้! ไปทางช่องระบายอากาศด้านหลัง!” เซเลสเทนตะโกนนำทางขณะที่พวกเขาวิ่งฝ่าเศษแก้วที่แตกกระจายอยู่บนพื้น ความเจ็บปวดจากการถูกเศษแก้วบาดที่ฝ่าเท้าทำให้บรอนเวนแทบจะเสียหลัก แต่ความรู้สึกหนักอึ้งของหนังสือในอ้อมแขนเป็นแรงผลักดันให้เธอต้องไปต่อ

ขณะที่พวกเขากำลังจะมุดผ่านช่องแคบๆ เพื่อหนีออกจากเรือนกระจก บรอนเวนเหลือบมองกลับไปทางด้านหลังเป็นครั้งสุดท้าย เธอเห็นชายชุดน้ำเงินยืนอยู่นิ่งๆ ท่ามกลางความวุ่นวาย เขาไม่ได้วิ่งตามมา แต่เขากำลังยืนจ้องมองเธอด้วยสายตาที่ว่างเปล่า... และในวินาทีนั้นเอง บรอนเวนก็สังเกตเห็นว่าที่ใต้เท้าของเขา ไม่มีเงาของเขาปรากฏอยู่เลยแม้แต่น้อย

ความหวาดกลัวที่แท้จริงไม่ได้มาจากดาบหรือทหารยาม แต่มันมาจากความจริงที่ว่า โลกที่เธอรู้จักกำลังถูกเขียนขึ้นใหม่ด้วยหมึกสีเลือด และเธอ... คือผู้ที่ถือปากกาด้ามนั้นไว้ในมือ

--- บรอนเวนและเซเลสเทนเผชิญหน้ากับ 'ผู้รักษาความเงียบ' หลังจากการกลืนกินแสงสีทองในเรือนกระจกแก้ว บรอนเวนตัดสินใจคว้าหนังสือปกดำปริศนาที่บันทึกแผนที่แห่งความพินาศไว้ และต้องหนีการไล่ล่าท่ามกลางความสงสัยว่าชายผู้นั้นอาจไม่ใช่คนธรรมดา