← All chapters

The Monsoon Pier

Chapter 55Free

ตอนที่ 55 — วิหารที่ถูกลืมและเงาแห่งความหิวโหย

ความเย็นเยียบของน้ำที่ซึมผ่านเสื้อผ้าไม่ได้เป็นเพียงความรู้สึกทางกาย แต่มันคือความหนาวเหน็บที่กัดกินลึกเข้าไปถึงจิตวิญญาณ รินพยายามขยับปลายนิ้วที่ชาหนึบ เธอสำลักเอาน้ำขุ่นข้นและตะกอนดินขึ้นมาพ่นออกจากปอดอย่างรุนแรง เสียงไอของเธอดังสะท้อนก้องอยู่ในโถงหินที่กว้างขวางจนน่าขนลุก กลิ่นอับชื้นของตะไคร่น้ำและกลิ่นคาวของน้ำนิ่งที่อวลอยู่ในอากาศทำให้เธอรู้สึกคลื่นไส้

“ริน! ตั้งสติไว้!”

เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความเร่งรีบดังขึ้นใกล้หู เธอพยายามลืมตาที่หนักอึ้ง สิ่งแรกที่เห็นไม่ใช่แสงสว่างจากดวงตะวัน แต่เป็นเพดานหินที่สูงลิบลิ่วและเต็มไปด้วยรอยร้าวสลักลวดลายโบราณ แสงสลัวที่ส่องสว่างมาจากคริสตัลใต้น้ำที่ฝังอยู่ในผนังถ้ำให้สีฟ้าหม่น ดูประหลาดตาและไม่น่าไว้วางใจ เมื่อเธอกวาดสายตาไปรอบๆ เธอจึงพบว่าตัวเองไม่ได้อยู่บนเรือมัจฉานุหรือบนเรือนแพที่คุ้นเคย แต่เธอกำลังนอนอยู่บนพื้นหินที่ชื้นแฉะภายในโถงถ้ำขนาดมหึมาที่ดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของวิหารใต้บาดาลที่ถูกทิ้งร้างมานานนับศตวรรษ

ชายคนนั้น—ชายที่เธอเพิ่งเห็นใบหน้าผ่านนิมิตเพียงเสี้ยววินาที—กำลังคุกเข่าอยู่ข้างกายเธอ ใบหน้าของเขาที่ไร้หน้ากากบัดนี้เต็มไปด้วยร่องรอยของการต่อสู้ รอยแผลเป็นบนใบหน้าของเขาดูเด่นชัดภายใต้แสงสีฟ้าหม่น และรอยแผลนั้น... มันช่างคล้ายคลึงกับลวดลายบนรอยสักของเธอจนน่าใจหาย เขาเปียกโชกไปทั้งตัว ผิวหนังของเขามีรอยขีดข่วนจากการฝ่ากระแสน้ำวนที่บ้าคลั่งมาช่วยเธอ

“เราอยู่ในส่วนลึกของรอยแยก...” เขาพึมพำ เสียงของเขาสั่นพร่าเล็กน้อย “และเราไม่ได้อยู่กันแค่สองคน”

รินพยายามจะเปล่งเสียงถามว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน แต่สิ่งที่หลุดออกมาจากลำคอมีเพียงเสียงครางแผ่วเบาที่แห้งผาก เธอพยุงกายลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก ความเจ็บปวดแล่นริ้วจากซี่โครงขึ้นมาถึงหัวไหล่ แต่สิ่งที่ทำให้เธอต้องสะดุ้งสุดตัวคือความร้อนที่ยังคงเต้นเป็นจังหวะอยู่บนผิวหนัง รอยสักที่แขนของเธอกำลัง ‘ตอบสนอง’ ต่อสถานที่แห่งนี้ ลวดลายสีครามบนผิวหนังของเธอเริ่มขยายตัวและเปลี่ยนรูปร่างไปตามรอยสลักบนผนังถ้ำ ราวกับว่ามันกำลังพยายามจะบอกว่าเธอได้กลับมาถึงบ้านที่แท้จริงแล้ว

ทันใดนั้น เสียงที่ทำให้หัวใจของเธอแทบหยุดเต้นก็ดังมาจากเงามืดที่ปลายโถงถ้ำ

ตึก... ตึก...

มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของมนุษย์ทั่วไป แต่มันคือเสียงที่หนักหน่วงและมั่นคง ราวกับมีมวลสารมหาศาลกำลังก้าวเดินผ่านม่านน้ำที่ขวางกั้นอยู่ แรงสั่นสะเทือนนั้นส่งผ่านพื้นหินขึ้นมาถึงหน้าอกของริน ทำให้เธอรู้สึกคลื่นไส้และหวาดหวั่นจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ ความมืดมิดที่ลึกยิ่งกว่าปลายโถงถ้ำเริ่มสั่นไหวราวกับมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนที่ผ่านมันมาอย่างเชื่องช้า

“พวกคลื่นม่านบัง...” ชายคนนั้นกัดฟันกรอด เขาชักอาวุธที่ดูเหมือนดาบสั้นทำจากกระดูกปลาขนาดใหญ่ขึ้นมา มือของเขาสั่นเล็กน้อย “พวกมันตามรอยพลังของเธอมาจนถึงที่นี่... พวกมันไม่เคยปล่อยให้ ‘กุญแจ’ หลุดมือไปได้ง่ายๆ”

“แต่นี่มันใต้ดิน... พวกเขามาถึงที่นี่ได้ยังไง?” รินถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ความหวาดกลัวเริ่มเกาะกินใจ เมื่อเธอมองไปที่ทางเข้าซึ่งเป็นอุโมงค์น้ำวนขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนจะพัดพาเอาทุกอย่างลงสู่ความลึกที่ไร้ก้นบึ้ง ในความมืดมิดนั้น เธอเห็นเงาร่างหลายร่างกำลังเคลื่อนที่ผ่านม่านน้ำเข้ามาอย่างเงียบเชียบและรวดเร็วราวกับนักล่าที่ซ่อนตัวอยู่ในกระแสน้ำขุ่น

แต่ทว่า สิ่งที่ทำให้ลมหายใจของรินต้องหยุดชะงัก ไม่ใช่กลุ่มคนลึกลับที่กำลังคืบคลานเข้ามา แต่เป็นสิ่งที่อยู่ ‘ข้างหลัง’ พวกเขาต่างหาก

ในความมืดมิดที่ลึกยิ่งกว่าปลายโถงถ้ำ ดวงตาสีเหลืองอำพันขนาดมหึมาคู่หนึ่งได้เปิดขึ้นอย่างช้าๆ มันไม่ได้จ้องมองมาที่พวกเขาด้วยความโกรธแค้น แต่มันจ้องมองมาด้วยความหิวโหย... หิวโหยในสิ่งที่รอยสักบนตัวเธอกำลังเป็นอยู่ มันคือดวงตาที่ดูเหมือนจะบรรจุความว่างเปล่าของจักรวาลไว้ข้างใน และมันกำลังจ้องตรงมาที่เธอ ราวกับว่าเธอคืออาหารจานหลักที่มันเฝ้ารอมานานนับศตวรรษ

“วิ่ง...” ชายคนนั้นกระซิบสั่งด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยความเร่งรีบ

รินไม่มีเวลาแม้แต่จะตั้งสติ เธอออกแรงเฮือกสุดท้ายพยุงร่างกายที่บอบช้ำขึ้น แต่ทว่ารอยสักที่แขนของเธอกลับเริ่มเรืองแสงสว่างจ้าจนแสบตา มันไม่ได้เพียงแค่ส่องแสง แต่มันกำลัง ‘กรีดร้อง’ ผ่านผิวหนังของเธอ ส่งผ่านความรู้สึกของความเจ็บปวดที่เกินจะรับไหว และในวินาทีนั้นเอง เสียงคำรามที่สั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณก็ดังขึ้นจากความมืดเบื้องหน้า พร้อมกับการปรากฏตัวของเงาดำขนาดมหึมาที่เริ่มก่อตัวขึ้นตามความกว้างของโถงถ้ำ พร้อมกับแรงดันน้ำที่เริ่มหมุนวนรอบตัวพวกเขาอย่างบ้าคลั่ง

“ริน! อย่ามองดวงตาของมัน!” ชายคนนั้นตะโกนสุดเสียง พร้อมกับกระชากแขนเธอให้ถอยร่นไปทางผนังถ้ำ

แต่สายตาของรินกลับไม่อาจละไปจากดวงตาคู่นั้นได้เลย มันเหมือนมีแรงดึงดูดมหาศาลที่พยายามจะกระชากวิญญาณของเธอออกไปจากร่าง รอยสักบนแขนของเธอขยายตัวกว้างขึ้นจนดูเหมือนมันกำลังจะกลืนกินแขนทั้งข้างของเธอไปในแสงสีครามที่สว่างจ้า ในขณะที่ความมืดมิดกำลังจะกลืนกินทุกสิ่ง เสียงคำรามของสิ่งบรรพกาลก็ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับแรงสั่นสะเทือนที่ทำให้เพดานหินเริ่มร่วงหล่นลงมา ท่ามกลางความโกลาหลที่กำลังจะเกิดขึ้น รินเห็นเงาร่างของชายคนนั้นพุ่งเข้าหาดวงตาคู่ยักษ์นั้นอย่างไม่เกรงกลัว และในวินาทีที่ทุกอย่างกำลังจะพังทลายลง รินก็ตระหนักได้ว่า... การเดินทางของเธอไม่ได้จบลงที่การค้นหาคลองที่หายไป แต่มันเพิ่งเริ่มต้นขึ้นในฐานะส่วนหนึ่งของสิ่งที่กำลังจะตื่นขึ้นมาเพื่อทำลายหรือสร้างโลกใบนี้ขึ้นมาใหม่

--- รินและชายปริศนาตื่นขึ้นในวิหารใต้บาดาลที่ลึกลับ แต่กลับถูกล้อมด้วยกลุ่มคลื่นม่านบังและสิ่งมีชีวิตบรรพกาลที่มีดวงตายักษ์จ้องมองเธอด้วยความหิวโหย