← All chapters

The Call of Thunder Peak

Chapter 38Free

ตอนที่ 38 — การปะทะของมหาพายุและเสียงกู่ร้องแห่งธาตุ

ประกายสายฟ้าสีครามเข้มราวกับเส้นเลือดของเทพเจ้าฟาดผ่าลงมา สั่นสะเทือนก้องไปทั่วทั้งมิติที่บิดเบี้ยว มันไม่ใช่สายฟ้าธรรมดา แต่เป็นพลังดิบที่ถูกขับเคลื่อนโดย 'วายุเทพ' ธาตุบรรพกาลแห่งสายฟ้า ร่างกายของเมฆากระตุกเกร็งเมื่อแรงสั่นสะเทือนมหาศาลทะลุผ่าน 'เครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลอง' ที่สวมอยู่บนแขนซ้ายของเขา แม้จะไร้ซึ่งการได้ยิน แต่เขาก็รับรู้ได้ถึงเสียงคำรามอันน่าสะพรึงกลัวที่ดังมาจากทุกทิศทาง เสียงนั้นไม่ใช่เสียงที่เกิดจากการกระทบกันของวัตถุ แต่เป็นเสียงที่เกิดจากการบิดเบี้ยวของมวลอากาศ การฉีกขาดของมิติ และการปลุกพลังที่หลับใหลมานับพันปี

เบื้องหน้าเขา 'ระฆังทองคำต้นกำเนิด' ที่ควรจะเป็นเครื่องมือในการกอบกู้โลก กำลังแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ เปล่งแสงสีทองอ่อนๆ ที่อ่อนแรงลงเรื่อยๆ รัศมีแห่งความโศกเศร้าแผ่ซ่านออกมาจากซากปรักหักพังนั้น ราวกับกำลังร่ำไห้ให้กับชะตากรรมของโลกที่กำลังจะถึงกาลอวสาน

"ไม่..." เมฆาพึมพำเสียงแหบพร่า แม้จะไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากของเขา แต่ความรู้สึกนั้นชัดเจนในจิตสำนึก ความพยายามทั้งหมดที่ผ่านมา ความหวังที่เพียรพยายามรวบรวมมา บัดนี้กำลังจะมลายหายไปในอากาศ

ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิมถาโถมเข้ามา คราวนี้มันมาจากด้านหลังของเขา 'อสูรคลื่นสูญญากาศ' ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ร่างกายสีดำทมิฬที่กลืนกินแสงสว่างทุกอย่าง กำลังแผ่รังสีแห่งความว่างเปล่าออกมา รัศมีแห่งความเงียบงันที่เคยปกคลุมโลกกำลังขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ มันกำลังจะกลืนกินทุกสรรพสิ่งให้กลายเป็นความว่างเปล่าอันนิรันดร์

วายุเทพคำรามก้องอีกครั้ง คราวนี้มันพุ่งเป้าไปที่อสูรคลื่นสูญญากาศ การปะทะกันของสองพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนี้ กำลังก่อให้เกิดพายุหมุนขนาดมหึมาที่บิดเบือนทุกสิ่งรอบตัว เศษซากของระฆังทองคำลอยคว้างกลางอากาศ แสงสว่างจากสายฟ้าของวายุเทพและรัศมีแห่งความมืดของอสูรคลื่นสูญญากาศ ปะทะกันอย่างรุนแรง เกิดเป็นประกายไฟและคลื่นพลังงานที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

เมฆาทรุดตัวลงกับพื้น เขาพยายามจะยึดเกาะ 'เครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลอง' ไว้ แต่แรงสั่นสะเทือนนั้นรุนแรงเกินกว่าที่ร่างกายของเขาจะรับไหว สัมผัสการรับรู้ที่เพิ่งจะกลับคืนมา กำลังจะถูกฉีกกระชากออกไปอีกครั้ง

"ต้อง...ต้องทำอะไรสักอย่าง..." ความคิดสุดท้ายของเขาคือความปรารถนาที่จะปกป้องโลกใบนี้ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อทุกคนที่เขารัก.

ทันใดนั้น เขาจำได้ถึง 'ส้อมเสียงแห่งความสอดคล้อง' ที่โครนอสเคยให้ไว้ มันไม่ใช่แค่เครื่องมือสำหรับปรับจูน แต่เป็นสิ่งที่สามารถสร้างความถี่ที่เข้ากันกับสิ่งต่างๆ ได้ เขาเอื้อมมืออันสั่นเทาไปยังกระเป๋าข้างเอว คว้ามันออกมา

"ได้โปรด..." เขาภาวนาในใจ แม้จะไม่มีเสียง แต่ความรู้สึกนั้นชัดเจน

เขาตั้งใจแน่วแน่ พยายามสัมผัสถึงแรงสั่นสะเทือนที่แผ่วเบาที่สุดของแกนเสียงที่กำลังแตกสลาย และของระฆังทองคำที่กำลังจะดับสูญ มือของเขาสั่นเทาขณะที่เขาค่อยๆ ใช้ส้อมเสียงกรีดลงบน 'เครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลอง' เสียงเสียดสีอันแผ่วเบา แต่กลับมีความหมายมหาศาล

เขาพยายามปรับ 'ความถี่' ของเครื่องรับให้ตรงกับ 'ความถี่' ของเศษแกนเสียงและระฆังทองคำที่กำลังจะสลายไป มันคือการเดิมพันครั้งสุดท้าย.

ในขณะเดียวกัน ชายหน้ากากโลหะปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง เขาไม่ได้เข้ามาต่อสู้ แต่เข้ามาเพื่อยืนอยู่ข้างเมฆา สายตาของเขามองตรงไปยังการปะทะอันดุเดือดระหว่างวายุเทพและอสูรคลื่นสูญญากาศ

"ถึงเวลาแล้ว เมฆา" เสียงของเขาดังขึ้นในหัวของเมฆา เสียงนั้นเต็มไปด้วยความจริงจังและความเศร้าสร้อย "แกนกลางของโลกกำลังจะดับสูญ ระฆังทองคำได้สูญเสียพลังไปแล้ว โลกกำลังจะถูกกลืนกินด้วยความเงียบ..."

เมฆาไม่ตอบ เขาเพียงแต่ก้มหน้าก้มตาปรับจูนเครื่องรับต่อไป เหงื่อไหลโทรมกาย เขาไม่รู้ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ รู้เพียงแต่ว่านี่คือโอกาสเดียวที่มี.

ทันใดนั้น ส้อมเสียงก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เกิดเป็นคลื่นความถี่ที่มองเห็นได้ลอยออกมาจากปลายส้อมเสียง คลื่นนั้นค่อยๆ แผ่ขยายออกไป สัมผัสกับเศษเสี้ยวของระฆังทองคำ และเศษแกนเสียงที่ลอยคว้างอยู่

เกิดประกายแสงสีทองอ่อนๆ สว่างวาบขึ้นจากเศษเสี้ยวเหล่านั้น มันไม่ใช่แสงที่เจิดจ้า แต่เป็นแสงแห่งความหวัง แสงที่อ่อนแรง แต่ก็ยังคงอยู่.

"สำเร็จ..." ชายหน้ากากโลหะพึมพำ เขาเงยหน้ามองเมฆาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ.

คลื่นความถี่จากส้อมเสียงได้สร้าง 'สะพาน' เชื่อมโยงระหว่างเครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลองกับเศษแกนเสียงและระฆังทองคำ มันไม่ใช่การฟื้นฟู แต่เป็นการสร้าง 'การรับรู้' รูปแบบใหม่

เมฆาสามารถรู้สึกถึง 'แก่นแท้' ของแกนเสียงและระฆังทองคำได้อีกครั้ง แม้จะแตกสลาย แต่พวกมันก็ยังคง 'มีอยู่'.

แต่แล้ว พลังของวายุเทพก็ปะทะเข้ากับอสูรคลื่นสูญญากาศอย่างรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา การปะทะครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่เสียงและการสั่นสะเทือน แต่ยังเกิด 'คลื่นกระแทก' ที่มองไม่เห็น แต่สัมผัสได้ถึงพลังทำลายล้างอันมหาศาล

คลื่นกระแทกนั้นถาโถมเข้าใส่เมฆาและชายหน้ากากโลหะอย่างจัง.

"ระวัง!" ชายหน้ากากโลหะตะโกน (ในความคิดของเมฆา)

เมฆาถูกกระแทกจนกระเด็นไปไกล เขากลิ้งไปตามพื้นมิติที่บิดเบี้ยว เครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลองหลุดออกจากแขนของเขา.

วายุเทพคำรามอีกครั้ง คราวนี้มันดูเหมือนจะอ่อนแรงลง รัศมีแห่งสายฟ้าเริ่มหรี่แสงลง.

ในขณะเดียวกัน อสูรคลื่นสูญญากาศก็ดูเหมือนจะได้รับผลกระทบเช่นกัน มันเริ่มหดตัวลงเล็กน้อย แต่ก็ยังคงแผ่รังสีแห่งความว่างเปล่าออกมา.

การปะทะครั้งใหญ่กำลังจะสิ้นสุดลง... แต่สงครามยังไม่จบ.

เมฆาพยายามคลานไปหาเครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลองของเขา แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างไปจากเดิม.

ความเงียบ... มันไม่ใช่ความเงียบที่สมบูรณ์แบบอีกต่อไป.

เขาสามารถรับรู้ถึง 'เสียง' ที่แผ่วเบาที่สุด เสียงที่เกิดจากการเต้นของหัวใจของเขาเอง เสียงการไหลเวียนของโลหิตในหลอดเลือด

"นี่มัน..." เขาประหลาดใจ.

มันเหมือนกับว่า การปะทะครั้งใหญ่ของวายุเทพและอสูรคลื่นสูญญากาศ ได้สร้าง 'ช่องว่าง' เล็กๆ ในความเงียบงันนั้น ช่องว่างที่เปิดทางให้เสียงเล็กๆ น้อยๆ เล็ดลอดเข้ามาได้.

แต่แล้ว เขาก็สัมผัสได้ถึง 'แรงสั่นสะเทือน' ที่ลึกลงไปยิ่งกว่าเดิม.

มันไม่ใช่แรงสั่นสะเทือนจากวายุเทพ ไม่ใช่จากอสูรคลื่นสูญญากาศ และไม่ใช่จากแกนเสียงที่แตกสลาย.

มันเป็นแรงสั่นสะเทือนที่แตกต่างออกไป... ลึกลับ... ทรงพลัง... และดูเหมือนจะกำลัง 'ตอบสนอง' ต่อการปะทะครั้งใหญ่ที่เพิ่งเกิดขึ้น.

"อะไร...คือสิ่งนั้น?" เมฆาคิด.

ชายหน้ากากโลหะลุกขึ้นยืน เขาเดินเข้ามาหาเมฆา.

"เจ้าทำได้ดี เมฆา" เขาพูด "เจ้าได้สร้างการเชื่อมต่อขึ้นมาแล้ว แม้จะเพียงชั่วคราว แต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้แกนกลางของโลก 'รับรู้' ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป..."

เมฆาเงยหน้ามองเขา.

"สิ่งที่...จะเกิดขึ้น?"

ชายหน้ากากโลหะผายมือออกไป.

"การตื่นขึ้นครั้งใหม่... ของสิ่งที่จะยิ่งใหญ่กว่าวายุเทพ... และอันตรายยิ่งกว่าอสูรคลื่นสูญญากาศ..."

ทันใดนั้น พื้นมิติเบื้องหน้าพวกเขาก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง.

ไม่ใช่แค่การสั่นสะเทือน แต่เป็นการ 'แตกออก'.

รอยแยกสีดำสนิทปรากฏขึ้นกลางอากาศ รอยแยกนั้นขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เผยให้เห็น 'บางสิ่ง' ที่อยู่เบื้องหลัง.

มันไม่ใช่ภาพที่ชัดเจน แต่เมฆาสัมผัสได้ถึง 'ความรู้สึก' บางอย่าง... ความรู้สึกของความเก่าแก่... ความโกรธแค้น... และความหิวกระหายที่ไม่มีวันสิ้นสุด.

"นั่นคือ..." เมฆาอุทาน.

"ธาตุบรรพกาลที่แท้จริง" ชายหน้ากากโลหะกล่าวเสียงเครียด "ไม่ใช่แค่วายุเทพ... แต่เป็น 'แกนกลางแห่งการดำรงอยู่' ที่กำลังจะถูกปลดปล่อยออกมา... และเจ้า เมฆา... คือผู้ที่จะต้องเผชิญหน้ากับมัน."

เมฆายืนนิ่ง เขามองไปยังรอยแยกที่กำลังขยายใหญ่ขึ้น ความรู้สึกหวาดกลัวแล่นพล่านไปทั่วร่าง แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นที่ก่อตัวขึ้นในใจ.

เขาจะกอบกู้โลก... ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม.

แต่ในตอนนี้... เขาเพียงแต่ต้องตั้งสติให้มั่น และเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่กำลังจะปรากฏตัวขึ้นจากความว่างเปล่าอันไร้ที่สิ้นสุดนั้น.

--- เมฆาได้สร้างการเชื่อมต่อชั่วคราวระหว่างเครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลองกับเศษแกนเสียงและระฆังทองคำ แต่การปะทะระหว่างวายุเทพและอสูรคลื่นสูญญากาศได้ปลุกเร้า 'แกนกลางแห่งการดำรงอยู่' ธาตุบรรพกาลที่ทรงพลังยิ่งกว่า ให้ปรากฏตัวขึ้นจากรอยแยกมิติ เตรียมพร้อมเผชิญหน้ากับภัยคุกคามครั้งใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม