ตอนที่ 69 — รอยจารึกที่แตกสลายและเงาแห่งผู้ล่า
ความมืดในห้องจารึกแห่งต้นกำเนิดไม่ได้เป็นเพียงความว่างเปล่า แต่มันคือความหนืดเหนอะของมวลน้ำที่อัดแน่นไปด้วยเศษซากของประวัติศาสตร์ รินหอบหายใจจนทรวงอกสั่นสะท้าน กลิ่นดินโคลนโบราณและกลิ่นอายของพลังงานที่แตกสลายลอยอบอวลอยู่ในอากาศที่เย็นจัดจนแสบจมูก แสงสีทองจากรอยสักบนแขนของเธอยังคงสว่างวาบเป็นจังหวะ ราวกับหัวใจที่เต้นระรัวเพื่อตอบสนองต่อความโกลาหลรอบกาย
เบื้องหน้าของเธอ ศิลาจารึกต้นกำเนิดที่เคยตั้งตระหง่านอย่างสง่างามบัดนี้แตกร้าวเป็นเสี่ยงๆ เศษหินสลักอักขระโบราณลอยคว้างอยู่ในกระแสน้ำที่บิดเบี้ยว รินยื่นมือที่สั่นเทาออกไปหมายจะคว้าเศษเสี้ยวของความจริงที่ปู่เถาว์เคยพยายามปกป้อง แต่ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเย็นเยียบก็ดังสะท้อนมาจากโถงทางเดินที่มืดมิดด้านหลัง
“หยุดอยู่ตรงนั้น ริน!” เสียงของชายหน้ากากตะโกนก้อง แต่น้ำเสียงของเขาไม่ได้เต็มไปด้วยความอาทรเหมือนครั้งก่อน มันมีความตื่นตระหนกและเร่งรีบแฝงอยู่
รินหันขวับไปมอง เห็นเงาร่างของเขาเคลื่อนที่ผ่านแสงสีทองที่วูบวาบ เขาไม่ได้มาเพียงลำพัง ท่ามกลางความมืดมิดที่กำลังพังทลาย เงาร่างสีดำสนิทหลายร่างกำลังคืบคลานตามหลังเขามา กลุ่มคลื่นม่านบัง... พวกมันไม่ได้มาเพื่อสำรวจ แต่มันมาเพื่อเก็บเกี่ยว
“พวกมันมาแล้ว...” ชายหน้ากากกระซิบขณะที่เขาพุ่งตัวเข้ามาขวางระหว่างรินกับความมืด “รอยสักของเธอ... มันดึงดูดพวกมันมามากกว่าที่ฉันคิดไว้ สิ่งบรรพกาลที่ตื่นขึ้นจากการพังทลายของวิหารกำลังนำทางพวกมันมาที่นี่”
ทันใดนั้น เงาทมิฬที่ดูเหมือนกลุ่มควันหนาทึบก็พุ่งทะยานออกมาจากรอยแยกมิติ พวกมันไม่มีรูปร่างที่แน่นอน แต่มีดวงตาสีแดงฉานที่จ้องมองมายังรินราวกับสัตว์ป่าที่เห็นเหยื่ออันโอชะ รินรู้สึกได้ถึงความร้อนระอุที่แล่นพล่านจากรอยสักเข้าสู่กระแสเลือด พลังสีทองในตัวเธอเริ่มปะทุออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ มันไม่ใช่แค่การไหลเวียน แต่มันคือการระเบิดออกของคลื่นพลังที่พยายามจะชำระล้างความมืดมิดรอบตัว
“ถอยไป!” รินตะโกนพร้อมกับสะบัดมือออกไป กระแสน้ำในห้องจารึกหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นสีทองพุ่งเข้ากระแทกเงาทมิฬเหล่านั้นจนแตกกระจาย แต่นั่นกลับยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง แสงสว่างที่เธอสร้างขึ้นทำหน้าที่เหมือนประภาคารกลางมหาสมุทรที่บอกตำแหน่งของเธอให้ศัตรูรู้ชัดขึ้น
“เธอต้องหาเศษจารึกที่สำคัญที่สุดให้เจอ!” ชายหน้ากากคำรามขณะที่เขาชักอาวุธออกมาปัดป้องเงาที่พยายามจะเข้าถึงตัวริน “ถ้าเราไม่รวมมันเข้าด้วยกัน ประตูมิตินี้จะไม่ปิดลง และรอยสักของเธอจะกลายเป็นเพียงทางผ่านให้พวกมันข้ามมายังโลกเบื้องบนอย่างสมบูรณ์!”
รินกวาดสายตามองไปรอบห้องที่กำลังล่มสลาย เศษศิลาที่ลอยอยู่นั้นมีมากมายเกินกว่าจะแยกแยะได้ด้วยตาเปล่า เธอรู้สึกถึงความกดดันที่มหาศาล ทั้งจากน้ำที่กำลังไหลบ่า และจากจิตวิญญาณที่กำลังถูกกัดกิน รอยสักบนแขนของเธอเริ่มสั่นสะท้าน มันไม่ได้แค่ชี้ทาง แต่มันกำลัง 'ร้องไห้' ผ่านสัมผัสทางจิตวิญญาณ
‘หา... สิ่งที่... ยัง... ไม่... แตก... สลาย...’ เสียงกระซิบที่คล้ายกับปู่เถาว์แว่วมาในโสตประสาท ท่ามกลางเสียงครืนครั่นของการพังทลาย
รินตัดสินใจเสี่ยงดวง เธอหลับตาลงและปล่อยให้ 'วิถีแห่งทางน้ำ' นำทาง แทนที่จะใช้ตาดู เธอใช้ความรู้สึกสัมผัสถึงแรงสั่นสะเทือนของพลังงาน เธอสัมผัสได้ถึงจุดหนึ่งที่ความมืดไม่ได้กลืนกินความสว่าง แต่มันกำลัง 'โอบอุ้ม' แสงนั้นไว้ต่างหาก
เธอกระโจนฝ่ากระแสน้ำที่เชี่ยวกราก มุ่งหน้าไปยังซากศิลาที่จมอยู่ใต้โคลนตมมิติ ร่างกายของเธอรู้สึกหนักอึ้งราวกับถูกโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นฉุดรั้งไว้ เงาทมิฬตนหนึ่งพุ่งเข้าใส่เธอจากด้านหลัง รินไม่มีเวลาแม้จะตั้งตัว เธอจึงใช้พลังสีทองสร้างเกราะน้ำวนขึ้นมาห่อหุ้มร่างกาย แต่มันก็ทำให้เธอเสียหลักจนเกือบจะจมลงสู่ก้นบึ้ง
“ริน!” เสียงชายหน้ากากดังขึ้นพร้อมกับการปะทะกันของอาวุธและพลังมืดที่ดังกึกก้องเหมือนฟ้าผ่า
ในที่สุด มือของเธอก็สัมผัสเข้ากับวัตถุบางอย่างที่แข็งแกร่งและเย็นเยียบ มันคือเศษศิลาจารึกชิ้นใหญ่ที่มีลวดลายสลักลึกและซับซ้อนที่สุด ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัส พลังสีทองจากรอยสักก็ไหลบ่าเข้าสู่ศิลาชิ้นนั้นราวกับสายฟ้าแลบ ภาพนิมิตสายหนึ่งวาบขึ้นในหัวของเธอ—ภาพของแผนที่ปู่เถาว์ที่ค่อยๆ ขยับขยายกลายเป็นโครงสร้างของนครอควาเลียทั้งหมด และความจริงที่ว่าศิลาเหล่านี้ไม่ใช่แค่บันทึก แต่มันคือ 'กุญแจผนึก' ที่ต้องใช้รอยสักของเธอเป็นตัวเชื่อม
แต่ความดีใจนั้นช่างสั้นนัก เมื่อเงาทมิฬขนาดมหึมาที่ดูเหมือนจะรวมตัวกันจากเงาทุกเงาในห้องจารึกได้ก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่างคล้ายอสุรกายยักษ์ มันไม่ได้จ้องมองแค่รอยสัก แต่มันกำลังจ้องมองจะทำลายศิลาจารึกในมือเธอให้เป็นผุยผง
“มันมาแล้ว...” ชายหน้ากากพูดด้วยน้ำเสียงที่สิ้นหวังขณะที่เขาถูกแรงอัดจากเงาดำซัดจนกระเด็นไปชนผนังวิหารที่พังทลาย “ตัวแทนแห่งความว่างเปล่า...”
รินกำเศษศิลาไว้แน่น ความเจ็บปวดแล่นพล่านจากแขนเข้าสู่หัวใจ รอยสักของเธอกำลังแผ่ขยายและเริ่มแทรกซึมเข้าไปในผิวหนังของเธออย่างลึกซึ้งกว่าเดิม เธอไม่ได้แค่ถือศิลา แต่เธอกำลังจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของมัน
ท่ามกลางเสียงกัมปนาทของการถล่มลงมาของเพดานวิหาร และเงายักษ์ที่เงื้อมมือทมิฬลงมาหมายจะบดขยี้ทุกสิ่ง รินตระหนักได้ในวินาทีนั้นว่า การตามหาความจริงตามรอยปู่เถาว์ ไม่ใช่แค่การค้นหาอดีต แต่มันคือการแบกรับชะตากรรมที่จะตัดสินว่าโลกเบื้องบนและเบื้องล่างจะยังคงแยกออกจากกัน หรือจะถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันในความมืดมิดตลอดกาล
--- รินพยายามค้นหาเศษศิลาจารึกต้นกำเนิดท่ามกลางการไล่ล่าของกลุ่มคลื่นม่านบังและสิ่งบรรพกาลที่ตื่นขึ้น เธอพบเศษศิลาสำคัญแต่ต้องเผชิญหน้ากับเงาทมิฬขนาดมหึมาที่อาจทำลายทุกอย่างลง