← สารบัญตอน

มนตราหมึกมรกต

ตอนที่ 129ฟรี

ตอนที่ 129 — รอยขูดขีดที่หายไปในหน้ากระดาษหนังแกะ

เสียงลมพัดหวีดหวิวผ่านซอกหินของที่ราบสูงคีรีครามดังแทรกเข้ามาในห้องสมุดใต้ดิน อคิราห์วางนิ้วลงบนขอบโต๊ะไม้โอ๊กที่สั่นไหวตามจังหวะการเคลื่อนที่ของเมฆหมอกภายนอก แสงจากตะเกียงน้ำมันหมึกเวทมนตร์วูบไหวสะท้อนลงบนแผ่นบันทึกหนังแกะโบราณที่เขากำลังคลี่ออกอย่างระมัดระวัง เขาต้องขยับแว่นสายตาและขยี้ตาแรงๆ เพราะตัวอักษรในบันทึกของนักปราชญ์โบราณเหล่านี้ดูเหมือนจะเต้นระบำหลบเลี่ยงสายตาของเขาไปมา

“มันต้องมีอะไรมากกว่านี้” อคิราห์พึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาสั่นเล็กน้อยขณะที่เขาลากนิ้วผ่านบรรทัดที่กล่าวถึง ‘ต้นน้ำแห่งหมึกบรรพกาล’ เขาไม่ได้มองหาเพียงแค่ชื่อสถานที่ แต่เขากำลังมองหาโครงสร้างลายเส้นที่สามารถระบุพิกัดทางเวทมนตร์ได้ หากคำกล่าวที่ว่าหมึกทุกหยดไหลมาจากแหล่งกำเนิดเดียวเป็นความจริง โรคหมึกละลายที่กำลังกัดกินผู้คนอาจไม่ใช่คำสาป แต่เป็นเพียงผลกระทบจากการที่ต้นน้ำถูกตัดขาด

“คุณกำลังมองหาความเพ้อฝันของพวกนักปราชญ์ที่ตายไปแล้วนะ อคิราห์” เสียงห้วนสั้นของเซราฟิน่าดังขึ้นจากเงามืดด้านหลังประตูไม้ อคิราห์สะดุ้งจนเกือบทำตะเกียงหก เขาหันไปมองหญิงสาวที่ก้าวออกมาจากความมืด ใบหน้าของเธอเคร่งเครียดและดวงตาเต็มไปด้วยความระแวงตามฉบับของเธอ แต่สิ่งที่ทำให้เขาใจหายคือรอยเปื้อนสีดำที่ลามออกมาจากอักขระบนข้อมือของเธอ มันดูเหมือนหมึกที่ถูกหยดลงบนผ้าเปียกและค่อยๆ ซึมกระจายออกไปอย่างควบคุมไม่ได้

“เซราฟิน่า... คุณมาที่นี่ได้อย่างไร?” อคิราห์ถาม พลางรีบจัดระเบียบแผ่นบันทึกเพื่อไม่ให้ใครเห็นสิ่งที่เขาค้นพบ

“ไมโลพาฉันมา” เธอตอบสั้นๆ พลางเดินเข้ามาใกล้โต๊ะ “เขาบอกว่าคุณกำลังจะบ้าไปกับตำนานพวกนี้ แต่ฉันเห็นรอยเปื้อนบนแขนฉันเพิ่มขึ้นทุกนาที ถ้าคุณไม่บอกว่าไอ้ ‘ต้นน้ำ’ อะไรนั่นมันช่วยหยุดโรคนี้ได้ ฉันจะเผาห้องสมุดนี้ทิ้งซะ”

อคิราห์สูดหายใจลึก พยายามรักษาความนิ่งเฉย “มันไม่ใช่แค่ตำนาน เซราฟิน่า บันทึกเล่มนี้บอกว่าหมึกบรรพกาลคือสสารตั้งต้นที่ทำให้ลายเส้นคงความคงทน แต่ปัญหาคือ... ข้อความส่วนที่สำคัญที่สุดมันอ่านไม่รู้เรื่อง” เขาชี้ไปยังย่อหน้าที่กล่าวถึงการไหลเวียนของพลังงาน “มันเขียนว่า ‘เมื่อแสงสีเงินส่องสว่างเหนือยอดเขา หมึกจะไหลคืนสู่ดิน’ แต่มันกำกวมเกินไป มันอาจหมายถึงปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ หรืออาจจะเป็นแค่กวีนิพนธ์ไร้สาระ”

“แต่มันมีบางอย่างผิดปกติ” ไมโล เด็กหนุ่มท่าทางซื่อๆ ที่เดินตามหลังเซราฟิน่าโผล่หน้าเข้ามาใกล้ “คุณอคิราห์ครับ ทำไมหน้ากระดาษตรงนี้มันดู... เรียบเกินไปล่ะครับ? เหมือนกับว่ามีใครเอาอะไรมาถูออกจนเนื้อหนังของมันบางลง”

อคิราห์ชะงัก เขาขยับตะเกียงให้เข้าใกล้จุดที่ไมโลชี้ แสงไฟสาดส่องลงบนผิวหนังแกะที่ดูเหมือนจะสมบูรณ์แบบในตอนแรก แต่เมื่อเขาลองใช้ปลายนิ้วลูบไล้ไปตามรอยต่อของตัวอักษร เขาก็สัมผัสได้ถึงความขรุขระที่ผิดธรรมชาติ มันไม่ใช่รอยเปื้อนจากโรคหมึกละลาย แต่มันคือรอยขูดขีดที่ตั้งใจทำเพื่อลบเลือนบางสิ่งออกไปอย่างประณีต

“พวกเขาลบมันออก” อคิราห์กระซิบ เสียงของเขาเย็นเยียบ “ไม่ใช่การจางหายตามกาลเวลา แต่เป็นการจารึกซ้อนทับเพื่อทำลายหลักฐาน”

เขาเริ่มพลิกแผ่นบันทึกอย่างรวดเร็วขึ้น ไล่ตามรอยถลอกที่ซ่อนอยู่ใต้เงาของตัวอักษรอื่น เขาพบว่ามีการใช้หมึกสีจางทับลงบนรอยลบนั้นเพื่อหลอกตา หากมองผ่านๆ มันจะดูเหมือนหน้ากระดาษที่ว่างเปล่าจากการชำรุด แต่หากมองผ่านมุมเฉียงของแสงตะเกียง รอยขีดข่วนที่ถูกลบทิ้งจะปรากฏขึ้นเป็นแผนผังลายเส้นที่ซับซ้อน

“นี่มัน... แผนที่?” ไมโลอุทานเบาๆ

“ไม่ใช่แค่แผนที่ แต่มันคือลำดับการจารึก” อคิราห์แก้ พลางใช้มือสั่นๆ ลากตามเส้นที่ถูกลบ “ดูนี่สิ เซราฟิน่า ตรงนี้คือจุดที่อักขระหลักถูกตัดขาด และตรงนี้... คือเส้นทางที่เชื่อมไปสู่สิ่งที่สภาจารึกศักดิ์สิทธิ์เรียกว่าเขตต้องห้าม”

“สภาจารึกจะไม่มีวันปล่อยให้ใครรู้เรื่องนี้” เซราฟิน่าขู่ เสียงของเธอเต็มไปด้วยความตึงเครียด “ถ้าอาวุโสคัลลันรู้ว่าคุณกำลังขุดคุ้ยเรื่องที่พวกเขาพยายามฝังไว้ใต้ดินมานานนับศตวรรษ เขาจะไม่แค่ส่งทหารมาจับคุณ แต่เขาจะสั่งเผาเราทุกคนเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของอักขระ”

อคิราห์ไม่ฟังคำเตือนนั้น เขากำลังจดจ่ออยู่กับรอยจารึกที่ถูกลบ แผนผังนี้ไม่ได้บอกแค่ทางไป แต่มีข้อความสั้นๆ ที่ถูกขูดทิ้งไว้จนเกือบหมด แต่เขายังพออ่านออกว่า ‘...คำทำนายแห่งดวงดาวสีเงิน... ผู้ปลดพันธนาการแห่งอักขระ...’

“ทำไมต้องลบ?” ไมโลถามด้วยความสงสัย “ถ้ามันเป็นเรื่องจริง ทำไมพวกเขาไม่ใช้มันรักษาคน?”

“เพราะถ้าความจริงถูกเปิดเผย อำนาจในการควบคุมหมึกเวทมนตร์ของสภาจะจบสิ้นลง” อคิราห์ตอบ ดวงตาของเขาเป็นประกายด้วยความตื่นตระหนกที่ปนไปด้วยความหวัง “ถ้าหมึกไม่ได้เป็นสมบัติของสภา แต่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่ทุกคนเข้าถึงได้... สภาจารึกศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่มีความหมายอีกต่อไป”

ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของทหารลาดตระเวนดังขึ้นที่ทางเดินด้านนอกห้องสมุด เสียงโลหะกระทบกันและเสียงตะโกนสั่งการทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดฉับพลัน

“พวกเขามาแล้ว!” เซราฟิน่าคว้าดาบสั้นที่ข้างเอว “อคิราห์ เก็บของ แล้วไปที่ทางออกลับเดี๋ยวนี้!”

อคิราห์รีบม้วนบันทึกหนังแกะเข้ากับถุงหนังอย่างลนลาน แต่สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่จุดสุดท้ายของรอยลบที่เขาเพิ่งถอดรหัสได้ มันไม่ใช่แค่แผนที่ไปสู่ต้นน้ำ แต่มันคือคำสั่งการจารึกที่ต้องใช้ ‘หมึกสีเงิน’ ซึ่งเป็นหมึกชนิดเดียวที่ไม่มีวันละลาย

“เราไม่ได้แค่กำลังตามหาแหล่งน้ำ” อคิราห์พูดขณะที่เขากระชับถุงบันทึก “แต่เรากำลังตามหาอาวุธที่จะสลายอำนาจของพวกเขา”

เขามองไปที่ประตูที่กำลังจะถูกพังเข้ามา แสงไฟจากคบเพลิงของทหารเริ่มลอดผ่านช่องประตูเข้ามาในห้อง อคิราห์รู้ดีว่าจากนี้ไป ชีวิตที่สงบเงียบของเขาในห้องสมุดได้จบสิ้นลงแล้ว และเป้าหมายต่อไปของเขาคือหุบเขาหมอกนิรันดร์ ที่ซึ่งรอยจารึกที่ถูกลบเลือนกำลังเรียกหาเขา

--- อคิราห์ค้นพบว่าบันทึกโบราณเกี่ยวกับต้นน้ำแห่งหมึกบรรพกาลถูกจงใจลบข้อมูลสำคัญทิ้งเพื่อปกปิดความลับของสภาจารึกศักดิ์สิทธิ์ เขาและกลุ่มเพื่อนต้องหลบหนีการตามล่าเพื่อมุ่งหน้าไปยังหุบเขาหมอกนิรันดร์ตามเบาะแสที่เหลืออยู่