← All chapters

The Monsoon Pier

Chapter 9Free

ตอนที่ 9 — เงาใต้กระแสเชี่ยว

เสียงขีดเขียนของดินสอไม้บนแผ่นกระดาษหนังดังสม่ำเสมอท่ามกลางความเงียบสงัดของยามดึกสงัดในอู่ต่อเรือของนายหัวเดชา คามินไม่ได้หลับตาลงเลยตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ กลิ่นน้ำมันสน กลิ่นไม้สดที่เพิ่งถูกถาก และกลิ่นอายความชื้นจากแม่น้ำที่ลอยมาตามลม ทำหน้าที่เป็นเครื่องย้ำเตือนว่าเขาไม่ได้อยู่ในเรือนแพที่สงบสุขอีกต่อไปแล้ว แสงจากตะเกียงน้ำมันก๊าดดวงเล็กสั่นไหวไปมาตามแรงลมที่ลอดผ่านช่องระบายอากาศ กระทบลงบนแบบร่างเรือที่เขาเพิ่งร่างขึ้นจากความฝัน

มันไม่ใช่เรือธรรมดา แต่มันคือ 'สิ่งประดิษฐ์' ที่ดูเหมือนจะท้าทายกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ คามินใช้ปลายนิ้วที่เปื้อนคราบเขม่าลากผ่านเส้นสายที่เขาขีดเขียนขึ้นมา มันคือโครงสร้างของตัวเรือที่มีครีบไม้แบบพิเศษด้านล่าง ซึ่งไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงาม แต่มีไว้เพื่อ 'ดัก' และ 'เปลี่ยน' ทิศทางของแรงดันน้ำที่ผิดปกติ เขาเรียกมันว่า 'หางเสือกระแสผัน' กลไกที่สามารถขยับตามแรงดันน้ำเพื่อสร้างแรงส่งให้เรือเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้แม้ในสภาวะที่น้ำกำลังหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง

“ถ้าพวกเขาสร้างกำแพงขวางน้ำ... เราก็ต้องสร้างเรือที่ไหลไปพร้อมกับความโกรธของมัน” คามินพึมพำกับตัวเอง ดวงตาที่อ่อนล้าแต่เป็นประกายจ้องมองไปที่จุดเชื่อมต่อของเฟืองไม้ที่เขาจินตนาการไว้ในหัว

ในขณะที่เขากำลังจมดิ่งอยู่กับความคิด เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่เดินผ่านแผ่นไม้ด้านนอกก็ทำให้เขาต้องรีบตะครุบกระดาษแผ่นนั้นไว้ใต้พิมพ์เขียวเรือสินค้าลำใหญ่ที่เขาแสร้งทำเป็นกำลังศึกษาอยู่ คามินพยายามควบคุมลมหายใจไม่ให้สั่นพร่า เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับความมืดที่อยู่หลังบานประตูไม้

“ยังไม่นอนอีกหรือ เจ้าเด็กช่างไม้?” เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของนายหัวเดชาที่เต็มไปด้วยอำนาจ แต่มันคือเสียงของ 'ลุงชิด' ช่างอาวุโสที่คอยดูแลคนงานในอู่

คามินถอนหายใจอย่างโล่งอก “กำลังร่างแบบซ่อมแซมส่วนท้ายเรือลำที่เพิ่งโดนคลื่นซัดเมื่อเย็นครับลุง”

ลุงชิดเดินเข้ามาใกล้ แสงตะเกียงส่องให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยย่นและคราบเหงื่อไคล เขาไม่ได้ดูสนใจแบบร่างที่คามินแสร้งทำขึ้นมานัก แต่สายตาของเขาที่มองไปรอบๆ ห้องกลับเต็มไปด้วยความกังวล “ระวังตัวไว้หน่อยก็ดี งานที่นี่มันไม่ได้มีแค่เรื่องต่อเรือ คามิน... นายหัวเขาไม่ได้แค่ต้องการกำไร แต่เขาต้องการ 'ความเงียบ' ใครที่ขยับตัวมากเกินไป หรือใครที่เห็นอะไรที่ไม่ควรเห็น มักจะหายไปกับกระแสน้ำในคืนมรสุมเสมอ”

คำเตือนนั้นทำให้คามินรู้สึกเย็นเยียบไปถึงสันหลัง เขาพยักหน้าเบาๆ รับคำโดยไม่พูดอะไร แต่ในใจกลับสั่นคลอน ลุงชิดเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่หนักอึ้งกว่าเดิม

เช้าวันรุ่งขึ้น บรรยากาศในอู่เรือเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ราคาสินค้าและวัสดุอุปกรณ์พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด ไม้เนื้อแข็งที่เคยหาได้ง่ายตามริมฝั่ง กลับกลายเป็นของหายากและมีราคาสูงลิ่วจนแทบจะซื้อไม่ได้ คามินสังเกตเห็นคนงานกลุ่มหนึ่งกำลังยืนจับกลุ่มกระซิบกระซาบกันที่มุมโรงช่าง

“ได้ยินไหม? นายหัวสั่งปิดล้อมการขนส่งไม้จากดอนเหนือทั้งหมดแล้ว” คนงานคนหนึ่งกระซิบเสียงเบา “เขาบอกว่าเพื่อความปลอดภัยจากมรสุม แต่จริงๆ คือเขาจะกักไม้ไว้ใช้เองคนเดียว เพื่อให้คนอื่นต้องมาเช่าเรือเหล็กของเขาในราคาที่แพงขึ้นสิบเท่า!”

คามินยืนนิ่ง ฟังเสียงซุบซิบที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและสิ้นหวัง เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมความขัดแย้งถึงเริ่มรุนแรงขึ้น การผูกขาดไม่ใช่แค่เรื่องของการค้า แต่มันคือการดึงลมหายใจออกจากปอดของชาวเรือนแพทุกคน

ระหว่างที่เขากำลังเดินไปที่โกดังไม้เพื่อตรวจสอบสต็อก เขาได้พบกับรินที่ยืนอยู่ตรงท่าเรือหน้าอู่เรือ เธอไม่ได้มาที่นี่เพื่อทำงาน แต่ใบหน้าของเธอดูเคร่งเครียดและเต็มไปด้วยความวิตก รินสวมเสื้อผ้าสีหมองคล้ำพยายามทำตัวให้กลมกลืนกับกลุ่มแม่ค้าในตลาดน้ำ แต่ดวงตาของเธอกลับจับจ้องมาที่เรือเหล็กขนาดใหญ่ของนายหัวเดชาที่จอดสงบนิ่งราวกับอสุรกายที่รอเวลาขย้ำเหยื่อ

“คามิน!” รินเรียกเขาเมื่อเห็นเขาเดินเข้ามาใกล้ น้ำเสียงของเธอเบาแต่หนักแน่น “คุณเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นที่ต้นน้ำหรือยัง? ระดับน้ำในคลองสายเก่าเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว... มันไม่ใช่แค่การสร้างเขื่อน แต่มันเหมือนมีบางอย่างกำลัง 'สูบ' น้ำออกไปจากระบบทั้งหมด”

คามินขมวดคิ้ว “ผมได้ยินมาว่านายหัวกำลังกักไม้ แต่เรื่องน้ำ... ผมยังไม่เห็นหลักฐานชัดเจน”

“มันชัดเจนกว่านั้นริน” เธอขยับเข้ามาใกล้จนเขาได้กลิ่นไอฝนจางๆ จากเสื้อผ้าของเธอ “ฉันไปที่คลองที่ปู่เคยเขียนไว้ในบันทึก... น้ำในจุดนั้นนิ่งสนิทจนน่ากลัว แต่มันไม่ได้นิ่งเพราะไม่มีกระแส แต่มันเหมือนถูกดึงลงไปใต้ดินผ่านช่องทางลับที่ถูกเปิดออกโดยเครื่องจักรของพวกนายหัว”

คามินรู้สึกถึงความเย็นวาบที่แล่นผ่านไขสันหลัง ความฝันของเขาเกี่ยวกับเรือที่ควบคุมกระแสน้ำเริ่มมีความหมายที่น่าสะพรึงกลัวขึ้นมาทันที หากน้ำถูกสูบออกไปหรือเปลี่ยนทิศทางเพื่อประโยชน์ของคนเพียงกลุ่มเดียว สมดุลของเดลต้าจะพังทลาย และเมื่อนั้นมรสุมที่แท้จริงจะไม่ได้มาแค่เพียงสายฝน แต่มันจะมาพร้อมกับความพินาศของวิถีชีวิตที่พวกเขาคุ้นเคย

“ถ้าเป็นอย่างที่คุณว่า...” คามินลดเสียงลง “แบบร่างเรือของผมอาจจะไม่ใช่แค่ทางเลือกในการเดินเรือ แต่มันอาจจะเป็นอาวุธเดียวที่เรามีในการทวงคืนกระแสน้ำ”

รินมองเขาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังที่ปนความระแวดระวัง “แต่เราต้องทำอย่างลับๆ คามิน นายหัวเดชามีสายตาอยู่ทุกที่ แม้แต่ในเงาของไม้กระดาน”

ทันใดนั้น เสียงระฆังจากหอคอยท่าเรือก็ดังเหง่งหง่างขึ้น เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ไม่ได้ประกาศเรื่องพายุ แต่เป็นสัญญาณของการมาถึงของคณะผู้ตรวจการจากทางเหนือ คณะคนกลุ่มใหญ่ในชุดเครื่องแบบสีเข้มเดินตรงมายังอู่เรือ นำโดยชายวัยกลางคนที่ดูมีอำนาจและสายตาคมกริบดุจเหยี่ยว

รินและคามินรีบแยกย้ายกันไปคนละทิศทาง ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกไม่มั่นคงที่ปกคลุมไปทั่วทั้งท่าเรือ คามินกลับไปที่โต๊ะทำงานของเขาด้วยหัวใจที่เต้นระรัว เขาไม่ได้มองเพียงแค่แบบร่างเรืออีกต่อไป แต่เขามองเห็นสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้นระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร และระหว่างความโลภกับจิตวิญญาณของสายน้ำ

ขณะที่เขากำลังจะเก็บอุปกรณ์ แสงไฟจากตะเกียงก็วูบไหวอย่างรุนแรง พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่เดินตรงมายังห้องทำงานของเขาอย่างมั่นคง คามินรีบซ่อนแบบร่างเรือ 'หางเสือกระแสผัน' ไว้ใต้กองกระดาษเก่าๆ ทันที

“คามิน... ฉันอยากคุยกับแกเรื่องโครงสร้างเรือลำใหม่ที่แกกำลังทำอยู่” เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นที่ประตู ไม่ใช่เสียงของนายหัวเดชา แต่เป็นเสียงของมือขวาคนสนิทของเขา ชายที่รินเคยเตือนว่ามีสายตาอยู่ทุกที่

คามินกำมือแน่น เหงื่อซึมออกมาตามฝ่ามือ เขารู้ดีว่าความลับที่เขาซ่อนไว้กำลังจะถูกเปิดเผย และก้าวต่อไปของเขาอาจจะนำพาเขาไปสู่ก้นบึ้งของแม่น้ำที่ไม่มีวันหวนกลับ

--- คามินเริ่มร่างแบบเรือกลไกพิเศษเพื่อต่อสู้กับกระแสน้ำที่ผิดปกติ ขณะที่รินพบเบาะแสว่าน้ำถูกสูบออกไปอย่างลึกลับ ทว่าความลับของคามินกำลังถูกจับตามองโดยคนของนายหัวเดชา