ตอนที่ 11 — รอยด่างที่เคลื่อนไหวบนแผ่นกระดาษ
แสงจากผลึกแก้วส่องสว่างวาบขึ้นในห้องทำงานใต้ดินของคฤหาสน์ร้าง บรอนเวนขยับนิ้วปรับมุมของโคมแก้วให้กระทบกับหน้ากระดาษหนังแกะที่วางอยู่ตรงหน้า เธอจ้องมองรอยด่างสีน้ำตาลไหม้ที่พาดผ่านย่อหน้าสำคัญของหนังสือโบราณเล่มนี้ รอยด่างนั้นดูคล้ายคราบน้ำหมึกที่หกใส่ แต่ความหนืดและความลึกของมันดูผิดแปลกไปจากหมึกทั่วไปที่ใช้ในเอลเดอร์เมียร์
“ถ้าคุณยังจ้องมันแบบนั้น มันคงไม่เปลี่ยนสีเป็นสีทองเพื่อให้คุณเขียนง่ายขึ้นหรอกนะ บรอนเวน” เสียงถอนหายใจดังมาจากมุมห้อง เอเลียสยืนกอดอกอยู่ข้างชั้นหนังสือที่เต็มไปด้วยฝุ่น เขาขยับแว่นสายตาพลางมองดูความไม่เป็นระเบียบของอุปกรณ์คัดลอกที่วางเกลื่อนกลาด
“ฉันไม่ได้รอให้มันเปลี่ยนสี ฉันกำลังรอให้มันหยุดสั่น” บรอนเวนตอบโดยไม่หันไปมอง เธอใช้ปลายนิ้วแตะที่ขอบผลึกแก้วเบาๆ เพื่อรักษาระดับความเข้มของแสง “เอเลียส คุณเคยเห็นรอยด่างที่ดูเหมือนมีชีพจรไหม? มันไม่ใช่แค่ความผิดพลาดของเนื้อกระดาษ แต่มันเหมือน... ของเหลวที่พยายามจะรวมตัวกันเป็นรูปร่าง”
“มันก็แค่เชื้อราหรือความชื้นจากผนังคฤหาสน์เก่าๆ” เอเลียสเดินเข้ามาใกล้ กลิ่นกระดาษเก่าและฝุ่นฟุ้งกระจายในอากาศ “เรามีเวลาไม่มาก ตำราที่บิดเบือนคำทำนายเรื่องราชินีผู้จะมาจุติเพื่อนำความสมดุลมาสู่โลกนั่นคือหลักฐานสำคัญที่ราชสำนักต้องการ หากเราคัดลอกต้นฉบับนี้ไม่ได้ เราก็ไม่มีอะไรไปยืนยันกับสภาอาลักษณ์”
“เซเลสเทนบอกว่าผลึกแก้วในห้องนี้มีค่าความบริสุทธิ์ต่ำ แต่มันก็ยังพอจะใช้ได้” บรอนเวนตัดบท เธอหยิบปากกาขนนกที่ชุบด้วยผงแสงขึ้นมา เตรียมพร้อมสำหรับการคัดลอก “ช่วยจับผลึกแก้วฝั่งซ้ายให้คงที่ที ฉันต้องการความแม่นยำระดับไมครอน”
เซเลสเทนโผล่หน้าออกมาจากหลังกองตำรา เธอพูดรัวเร็วราวกับนกกระจิบ “ระวังนะ! ค่าความเข้มของแสงในห้องนี้มันแกว่งมาก ฉันลองเช็คดูแล้ว ผลึกแก้วมันตอบสนองต่อรอยด่างนั่นแปลกๆ มันเหมือนจะดูดซับพลังงานแสงเข้าไปมากกว่าจะสะท้อนออกมา บรอนเวน ถ้าคุณคัดลอกผิดจังหวะ แสงอาจจะย้อนกลับมาเผาหน้ากระดาษได้เลยนะ!”
บรอนเวนไม่ฟังคำเตือน เธอเริ่มลากปากกาขนนกลงบนแผ่นกระดาษเปล่าที่วางคู่กับต้นฉบับ แสงจากผลึกแก้วถูกบีบอัดผ่านเลนส์ใสเพื่อถ่ายโอนตัวอักษรจากหน้าเก่าสู่หน้าใหม่ กระบวนการ 'อาลักษณ์แสง' เริ่มต้นขึ้นอย่างช้าๆ ตัวอักษรแต่ละตัวค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนกระดาษใหม่ด้วยความสว่างนวลตา
ทว่า เมื่อแสงเดินทางผ่านรอยด่างบนต้นฉบับ สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่ใช่การคัดลอกตัวอักษร
“เกิดอะไรขึ้น?” เอเลียสขยับเข้ามาประชิดโต๊ะ “ทำไมกระดาษใหม่ถึงไม่เป็นสีหมึก?”
บรอนเวนชะงักมือ “มัน... มันโปร่งใส”
เธอจ้องมองแผ่นกระดาษที่ควรจะมีตัวอักษรสีทอง แต่กลับกลายเป็นแผ่นใสกริบเหมือนกระจกบางๆ และที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าคือรอยด่างที่เคยหยุดนิ่งบนต้นฉบับ บัดนี้มันได้เคลื่อนย้ายมาปรากฏบนแผ่นกระดาษที่เพิ่งคัดลอกเสร็จ รอยด่างสีน้ำตาลเข้มนั้นไม่ได้เป็นเพียงคราบ แต่มันกำลังหมุนวนและขยายตัวเหมือนกลุ่มเมฆหมอกในน้ำ
“เซเลสเทน! เช็คค่าความเข้มแสงเดี๋ยวนี้!” บรอนเวนสั่ง
“ฉันทำอยู่! แต่มันไม่มีค่าอะไรให้เช็คเลย!” เซเลสเทนอุทานพลางรัวนิ้วลงบนเครื่องวัดแสง “ค่าพลังงานมันเป็นศูนย์... ไม่ใช่สิ มันไม่ได้เป็นศูนย์ แต่มันกำลัง 'ไหล' เข้าไปในรอยด่างนั่น! มันเหมือนรอยด่างกำลังกินแสงเข้าไป!”
บรอนเวนตัดสินใจขยับโคมแก้วให้เข้าใกล้รอยด่างบนกระดาษโปร่งใสนั้นมากขึ้น เธอสังเกตเห็นบางอย่างที่ทำให้ลมหายใจสะดุด รอยด่างที่กำลังหมุนวนไม่ได้เคลื่อนที่อย่างสะเปะสะปะ แต่มันกำลังก่อตัวเป็นรูปทรงที่ซับซ้อน
เธอเห็นภาพเล็กๆ ที่ซ้อนทับอยู่ในความโปร่งใสของกระดาษ
“นั่นมัน...” บรอนเวนพึมพำ
“เห็นอะไร?” เอเลียสถามด้วยเสียงเคร่งเครียด
“ภาพเหตุการณ์เมื่อห้านาทีที่แล้ว” บรอนเวนชี้ไปที่รอยด่าง “ดูตรงนี้สิ ตอนที่คุณถอนหายใจและขยับแว่น... รอยด่างนั่นแสดงภาพคุณกำลังทำแบบนั้นเป๊ะๆ มันไม่ใช่แค่ภาพวาด แต่มันคือการเล่นซ้ำของเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น”
ภาพในรอยด่างเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเหมือนเงาที่ถูกบีบอัด บรอนเวนเห็นตัวเองกำลังขยับปากกา เห็นเซเลสเทนที่กำลังกังวล และเห็นเอเลียสที่กำลังยืนคุมเชิง ทุกอย่างเกิดขึ้นซ้ำในวงจรเล็กๆ ภายในหยดหมึกที่เคลื่อนไหวได้นั้น
“มันไม่ใช่การคัดลอก” บรอนเวนเอ่ยเสียงเรียบแต่หนักแน่น ดวงตาของเธอจ้องลึกเข้าไปในความผิดปกติ “หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นโดยอาลักษณ์คนไหนในเอลเดอร์เมียร์ แต่มันกำลัง 'บันทึก' สิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวมันเองโดยอัตโนมัติ”
“คุณหมายความว่ายังไง?” เอเลียสถาม “ถ้ามันบันทึกเหตุการณ์เอง แล้วมันจะรู้ได้อย่างไรว่าต้องบันทึกอะไร? และมันบันทึกไว้เพื่อใคร?”
บรอนเวนถอยห่างจากโต๊ะ เธอวางปากกาลงด้วยมือที่มั่นคง แม้ในใจจะเริ่มสั่นคลอน “มันไม่ได้บันทึกตามคำสั่ง แต่มันบันทึกตามสิ่งที่มัน 'เห็น' รอยด่างพวกนี้คือกล้องบันทึกภาพที่เขียนด้วยเวทมนตร์ที่ไม่ได้อยู่ในตำราเล่มไหนที่เราเคยรู้จัก”
เธอหันไปมองเอเลียสและเซเลสเทน แสงจากผลึกแก้วเริ่มหม่นลงเมื่อรอยด่างบนกระดาษโปร่งใสเริ่มดูดซับแสงจนหมด
“เราไม่ได้แค่กำลังตามหาหนังสือที่บิดเบือนคำทำนาย” บรอนเวนกล่าวสรุป “เรากำลังตามหาต้นกำเนิดของสิ่งที่สามารถลอบบันทึกทุกความเคลื่อนไหวในเอลเดอร์เมียร์ได้... และถ้ามันบันทึกสิ่งที่เราทำได้ มันก็อาจจะบันทึกสิ่งที่ราชสำนักกำลังซ่อนไว้ทั้งหมดเช่นกัน”
บรอนเวนก้มลงมองรอยด่างที่เริ่มนิ่งสนิทอีกครั้ง แต่คราวนี้เธอรู้แล้วว่ามันไม่ใช่ความตายของภาพ แต่มันคือการรอคอยที่จะบันทึกครั้งต่อไป
“ฉันจะหาให้ได้ว่าใคร หรือ 'อะไร' ที่เป็นคนสร้างเครื่องบันทึกนี้ขึ้นมา” บรอนเวนประกาศ “และเราต้องทำก่อนที่มันจะบันทึกว่าเรากำลังวางแผนจะทำอะไรกับมัน”
--- บรอนเวนพยายามคัดลอกหนังสือโบราณแต่พบว่ากระดาษที่คัดลอกออกมากลับโปร่งใสและมีรอยด่างที่สามารถฉายภาพเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นซ้ำได้ เธอจึงตระหนักว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือที่ถูกเขียนขึ้น แต่เป็นเครื่องมือบันทึกเหตุการณ์อัตโนมัติ