← All chapters

The Call of Thunder Peak

Chapter 20Free

ตอนที่ 20 — ความเงียบที่ถูกกักขัง

ความมืดมิดไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับเมฆา แต่มันคือความว่างเปล่าที่ไร้ก้นบึ้งภายในโสตประสาทและฝ่าเท้าของเขาเอง

ภายในถ้ำลึกที่ถูกปิดผนึกด้วยหยาดน้ำค้างแห่งความเงียบ ทุกอย่างรอบกายดูเหมือนจะหยุดนิ่งในมิติที่บิดเบี้ยว เมฆานั่งขดตัวอยู่บนพื้นหินที่เย็นเยียบจนแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง เขารู้สึกถึงความหนาวที่กัดกินผิวหนัง แต่เขาไม่อาจ 'รู้สึก' ถึงแรงสั่นสะเทือนของโลกได้อีกต่อไป หยาดน้ำค้างประหลาดที่กลุ่มภาคีผู้คุมจังหวะแห่งบรรพกาลทิ้งไว้ได้สร้างม่านพลังที่ตัดขาดเขาออกจากจังหวะหัวใจของขุนเขา คีรีอัสนีที่เคยส่งเสียงเพรียกผ่านแรงสั่นสะเทือนใต้ฝ่าเท้า บัดนี้กลายเป็นเพียงก้อนหินที่ไร้ชีวิต ไร้จิตวิญญาณ และไร้ความหมาย

เขาสัมผัสได้เพียงความเงียบ... ความเงียบที่ดังระงมอยู่ในหัวจนเหมือนจะทำให้สมองแตกสลาย

เมฆาพยายามขยับปลายนิ้ว กระแทกฝ่ามือลงบนพื้นหินซ้ำแล้วซ้ำเล่า หวังเพียงว่าความสั่นสะเทือนเล็กน้อยจะเดินทางผ่านชั้นหินมาถึงเขาบ้าง แต่มันกลับว่างเปล่า เหมือนเขาพยายามจะตะโกนในมหาสมุทรที่ไร้ซึ่งคลื่นน้ำ ทุกการเคลื่อนไหวของเขาถูกกลืนหายไปในความเงียบงันที่หนาทึบยิ่งกว่าพายุหิมะด้านนอก เขาเป็นเพียงวิญญาณที่ถูกลืมเลือนในร่างของชายหนุ่มผู้สูญเสียทุกอย่าง

ทันใดนั้น แรงกดดันมหาศาลที่ไม่ได้มาในรูปแบบของเสียงก็พุ่งเข้าจู่โจมประสาทสัมผัสที่เหลืออยู่ของเขา เมฆาสะดุ้งสุดตัว เขารู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของความหนาแน่นในอากาศรอบกาย แม้จะไม่ได้ยินเสียงฝีเท้า แต่แรงดันอากาศที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลันบ่งบอกว่ามีบางสิ่งกำลังเคลื่อนที่เข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็ว

แสงสว่างสีนวลตาที่ดูขัดกับบรรยากาศมืดมิดพุ่งผ่านรอยแยกของหยาดน้ำค้างแห่งความเงียบเข้ามา แสงนั้นไม่ได้สว่างจ้าจนแสบตา แต่มันคือแสงที่ให้ความรู้สึกถึง 'ระเบียบ' และ 'อำนาจ' เมฆาพยายามยันตัวขึ้นจากพื้นหิน ดวงตาที่พร่ามัวเริ่มมองเห็นเงาร่างของกลุ่มคนในชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ขลิบทอง พวกเขาเดินเข้ามาด้วยจังหวะที่พร้อมเพรียงกันจนน่าขนลุก แม้จะไม่มีเสียงฝีเท้า แต่ความสม่ำเสมอของการเคลื่อนไหวกลับสร้างแรงสั่นสะเทือนจางๆ ในอากาศที่เมฆาสามารถสัมผัสได้เพียงผิวเผิน

ชายผู้นำกลุ่มก้าวออกมาข้างหน้า เขาไม่ได้สวมชุดเกราะหรือถืออาวุธที่ดูดุดัน แต่ในมือของเขากลับถือ 'คทาแก้วผลึกจังหวะ' ที่ส่องแสงวูบวาบตามจังหวะการหายใจ ใบหน้าของเขาเรียบเฉยราวกับสลักจากหินอ่อน ดวงตาคมกริบจ้องมองมาที่เมฆาด้วยสายตาที่ไม่ได้มีความเกลียดชัง แต่เป็นสายตาที่มองดูสิ่งของที่ผิดพลาดและต้องได้รับการแก้ไข

"เมฆา... ผู้หลงทางในความเงียบ" ชายผู้นั้นเอ่ยขึ้น แม้เมฆาจะไม่ได้ยินเสียง แต่เขาสามารถอ่านริมฝีปากและรับรู้ถึงความสั่นสะเทือนของอากาศที่ถูกส่งออกมาจากลำคอของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจนผ่านการขยับของมวลอากาศรอบข้าง "เจ้าพยายามที่จะกอบกู้สิ่งที่ตายไปแล้ว แต่เจ้าไม่รู้ตัวเลยว่ายิ่งเจ้าดิ้นรน จังหวะของโลกก็ยิ่งบิดเบี้ยว"

เมฆาพยายามจะตะโกนถามว่าพวกเขาเป็นใคร แต่ลำคอของเขากลับแห้งผากและไร้เสียง เขาทำได้เพียงจ้องมองด้วยความหวาดระแวง

"พวกเราคือภาคีผู้คุมจังหวะแห่งสวรรค์บรรพกาล" ชายผู้นั้นกล่าวต่อ พร้อมกับก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกหนึ่งก้าว "เราไม่ได้มาเพื่อทำลายเจ้าเหมือนพวกนอกรีตกลุ่มก่อนๆ แต่เรามาเพื่อ 'จัดระเบียบ' สิ่งที่เจ้าถือครองอยู่... สิ่งที่เจ้าคิดว่ามันเป็นของเจ้า แต่แท้จริงแล้วมันคือความผิดพลาดของธรรมชาติ"

เมฆาขมวดคิ้ว เขาพยายามนึกถึงสิ่งที่เหลืออยู่... เขาไม่มีอะไรเหลือแล้ว ทุกอย่างถูกพรากไปหมดแล้ว ทั้งแผนที่ ทั้งเข็มทิศ ทั้งแม้แต่สัมผัสพิเศษของเขา เขาจะเหลืออะไรให้พวกนี้มาจัดระเบียบอีก?

แต่แล้ว สายตาของชายผู้นั้นก็เลื่อนไปหยุดอยู่ที่หน้าอกของเมฆา ที่ซึ่งใต้เสื้อผ้าที่ขาดวิ่น มีบางสิ่งซ่อนอยู่... สิ่งที่เมฆาแอบเก็บรักษาไว้เป็นสิ่งสุดท้าย สิ่งที่เขาไม่ได้ใช้เพื่อนำทางหรือสื่อสารกับโลก แต่มันคือ 'เศษเสี้ยวแห่งจิตวิญญาณ' ที่เขาสร้างขึ้นมาเองจากการรวมตัวกันของเศษซากความทรงจำและเศษหินที่เขาเก็บรวบรวมมาตลอดการเดินทาง

มันคือ 'ดวงใจหินแห่งการตื่นรู้' (Stone Heart of Awakening) — ก้อนหินขนาดเล็กที่ดูธรรมดา แต่มันคือสิ่งเดียวที่เมฆาสามารถใช้ 'สร้าง' แรงสั่นสะเทือนจำลองขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง มันเป็นเครื่องมือเดียวที่จะทำให้เขากลับมา 'ได้ยิน' โลกอีกครั้ง แม้จะเป็นเพียงชั่วคราวก็ตาม

"นั่นคือสิ่งที่เจ้าพยายามจะใช้เพื่อขัดขืนโชคชะตาใช่ไหม?" ชายชุดขาวถามด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบ "ดวงใจหินที่พยายามเลียนแบบจังหวะของเทพเจ้า... มันคือสิ่งแปลกปลอมที่ต้องถูกกำจัด เพื่อให้จังหวะที่แท้จริงกลับคืนสู่ความสงบ"

เมฆาเบิกตากว้าง เขารีบเอามือทาบหน้าอกเพื่อปกป้องก้อนหินนั้น เขารู้สึกได้ถึงความร้อนที่แผ่ออกมาจากมัน มันคือความหวังเดียวที่เหลืออยู่ ความหวังที่จะทำให้เขากลับมาเป็นมนุษย์ที่มีสัมผัสอีกครั้ง

"ไม่ได้!" เมฆาพยายามเปล่งเสียง แม้จะไม่มีเสียงออกมา แต่ความตั้งใจของเขาส่งผ่านแรงสั่นสะเทือนจากร่างกายที่พุ่งพล่านไปสู่มวลอากาศรอบข้าง "มันคือสิ่งเดียวที่เหลืออยู่!"

"ความหวังที่ผิดเพี้ยน ย่อมนำไปสู่ความพินาศ" ชายผู้นั้นไม่ได้แสดงท่าทีโกรธเคือง เขายกคทาแก้วผลึกขึ้น "ในนามแห่งจังหวะที่สมบูรณ์ เราขอสั่งให้เจ้าส่งมอบ 'ดวงใจหินแห่งการตื่นรู้' มาเพื่อนำไปชำระล้าง และจะถูกผนึกไว้ในวิหารแห่งความเงียบชั่วนิรันดร์ เพื่อไม่ให้ใครใช้มันบิดเบือนกระแสเสียงของโลกได้อีก"

เมฆาถอยร่นไปจนหลังชนกับผนังถ้ำที่เย็นเฉียบ เขาพยายามจะหาทางหนี แต่หยาดน้ำค้างแห่งความเงียบยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ มันทำให้โลกของเขามืดบอดและไร้เสียง สัมผัสแรงสั่นสะเทือนที่เขาเพิ่งจะเริ่มกอบกู้คืนมาได้ก็ถูกปิดผนึกไว้ด้วยม่านพลังนี้

กลุ่มผู้คุมจังหวะเริ่มขยับล้อมเขาไว้ วงล้อมนั้นไม่ได้มุ่งร้ายแบบนักรบ แต่มันคือการปิดล้อมแบบนักบวชที่กำลังทำพิธีชำระล้าง สิ่งที่พวกเขากำลังทำคือการ 'ยึด' สิ่งที่เมฆารักที่สุด... สิ่งที่เหลือเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้เขายังรู้สึกว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่

"ส่งมันมา... หรือจะให้เราต้องใช้จังหวะแห่งการสลายเพื่อดับสิ้นตัวตนของเจ้า"

เมฆามองเห็นคทาในมือของชายผู้นั้นเริ่มเรืองแสงสีทองเข้มข้นขึ้น แรงดันอากาศรอบตัวเขาเริ่มบีบอัดจนรู้สึกเจ็บปวดที่ปอด เขาตระหนักได้ในวินาทีนั้นว่า การเผชิญหน้าครั้งนี้ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด แต่มันคือการต่อสู้เพื่อรักษา 'ความเป็นมนุษย์' ชิ้นสุดท้ายที่เขามีอยู่

เขากำก้อนหินในอกแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ในใจเต็มไปด้วยความขัดแย้งระหว่างความต้องการที่จะหนีไปให้พ้นจากความมืดมิดนี้ กับความต้องการที่จะรักษาดวงใจหินนี้ไว้เพื่อที่จะได้กลับมา 'ได้ยิน' อีกครั้ง แต่หากเขาเก็บมันไว้ เขาอาจจะต้องสูญเสียทุกอย่างไปตลอดกาลในถ้ำที่ไร้เสียงแห่งนี้

แสงจากคทาพุ่งตรงมาที่เขา ราวกับจะกระชากดวงใจหินออกมาจากอกของเขาโดยตรง เมฆารู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดมหาศาลที่กำลังจะพราก 'ดวงใจหินแห่งการตื่นรู้' ไปจากเขา... สิ่งเดียวที่เรียกชื่อได้ว่า 'ความหวัง' ของเขาอย่างแท้จริง

--- เมฆาถูกกลุ่มภาคีผู้คุมจังหวะแห่งสวรรค์บรรพกาลล้อมกรอบในถ้ำที่ถูกปิดผนึก และพวกเขาบุกเข้ามาเพื่อพราก 'ดวงใจหินแห่งการตื่นรู้' ซึ่งเป็นเครื่องมือชิ้นสุดท้ายที่เมฆาจะใช้กอบกู้สัมผัสการรับรู้ของเขาคืนมา