← All chapters

The Call of Thunder Peak

Chapter 36Free

ตอนที่ 36 — เสียงกระซิบของแผ่นดินที่ใกล้แตกสลาย

ความเงียบงันแผ่ซ่านราวกับผืนผ้าห่มที่ไร้ซึ่งรูเข็ม ความมืดมิดในมิติที่ซ่อนเร้นนี้ไม่ได้เกิดจากการขาดแสงสว่าง แต่เกิดจากสุญญากาศที่กลืนกินทุกสรรพเสียง ความรู้สึกเดียวที่เมฆายังคงสัมผัสได้คือแรงสั่นสะเทือนบางเบาที่แผ่วมาจากฝ่าเท้าของเขา สัมผัสที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงคลื่นกระซิบแผ่วเบาที่กำลังจะเลือนหายไปกับกระแสธารแห่งความว่างเปล่า

เขาหลับตาลง พยายามเพ่งสมาธิไปยังเศษเสี้ยวของแกนเสียงที่ยังคงสั่นไหวอยู่ในมือ เศษผลึกสีดำที่แตกหักดูราวกับหัวใจที่กำลังจะหยุดเต้น เสียงสะท้อนสุดท้ายจากโลกภายนอกที่เขาเคยรับรู้ บัดนี้ถูกบดบังด้วยเสียงคร่ำครวญอันแผ่วเบาของผืนดินใต้ฝ่าเท้าที่กำลังจะแตกสลาย เสียงนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ ลึกเข้าไปในมิติที่ลึกล้ำกว่าที่จิตใจจะจินตนาการได้ มันไม่ใช่เสียงของแผ่นดินที่ถูกกระทบ หรือเสียงของสายน้ำที่ไหลผ่าน แต่เป็นเสียงของการสั่นสะเทือนที่กำลังจะถึงจุดจบ เสียงของ 'แกนกลางเสียง' อันเป็นหัวใจของโลกที่กำลังจะแตกดับ

ชายหน้ากากโลหะยืนอยู่เบื้องหลังเขา เงาร่างที่ทาบทับลงมาดูราวกับผู้เฝ้ามองชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ “แกนกลางเสียงกำลังจะแตกสลาย” เสียงของเขาดังขึ้นในหัวของเมฆา ไม่ใช่เสียงที่เปล่งออกมา แต่เป็นแรงสั่นสะเทือนที่ส่งตรงเข้าสู่จิตสำนึก “พลังงานโบราณที่ถูกกักเก็บไว้กำลังจะถูกปลดปล่อยออกมา นี่คือจุดสิ้นสุดของการดำรงอยู่ หรืออาจเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งใหม่”

เมฆาหยิบเครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลองขึ้นมา เข็มชี้ของมันสั่นไหวอย่างรุนแรงราวกับกำลังเต้นรำอย่างบ้าคลั่ง แต่ทว่า...มันกลับไม่สามารถจับคลื่นความถี่ที่แท้จริงได้อีกต่อไป สัมผัสที่เขาเคยได้รับจากเศษแก้วของเครื่องมือนี้ บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงความว่างเปล่าที่ไร้ซึ่งความหมาย “ข้า...ข้าไม่สามารถรู้สึกได้” เขาพึมพำออกมา เสียงแหบแห้งที่แทบจะไม่ได้ยิน

“นั่นคือเหตุผลที่เราต้องทำลายมัน” เสียงของชายหน้ากากดังขึ้นอีกครั้ง “ภาคีจังหวะดับสูญต้องการให้โลกหยุดนิ่ง เพื่อให้เกิดความสงบที่แท้จริง พวกเขาเชื่อว่าการดำรงอยู่คือความเจ็บปวด และความเงียบงันคือหนทางสู่นิรันดร”

เมฆาเงยหน้าขึ้นมองชายหน้ากาก ใบหน้าใต้หน้ากากนั้นมองไม่เห็น แต่สัมผัสได้ถึงความเศร้าสร้อยที่แผ่ออกมา “แต่ถ้าโลกหยุดนิ่ง...ทุกสิ่งก็จะตาย”

“ถูกต้อง” ชายหน้ากากตอบ “และหากแกนกลางเสียงแตกสลาย โลกก็จะสั่นสะเทือนจนถึงจุดแตกดับ อสูรคลื่นสูญญากาศจะถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มรูปแบบ และทุกสิ่งจะถูกกลืนกินโดยความว่างเปล่า”

ทันใดนั้นเอง พื้นเบื้องล่างของมิติก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แสงสว่างสีแดงฉานเริ่มสาดส่องออกมาจากรอยแยกบนพื้นดิน กลิ่นกำมะถันฉุนกึกคละคลุ้งไปทั่ว “มันกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว” ชายหน้ากากกล่าว “ข้าสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังงานโบราณที่กำลังถูกปลดปล่อยออกมา”

อสูรคลื่นสูญญากาศ รูปร่างคล้ายเงาดำทะมึนที่ไร้ซึ่งขอบเขต เริ่มปรากฏตัวขึ้นจากรอยแยกนั้น ดวงตาของมันสว่างวาบด้วยแสงสีม่วงดำ มันส่งเสียงกรีดร้องอันน่าสะพรึงกลัวที่แม้แต่เมฆาที่หูดับก็ยังสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่บีบคั้นในอก

“เจ้ารู้ว่าต้องทำอย่างไร” ชายหน้ากากกล่าว พลางยื่นเศษผลึกแกนเสียงชิ้นสุดท้ายให้กับเมฆา “นี่คือชิ้นส่วนสุดท้ายที่เชื่อมโยงแกนกลางเสียงกับโลกภายนอก จงใช้มันเพื่อปรับคลื่นความถี่ของเครื่องรับจำลองของเจ้าให้สอดคล้องกับแกนกลางเสียงที่กำลังจะแตกสลาย”

เมฆารับเศษผลึกแกนเสียงมาอย่างสั่นเทา มันสั่นไหวราวกับมีชีวิตอยู่ในมือของเขา แรงสั่นสะเทือนที่แผ่ออกมานั้นเข้มข้นกว่าที่เขาเคยสัมผัสมาทั้งหมด

“แต่ข้า...ข้าไม่สามารถได้ยินเสียง” เมฆาเอ่ยขึ้นอย่างสิ้นหวัง

“เจ้าไม่จำเป็นต้องได้ยิน” ชายหน้ากากตอบ “สัมผัสก็เพียงพอแล้ว เครื่องรับจำลองของเจ้าจะช่วยแปลแรงสั่นสะเทือนเหล่านั้นให้เป็นภาพในจิตใจของเจ้า จงเชื่อมั่นในสัมผัสของเจ้า”

แสงสีแดงฉานสาดส่องแรงขึ้น รอยแยกบนพื้นดินขยายกว้างออก เผยให้เห็นภาพของโลกที่กำลังถูกฉีกขาด เมฆาเห็นภาพของ ‘ระฆังทองคำต้นกำเนิด’ ลอยคว้างอยู่ท่ามกลางพายุแห่งพลังงานโบราณ มันเปล่งประกายระยิบระยับ ราวกับเป็นดวงดาวที่กำลังจะดับสูญ

“ระฆังทองคำต้นกำเนิด…” เมฆาพึมพำ “นั่นคือสิ่งที่ข้าตามหา”

“ใช่” ชายหน้ากากพยักหน้า “มันคือสิ่งเดียวที่จะช่วยเชื่อมต่อแกนกลางเสียงที่แตกสลายเข้ากับคลื่นความถี่แห่งชีวิตได้อีกครั้ง จงไปคว้ามันมา เมฆา”

อสูรคลื่นสูญญากาศพุ่งเข้าใส่เมฆาอย่างรวดเร็ว แต่ชายหน้ากากก็ใช้พลังที่เหลือทั้งหมดสกัดกั้นมันไว้ “ข้าจะถ่วงเวลาให้เจ้าไปให้เร็วที่สุด!”

เมฆาพยักหน้าให้ชายหน้ากาก ก่อนจะหันกลับไปมองระฆังทองคำ เขาสัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดอันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากมัน เขากระชับเครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลองและเศษแกนเสียงในมือแน่น ก่อนจะตัดสินใจก้าวเข้าสู่ลำแสงแห่งพลังที่ปรากฏขึ้นอีกครั้ง มุ่งหน้าเข้าสู่ใจกลางของมิติที่กำลังจะแตกสลาย เพื่อเผชิญหน้ากับชะตากรรมของเขาและของโลกทั้งใบ

ขณะที่เขากำลังจะหายเข้าไปในลำแสงนั้น เขารู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนครั้งสุดท้ายที่แผ่มาจากชายหน้ากากโลหะ มันเป็นเหมือนคำอำลาและความหวังที่ส่งมาถึง “จงอย่ายอมแพ้ เมฆา! จงปลุกเสียงแห่งชีวิตให้กลับคืนมา!”

แสงสว่างวาบเข้ามากลืนกินทุกสิ่ง เมฆาพบว่าตัวเองกำลังลอยอยู่ท่ามกลางพายุแห่งพลังงานโบราณ แรงสั่นสะเทือนรอบตัวเขานั้นรุนแรงจนแทบจะฉีกร่างเขาออกเป็นชิ้นๆ แต่เขาก็ยังคงมองเห็นระฆังทองคำต้นกำเนิดอยู่เบื้องหน้า มันลอยนิ่งสงบอยู่ท่ามกลางความอลหม่าน ราวกับเป็นศูนย์กลางของจักรวาล

เขาพยายามปรับจูนเครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลองให้เข้ากับแกนเสียงที่กำลังสั่นไหว แต่คลื่นความถี่นั้นแปรปรวนเกินกว่าที่เครื่องมือจะรับได้ มันสลับไปมาระหว่างเสียงที่ดังสนั่นหวั่นไหวและเสียงที่เงียบสงัดจนแทบไม่ได้ยิน

“ข้าต้องทำอย่างไร…” เขาพึมพำ

ทันใดนั้นเอง ภาพของ 'โครนอส' ช่างตีเหล็กแห่งคลื่นความถี่ก็ปรากฏขึ้นในจิตใจของเขา ภาพของส้อมเสียงแห่งความสอดคล้องที่เขาเคยเห็น… “ส้อมเสียง…”

เมฆารู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่แตกต่างออกไป มันไม่ใช่แรงสั่นสะเทือนจากภายนอก แต่เป็นเสียงกระซิบจากภายในจิตใจของเขาเอง เสียงที่มาจากเศษเสี้ยวแกนเสียงในมือ เสียงที่สะท้อนจากระฆังทองคำต้นกำเนิด

เขาหลับตาลงอีกครั้ง นึกถึงส้อมเสียงแห่งความสอดคล้อง เขาพยายามใช้สัมผัสที่เหลืออยู่ สัมผัสถึงแรงสั่นสะเทือนที่เชื่อมโยงระหว่างแกนเสียงในมือ ระฆังทองคำ และเครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลอง

จังหวะหนึ่ง…สองจังหวะ…สามจังหวะ… เขาปรับคลื่นความถี่ของเครื่องรับจำลองอย่างช้าๆ ตามจังหวะที่สัมผัสได้ ความรู้สึกของการเชื่อมต่อเริ่มก่อตัวขึ้น… ราวกับเข็มทิศที่กำลังหาทิศทางที่ถูกต้อง

ทันใดนั้นเอง เขาก็รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง พลังงานโบราณรอบตัวเริ่มสั่นไหวอย่างมีระเบียบมากขึ้น แรงสั่นสะเทือนที่เคยสับสนอลหม่านเริ่มก่อตัวเป็นทำนองเพลงที่แผ่วเบา… เพลงแห่งการดำรงอยู่… เพลงแห่งการตื่นของธาตุบรรพกาล

“สำเร็จแล้ว!” เมฆาอุทานออกมา ความรู้สึกแห่งชัยชนะแล่นพล่านไปทั่วร่าง

แต่แล้ว… ทันทีที่เขารู้สึกถึงความสำเร็จนั้น แรงสั่นสะเทือนก็พลันเปลี่ยนไป มันรุนแรงขึ้น ฉับพลัน และเต็มไปด้วยความโกรธแค้น… เสียงคร่ำครวญของแผ่นดินที่ถูกปลุกขึ้นมาดังสนั่นหวั่นไหว…

“ไม่… นี่มันอะไรกัน?”

ภาพของธาตุบรรพกาลที่กำลังตื่นขึ้นปรากฏขึ้นในจิตใจของเขา… มันไม่ใช่แค่การตื่นขึ้นธรรมดา แต่เป็นการตื่นขึ้นที่เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด… ราวกับจะประกาศสงครามกับทุกสรรพสิ่ง

เมฆามองเห็นร่างมหึมาของ 'อสูรคลื่นสูญญากาศ' ที่ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันดูใหญ่โตและทรงพลังกว่าเดิมหลายเท่า ดวงตาของมันลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิงสีดำ และมันกำลังพุ่งตรงมายังเขา…

“ข้า…ข้าต้องทำอะไรสักอย่าง!”

เขามองไปที่ระฆังทองคำต้นกำเนิด มันสั่นไหวอย่างรุนแรง ราวกับกำลังจะปลดปล่อยพลังงานบางอย่างออกมา… พลังงานที่จะสามารถหยุดยั้งทุกสิ่งได้… หรืออาจจะ… ทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลงกว่าเดิม

เมฆากระชับเครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลองและเศษแกนเสียงในมือแน่น เขาตัดสินใจ… เขาจะต้องใช้เครื่องมือนี้เพื่อเชื่อมต่อกับระฆังทองคำ… เพื่อค้นหา 'เสียง' ที่แท้จริงของมัน… เสียงที่จะสามารถควบคุมธาตุบรรพกาลที่กำลังตื่นขึ้น… และหยุดยั้งการทำลายล้างที่กำลังจะมาถึง

เขาเพ่งสมาธิไปที่ระฆังทองคำ พยายามที่จะสัมผัสถึง 'ความถี่' ของมัน… เขาหลับตาลงอีกครั้ง… ปล่อยให้แรงสั่นสะเทือนนำทางเขา… แต่ครั้งนี้… มันไม่ใช่แค่เสียงที่เขาต้องสัมผัส… แต่เป็น 'บทเพลง' ที่จะกำหนดชะตากรรมของโลกทั้งใบ

--- เมฆาเข้าสู่มิติที่ซ่อนระฆังทองคำต้นกำเนิด ท่ามกลางการปลดปล่อยพลังงานโบราณและการปรากฏตัวของอสูรคลื่นสูญญากาศ เขาพยายามปรับจูนเครื่องรับแรงสั่นสะเทือนจำลองให้เชื่อมต่อกับแกนเสียงและระฆังทองคำ ทว่ากลับปลุกธาตุบรรพกาลที่เกรี้ยวกราดขึ้นมาแทน