← All chapters

The Monsoon Pier

Chapter 80Free

ตอนที่ 80 — เงาสะท้อนในธารอัญมณี

ความเงียบสงัดในดินแดนรอยต่ออัญมณีไม่ใช่ความสงบ แต่มันคือความกดดันมหาศาลที่เกิดจากการบีบอัดของมิติที่ผิดเพี้ยน รินทรุดกายลงนั่งบนพื้นผิวเรียบเนียนที่ดูคล้ายแก้วแต่ให้สัมผัสเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง แสงสีทองที่เคยแผ่ซ่านออกมาจากรอยสักบนลำคอและท่อนแขนของเธอบัดนี้ไม่ได้ส่องสว่างอย่างสง่างามอีกต่อไป แต่มันกะพริบถี่รัวราวกับจังหวะหัวใจที่ตื่นตระหนก ทิ้งรอยจารึกสีทองที่ดูเหมือนรากไม้ที่กำลังชอนไชลงไปในผิวหนังของเธออย่างไม่ลดละ ทุกครั้งที่แสงสีทองนั้นสั่นไหว รินจะรู้สึกถึงความว่างเปล่าที่คืบคลานเข้ามาในโสตประสาท—ความรู้สึกเหมือนตัวตนของเธอกำลังถูกย่อยสลายให้กลายเป็นเพียงเศษเสี้ยวของกระแสน้ำ

“มันไม่ได้มาแค่เงา... แต่มันกำลังตามกลิ่นของแสง” ชายหน้ากากกล่าวขึ้น น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและหนักอึ้งกว่าครั้งไหนๆ เขายืนอยู่ขอบลานอัญมณีที่ลอยล่องอยู่กลางความมืดมิดที่ไม่มีจุดสิ้นสุด แสงสลัวจากอัญมณีรอบกายสะท้อนบนหน้ากากโลหะของเขา ทำให้ดูเหมือนเขากำลังจ้องมองรินด้วยดวงตาที่มองไม่เห็น ร่างของเขายังคงสั่นเทาเล็กน้อยจากแรงกระแทกเมื่อครู่ ขณะที่เขากำลังพยายามประคองสติจากการสูญเสียตัวตนในมิติว่างเปล่า

รินก้มมองมือของตัวเอง รอยสักรูปแผนที่ของปู่เถาว์บัดนี้เปลี่ยนรูปร่างไป มันไม่ได้เป็นเพียงลวดลายบนผิวหนัง แต่มันกำลังเต้นตุบๆ ตามจังหวะชีพจรของเธอ “มันคือประภาคาร...” เธอพึมพำ เสียงของเธอแห้งผาก “ฉันไม่ได้แค่ดึงดูดพวกมัน... แต่ฉันกำลังเรียกพวกมันให้มาเพื่อกินฉัน” ความจริงที่เพิ่งตระหนักเมื่อครู่ช่างโหดร้ายเกินกว่าจะรับไหว หากรอยสักนี้คือชิ้นส่วนของผนึกที่ปู่พยายามสร้าง และมันกำลังขยายตัวเพื่อปรับตัวเข้ากับความมืด นั่นหมายความว่ายิ่งเธอพยายามใช้พลังเพื่อความอยู่รอด เธอก็ยิ่งกลายเป็นเหยื่อล่อที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

ทันใดนั้น พื้นผิวอัญมณีใต้ฝ่าเท้าของเธอสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ไม่ใช่การสั่นจากการพังทลายของโครงสร้าง แต่เป็นแรงสั่นสะเทือนที่ส่งมาจาก ‘ความลึก’ ของมิติรอยต่อ แสงสีทองที่รอยสักของเธอพุ่งวาบขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้เป็นเพียงแสงสว่าง แต่มันส่งเสียงหวีดหวิวเหมือนเสียงกรีดร้องของน้ำที่ถูกบีบอัด รินสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นที่ขอบสายตา มันคือเงาที่เธอเพิ่งเห็นเมื่อครู่—เงารูปมนุษย์ที่มีรอยสักแบบเดียวกับเธอ แต่บัดนี้มันไม่ได้ยืนอยู่เฉยๆ มันกำลังถูกเถาวัลย์แห่งเงาทมิฬพันธนาการไว้ ร่างนั้นดูเลือนลางคล้ายภาพสะท้อนในน้ำที่กำลังถูกก้อนหินขว้างใส่

“นั่น... เขาคือใคร?” รินถามพลางพยายามยันกายขึ้นยืน

“อย่ามองมัน!” ชายหน้ากากตวาดสั่ง เขาขยับเข้ามาประชิดตัวเธอ มือที่สวมถุงมือหนาคว้าไหล่เธอไว้แน่น “นั่นไม่ใช่คน แต่มันคือ ‘ความทรงจำที่ตกค้าง’ ของผู้ที่เคยครอบครองรอยสักนี้ก่อนหน้าเรา มันคือเตือนภัย... หรืออาจจะเป็นกับดักที่ความมืดสร้างขึ้นเพื่อล่อลวงเรา”

ก่อนที่รินจะได้โต้ตอบ เงาดำขนาดมหึมาก็พุ่งทะลุผ่านม่านอัญมณีขึ้นมา ความมืดนั้นไม่ได้มาในรูปแบบของสสาร แต่มันมาในรูปแบบของ ‘ความว่างเปล่าที่หิวกระหาย’ มันกลืนกินแสงสีทองที่ลอยล่องอยู่รอบๆ ไปจนหมดสิ้น ทิ้งไว้เพียงความมืดมิดที่หนาแน่นจนแทบหายใจไม่ออก รินรู้สึกถึงแรงดึงดูดที่มหาศาลพยายามจะฉุดกระชากร่างของเธอให้หลุดลอยออกไปจากพื้นอัญมณี พลังงานสีทองในตัวเธอตอบสนองต่อแรงกดดันนั้น มันพุ่งพรวดออกมาจากรอยสักตามลำคอ พยายามสร้างเกราะกำบังน้ำที่บิดเบี้ยวขึ้นมาห่อหุ้มร่างกายเธอไว้

“ริน! อย่าปล่อยให้แสงมันล้นออกมามากเกินไป! ไม่อย่างนั้นคุณจะกลายเป็นจุดศูนย์กลางของพายุ!” ชายหน้ากากตะโกนก้อง ท่ามกลางความโกลาหล เขาเริ่มร่ายมนตร์บางอย่างที่ดูเหมือนจะเป็นการดึงกระแสพลังงานจากอัญมณีรอบๆ มาเพื่อสร้างข่ายอาคมป้องกัน

แต่รินรู้ดีว่ามันสายไปแล้ว แสงสีทองของเธอไม่ได้แค่สว่างขึ้น แต่มันกำลัง ‘ขยายตัว’ รอยสักบนแขนของเธอแผ่ซ่านไปถึงปลายนิ้ว และเริ่มเลื้อยขึ้นไปถึงแก้ม ลวดลายเหล่านั้นเริ่มขยับเขยื้อนเหมือนสิ่งมีชีวิตที่มีเจตนาของตัวเอง มันไม่ได้เพียงแค่แสดงแผนที่ แต่มันกำลัง ‘วาด’ เส้นทางใหม่ลงบนความว่างเปล่า รินรู้สึกถึงความร้อนรุ่มที่แผดเผาผิวหนัง ราวกับมีลาวาร้อนระอุไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดแทนที่น้ำ

“มันกำลังพยายามสร้างทางเชื่อม...” รินกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด “มันไม่ได้แค่ดึงดูดพวกมัน... แต่มันกำลังเปิดประตูให้พวกมันเข้ามา!”

เงาทมิฬที่พุ่งเข้ามาเริ่มรวมตัวกันเป็นรูปร่างที่ชัดเจนขึ้น พวกมันไม่มีใบหน้า มีเพียงช่องว่างสีดำสนิทที่ดูเหมือนหลุมดำขนาดเล็กที่คอยสูบฉีดความมืดเข้าใส่เกราะน้ำของริน เสียงหวีดร้องของพวกมันไม่ได้ดังผ่านหู แต่ดังขึ้นในหัวของเธอ—เป็นเสียงกระซิบที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและโหยหา รินเห็นภาพนิมิตแวบหนึ่ง... ภาพของปู่เถาว์ที่กำลังยืนอยู่หน้าประตูมิติที่กำลังพังทลาย มือของเขาเอื้อมมาทางเธอ พร้อมกับคำพูดที่ไม่ได้ยินด้วยหู แต่สัมผัสได้ด้วยจิตวิญญาณว่า ‘จงเป็นทางผ่าน... อย่าเป็นจุดสิ้นสุด’

“ปู่คะ!” รินตะโกนเรียกชื่อเขาในใจ พลังงานสีทองระเบิดออกเป็นวงกว้าง ส่งแรงกระแทกมหาศาลจนทำให้ชายหน้ากากต้องกระเด็นไปชนกับแท่นอัญมณี แสงสีทองนั้นไม่ได้หายไป แต่มันกลายเป็นพายุหมุนที่ห่อหุ้มรินไว้ ราวกับว่าเธอกำลังกลายเป็นศูนย์กลางของพายุที่กำลังก่อตัวขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของดินแดนรอยต่อ

ความมืดที่เคยรุกคืบเข้ามาเริ่มชะงักลง เมื่อแสงสีทองของรินไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่เป็นเกราะ แต่มันเริ่ม ‘เปลี่ยนสภาพ’ สภาพแวดล้อมรอบตัวเธอเริ่มบิดเบี้ยว อัญมณีที่ลอยล่องเริ่มหลอมรวมกันเป็นสายน้ำสีทองที่ไหลวนอยู่รอบตัวเธอ รินรู้สึกว่าร่างกายของเธอเบาหวิว ราวกับว่าเธอกำลังสูญเสียน้ำหนักและกลายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระแสน้ำที่ไหลรินไปตามมิติที่ไร้ทิศทาง

“ริน! ตัดขาดจากมัน! อย่าให้มันกลืนกินตัวตนของคุณ!” เสียงของชายหน้ากากดังแว่วมาจากที่ไกลแสนไกล ท่ามกลางพายุสีทองที่หมุนวน

รินพยายามจะกุมสติ เธอพยายามนึกถึงความรู้สึกของการเดินบนพื้นดิน นึกถึงกลิ่นดินหลังฝนตกในเดลต้า นึกถึงสัมผัสของไม้พายที่กระทบผิวน้ำ แต่ภาพเหล่านั้นกลับเลือนรางลงทุกที แทนที่ด้วยความรู้สึกของ ‘กระแส’ ที่ไหลผ่านตัวเธอไปอย่างไม่หยุดยั้ง รอยสักของเธอขยายกว้างขึ้นจนครอบคลุมทั้งลำตัว เธอไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดอีกต่อไป แต่มันคือความรู้สึกที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า—คือความรู้สึกที่ตัวตนของเธอกำลังถูก ‘ทำให้กลายเป็นสิ่งอื่น’

ในจังหวะที่ความสับสนถึงขีดสุด เงารูปมนุษย์ที่มีรอยสักแบบเดียวกับเธอได้ก้าวออกมาจากพายุแสงสีทองอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้ดูเลือนลาง แต่มันดูชัดเจนจนน่าตกใจ ร่างนั้นยื่นมือที่ดูเหมือนทำจากละอองดาวสีทองมาทางเธอ และในวินาทีที่ปลายนิ้วของเธอกำลังจะแตะกับนิ้วของเงาร่างนั้น รินก็ได้ยินเสียงที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา—เสียงที่ไม่ได้มาจากอดีตหรือปัจจุบัน แต่เป็นเสียงที่ดังมาจากก้นบึ้งของกาลเวลา

“ผนึกถูกปลด... และทางเดินใหม่กำลังเปิดออก”

สิ้นเสียงนั้น แสงสีทองทั้งหมดก็ระเบิดออกอย่างรุนแรง ดินแดนรอยต่ออัญมณีที่เคยลอยล่องก็เริ่มฉีกขาดออกเป็นชิ้นๆ ความมืดมิดและความสว่างไสวเข้าปะทะกันจนเกิดเป็นคลื่นกระแทกที่รุนแรง รินรู้สึกเหมือนร่างกายถูกฉีกออกเป็นพันๆ ชิ้น ก่อนจะถูกประกอบกลับเข้าด้วยกันในมิติใหม่ที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อน

เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง สิ่งแรกที่เธอสัมผัสได้ไม่ใช่ความเย็นเยียบของอัญมณี แต่เป็นความเปียกชื้นและความอบอุ่นที่คุ้นเคย... กลิ่นของดินโคลนและน้ำที่ไหลเชี่ยว รินพบว่าเธอนอนอยู่บนยอดเนินเขาที่ปกคลุมด้วยพืชพรรณประหลาดที่เรืองแสงจางๆ ท้องฟ้าเบื้องบนไม่ใช่สีดำหรือสีทอง แต่เป็นสีครามเข้มที่มีเมฆหมอกหนาทึบเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว ราวกับพายุที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า

“ริน... คุณยังอยู่ใช่ไหม?” เสียงของชายหน้ากากดังขึ้นใกล้ๆ เขาดูเหนื่อยล้าและมีรอยขีดข่วนตามร่างกาย แต่เขายังคงอยู่ตรงนั้น

รินพยายามจะตอบ แต่เธอกลับพบว่าเสียงของเธอนั้นไม่มีเสียง... เธอไม่ได้หายไป แต่เธอพบว่าตนเองไม่สามารถแยกแยะได้ว่า ‘ตัวเธอ’ สิ้นสุดลงตรงไหน และ ‘กระแสน้ำ’ รอบกายเริ่มขึ้นตรงไหน เมื่อเธอมองลงไปที่มือ เธอไม่ได้เห็นผิวหนังอีกต่อไป แต่เห็นสายน้ำสีทองที่ไหลวนอยู่ภายใต้รูปลักษณ์ที่ดูเหมือนผิวหนังมนุษย์

“เราไม่ได้อยู่ที่เดิมแล้ว” ชายหน้ากากกล่าวพลางมองไปที่เส้นขอบฟ้าที่เต็มไปด้วยภูเขาหินที่มีรูปร่างคล้ายเขี้ยวสัตว์ “เรามาถึง... ‘รอยต่อแห่งต้นกำเนิด’ สถานที่ที่ความจริงและเรื่องเล่าถูกหลอมรวมกัน”

รินมองไปตามทิศทางที่เขามองเห็น และที่นั่น เธอเห็นบางสิ่งที่ทำให้หัวใจที่เกือบจะไร้ความรู้สึกของเธอต้องเต้นรัว—ท่ามกลางพายุที่กำลังตั้งเค้าและภูเขาที่บิดเบี้ยว มีสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมาที่ดูเหมือนจะสร้างขึ้นจากรากไม้และอัญมณีสีดำลอยเด่นอยู่กลางพายุ มันดูคล้ายกับวิหารคริสตัลที่เธอเคยเห็น แต่ยิ่งใหญ่และดูเก่าแก่กว่านั้นนับพันเท่า และที่สำคัญที่สุด... มีแสงสีทองดวงหนึ่งกะพริบตอบรับรอยสักในตัวเธอจากยอดวิหารนั้น ราวกับว่ามันกำลังรอคอยการกลับมาของเจ้าของที่แท้จริง

--- รินสูญเสียการควบคุมพลังและถูกดึงเข้าสู่มิติแห่งต้นกำเนิด ร่างกายของเธอเริ่มหลอมรวมกับพลังงานสีทองจนแทบไม่เหลือความเป็นมนุษย์ เธอและชายหน้ากากมาถึงดินแดนใหม่ที่เต็มไปด้วยความลึกลับ และพบกับวิหารโบราณที่กำลังส่งสัญญาณตอบรับรอยสักของเธอ