← All chapters

The Call of Thunder Peak

Chapter 1Free

ตอนที่ 1 — แรงสั่นสะเทือนที่แตกสลาย

ความเงียบไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่มันคือมวลอากาศที่หนาแน่นจนแทบจะสัมผัสได้ด้วยปลายนิ้ว

เมฆานั่งขดตัวอยู่บนโขดหินเย็นเยียบภายในกระท่อมไม้หลังเล็กที่ตั้งอยู่ริมหน้าผาของหมู่บ้านอัสนีขอบฟ้า ลมพายุข้างนอกพัดกรรโชกจนผนังไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด แต่มันไม่ได้เข้าถึงโสตประสาทของเขาเหมือนที่มันเข้าถึงคนอื่น สำหรับคนทั่วไป เสียงลมหวีดหวิวหรือเสียงฟ้าร้องคำรามอาจทำให้ขวัญผวา แต่สำหรับเมฆา ทุกอย่างคือความเงียบงันที่ไร้เสียง แต่อัดแน่นไปด้วยแรงสั่นสะเทือน

เขาหลับตาลง วางฝ่ามือลงบนพื้นดินที่เย็นจัด สัมผัสแรกที่ส่งผ่านมาคือจังหวะการเต้นของโลก เขารู้สึกถึงการเคลื่อนตัวของหิมะที่ถล่มลงมาไกลออกไปทางทิศเหนือผ่านแรงสั่นสะเทือนเบาๆ ที่ไหลผ่านชั้นหิน รู้สึกถึงก้าวเดินที่หนักแน่นของวัวควายในคอกด้านหลังหมู่บ้าน และรู้ถึงการสั่นไหวของเปลวไฟในเตาผิงที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตร อุบัติเหตุสายฟ้าฟาดเมื่อสามปีก่อนพรากโลกแห่งเสียงไปจากเขา แต่มันกลับมอบประสาทสัมผัสใหม่ที่ลึกซึ้งกว่าเดิมมาให้—สัมผัสที่ทำให้เขารู้ว่าโลกนี้ไม่ได้ประกอบด้วยเสียง แต่ประกอบด้วยจังหวะ

เมฆาลืมตาขึ้นในความมืดสลัว แสงจากตะเกียงน้ำมันวูบวาบตามแรงลมที่ลอดผ่านร่องไม้ เขาหยิบ 'เศษหินสายฟ้า' ก้อนเล็กๆ ขึ้นมาวางบนฝ่ามือ มันคือหินที่เกิดจากการถูกฟ้าผ่าซึ่งมีความถี่ในการสั่นสะเทือนเฉพาะตัว เขาพยายามควบคุมลมหายใจให้สม่ำเสมอ เพื่อให้แรงสั่นสะเทือนจากหัวใจของเขาประสานเข้ากับความถี่ของหินก้อนนั้น หากเขาทำสำเร็จ เขาจะสามารถ 'มองเห็น' โครงสร้างของกระแสไฟฟ้าที่ไหลเวียนอยู่ในอากาศรอบตัวได้

ครืน...

แรงสั่นสะเทือนที่ผิดปกติกระแทกเข้าที่ฝ่าเท้าของเขา มันไม่ใช่เสียงฟ้าร้อง แต่มันคือแรงกระแทกจากวัตถุหนักที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงผ่านหิมะหนา เมฆาขมวดคิ้ว เขาลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว ความเงียบรอบตัวถูกแทนที่ด้วยภาพความสั่นสะเทือนที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนมีบางอย่างกำลังบดขยี้พื้นดินมุ่งตรงมายังกระท่อมของเขา

เขาคว้าไม้เท้าไม้เนื้อแข็งข้างกาย แล้วก้าวออกไปที่หน้าประตูไม้ที่เปิดอ้าออก ลมหนาวพัดเข้าปะทะใบหน้าจนชาหนึบ ทัศนวิสัยภายนอกเต็มไปด้วยละอองหิมะที่ปลิวว่อนราวกับม่านสีขาว เมฆาไม่เห็นอะไรเลยด้วยตาเปล่า แต่เท้าของเขากลับ 'เห็น' ชัดเจน

แรงสั่นสะเทือนนั้นแบ่งออกเป็นสามจังหวะหลัก: จังหวะที่หนักแน่นและสม่ำเสมอของม้าศึก, จังหวะที่เบาและรวดเร็วของคนเดินเท้าหลายคน, และจังหวะที่สั่นไหวอย่างไม่เป็นระเบียบของเครื่องมือโลหะที่กระทบกัน

เขาก้าวลงจากชานกระท่อม ท่ามกลางพายุที่เริ่มทวีความรุนแรง ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนที่หนักแน่นที่สุดก็ปะทะเข้ากับพื้นดินเบื้องหน้าเขาจนเกิดเป็นวงคลื่นที่ส่งผ่านมาถึงขาทั้งสองข้าง เมฆาเสียหลักเซไปด้านหลัง แต่เขาก็ยังทรงตัวไว้ได้ด้วยไม้เท้า

เงาร่างในชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ตัดกับความมืดของพายุปรากฏขึ้นท่ามกลางม่านหิมะ แสงจากคบเพลิงในมือของพวกเขาไม่ได้ให้ความอบอุ่น แต่มันกลับดูเยือกเย็นและกดดัน กลุ่มคนเหล่านี้เดินมาอย่างพร้อมเพรียงกันจนดูเหมือนเป็นเครื่องจักรที่ไร้ชีวิต จังหวะก้าวเดินของพวกเขาคือเสียงดนตรีที่สมบูรณ์แบบจนน่าขนลุก

ชายผู้หนึ่งก้าวออกมาข้างหน้า เขาไม่ได้สวมหน้ากาก แต่ใบหน้าของเขานิ่งสงบราวกับรูปปั้นหินอ่อน บนหน้าอกของเขามีตราสัญลักษณ์รูประฆังที่ถูกล้อมด้วยวงแหวนสายฟ้า—สัญลักษณ์ของ 'คณะนักบวชแห่งเสียงสวด' ผู้ปกครองจิตวิญญาณแห่งอากาศในแถบเทือกเขาคีรีอัสนี

เมฆาพยายามจะเปล่งเสียงถาม แต่สิ่งที่ออกมามีเพียงลมหายใจที่สั่นพร่า เขาชี้ไปที่ปากของตนเองเพื่อบอกว่าเขาไม่ได้ยินเสียง และทำสัญญาณมือว่าต้องการทราบจุดประสงค์

นักบวชผู้นั้นไม่ได้มีท่าทีหวั่นไหวต่อความเงียบของเมฆา เขายกมือขึ้น พลางขยับริมฝีปากสวดมนต์ แม้เมฆาจะไม่ได้ยินเสียงสวด แต่เขา 'รู้สึก' ถึงมัน แรงสั่นสะเทือนที่แหลมคมและทรงพลังแผ่ออกมาจากปากของนักบวช มันเป็นคลื่นความถี่ที่สูงจนเมฆารู้สึกเจ็บแปลบไปถึงกระดูกสันหลัง มันคือการสวดสะกดที่ใช้สยบความปั่นป่วนของธรรมชาติ

"เจ้าผู้ไร้เสียง..." แม้เมฆาจะไม่ได้ยินคำพูด แต่เขาสามารถอ่านรูปปากได้ชัดเจนจากแรงสั่นสะเทือนที่สั่นไหวในอากาศรอบตัวนักบวชคนนั้น "โชคชะตาของหมู่บ้านนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเงียบของเจ้าอีกต่อไป"

นักบวชก้าวเข้ามาใกล้ขึ้น แรงสั่นสะเทือนจากฝ่าเท้าของเขาหนักแน่นจนเมฆารู้สึกเหมือนพื้นดินกำลังจะปริแตก "พายุนิรันดร์กำลังจะมาถึง และเพื่อที่จะสยบมัน เราจำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในการปรับจังหวะของอากาศ"

เขาสั่งให้ผู้ติดตามก้าวเข้ามา หนึ่งในนั้นแบกหีบไม้บุโลหะหนักอึ้ง เมื่อหีบถูกเปิดออก แสงสีทองสลัวก็ลอดออกมา มันคือ 'ระฆังเงินแห่งสัตตบรรณ' ระฆังประจำหมู่บ้านที่ใช้ในการปลุกชาวบ้านเมื่อเกิดภัยพิบัติ และเป็นสิ่งเดียวที่จะใช้ส่งสัญญาณเตือนภัยผ่านพายุที่รุนแรงขนาดนี้ได้

เมฆาขยับตัวเข้าไปใกล้โดยสัญชาตญาณ เขาต้องการปกป้องมัน ระฆังใบนี้คือหัวใจของหมู่บ้าน คือสิ่งที่เชื่อมโยงความหวังของทุกคนเข้าด้วยกัน

"สิ่งนี้ต้องถูกนำไปสู่มหาวิหารแห่งเสียงสวดที่ยอดเขาเบื้องบน" นักบวชกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แม้เมฆาจะไม่ได้ยิน แต่แรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านอากาศนั้นเต็มไปด้วยความเด็ดขาด "เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการทำพิธีสะกดพายุ มิฉะนั้นหมู่บ้านนี้จะถูกกลืนกินไปพร้อมกับเสียงของมัน"

เมฆาส่ายหัวอย่างรุนแรง เขาใช้มือเขียนลงบนพื้นหิมะที่สั่นไหวเป็นคำว่า 'ไม่' เขาพยายามสื่อสารว่าระฆังนี้ต้องอยู่ที่นี่ เพื่อให้ชาวบ้านใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารยามเกิดเหตุฉุกเฉิน หากนำมันไปที่วิหาร มันจะกลายเป็นเครื่องมือของนักบวชในการควบคุมธรรมชาติ ไม่ใช่เพื่อช่วยชีวิตคน

แต่ความพยายามของเขาก็ไร้ผล นักบวชไม่ได้มาเพื่อเจรจา พวกเขามาเพื่อบังคับใช้กฎแห่งสวรรค์

"เจ้าไม่มีสิทธิ์คัดค้าน" นักบวชกล่าวพร้อมกับขยับมือ สั่งให้ผู้ติดตามใช้โซ่เวทมนตร์ที่สั่นสะเทือนด้วยความถี่สูงพันรอบระฆังเงินใบนั้น "ในนามแห่งคณะนักบวชแห่งเสียงสวด เราขออัญเชิญระฆังแห่งสัตตบรรณไปเพื่อความอยู่รอดของส่วนรวม"

เมฆาพุ่งตัวเข้าไปขวาง แต่แรงสั่นสะเทือนจากคลื่นเสียงที่นักบวชแผ่ออกมากลับกระแทกเขาจนกระเด็นไปกระแทกกับผนังกระท่อม ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วร่าง แต่ที่เจ็บปวดกว่าคือความรู้สึกสูญเสียในอก

เขามองดูด้วยตาที่พร่ามัว เห็นโซ่โลหะลากระฆังเงินที่คุ้นเคยออกไปจากเขตหมู่บ้าน ทิ้งไว้เพียงรอยลากที่ลึกและยาวบนพื้นหิมะ แรงสั่นสะเทือนที่เป็นดั่งจังหวะหัวใจของหมู่บ้านกำลังถูกพรากไปจากเขา

เมื่อระฆังลับสายตาไปในม่านหิมะ ความเงียบที่เคยเป็นเพื่อนของเมฆากลับกลายเป็นความอ้างว้างที่น่าสะพรึงกลัว เขารู้สึกได้ถึงความว่างเปล่าที่เกิดขึ้นในอากาศ... และเขารู้ด้วยว่า พายุที่กำลังจะมาถึงนี้ จะไม่จบลงเพียงแค่การทำลายล้าง แต่มันคือการเริ่มต้นของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เขาจะจินตนาการได้

--- เมฆา ชายหนุ่มผู้สูญเสียการได้ยินแต่มีสัมผัสแรงสั่นสะเทือน ต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มนักบวชแห่งเสียงสวดที่บุกมาเพื่อยึด 'ระฆังเงินแห่งสัตตบรรณ' ของหมู่บ้านไปใช้ในพิธีกรรมของพวกเขา ทำให้หมู่บ้านสูญเสียเครื่องมือสื่อสารสำคัญท่ามกลางพายุกำลังจะมา