← All chapters

The Monsoon Pier

Chapter 46Free

ตอนที่ 46 — ความมืดที่โอบล้อมและเสียงเพรียกจากก้นบึ้ง

ความเย็นเยียบของมวลน้ำมหาศาลโถมทับร่างกายของรินราวกับกำแพงที่มองไม่เห็น มันไม่ใช่เพียงแค่ความรู้สึกเปียกชื้น แต่มันคือแรงกดดันที่บดขยี้อากาศออกจากปอด และความมืดมิดที่หนาทึบจนมองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้วของตัวเอง รินรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้นๆ ระหว่างแรงดึงดูดของโลกเบื้องบนและแรงสูบฉีดจากก้นบึ้งของบาดาล รอยสักบนผิวหนังของเธอไม่ได้เป็นเพียงลายเส้นอีกต่อไป แต่มันกำลังเต้นตุบๆ ตามจังหวะหัวใจของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่กว่าโลกใบนี้ มันร้อนผ่าวราวกับถ่านไฟที่กำลังแผดเผาเนื้อหนัง แต่ในขณะเดียวกันก็เย็นจัดจนทำให้เส้นประสาทชาหนึบ

“ริน! จับมือฉันไว้!” เสียงตะโกนนั้นแหบพร่าและฟังดูห่างไกล ราวกับดังมาจากอีกฟากหนึ่งของมหาสมุทร แต่มันคือเสียงของชายหน้ากาก—หรือชายผู้ที่เพิ่งเผยใบหน้าที่ทำให้หัวใจของเธอแทบหยุดเต้นออกมา รินพยายามจะเอื้อมมือออกไปในความว่างเปล่า ความรู้สึกสัมผัสเดียวที่เธอมีคือความสับสนและกระแสน้ำที่หมุนวนอย่างบ้าคลั่งรอบตัวเธอ ราวกับพายุใต้สมุทรที่พยายามจะกลืนกินทุกสิ่ง

ทันใดนั้น นิมิตจากรอยสักก็ปะทุขึ้นอีกครั้ง มันไม่ใช่ภาพที่เห็นด้วยตา แต่เป็นภาพที่ซึมลึกเข้าสู่จิตวิญญาณ รินเห็นภาพเงาร่างของปู่เถาว์ที่ยืนอยู่ท่ามกลางสายน้ำที่ไหลย้อนกลับ ท่านไม่ได้ดูแก่ชราเหมือนครั้งสุดท้ายที่เธอจำได้ แต่ดูสงบนิ่งและเปี่ยมด้วยพลังอำนาจที่น่าเกรงขาม ดวงตาของท่านจ้องมองมาที่เธอผ่านม่านน้ำที่ขุ่นมัว 'อย่าต้านทานกระแส... จงเป็นกระแส...' เสียงกระซิบนั้นดังสะท้อนอยู่ในโสตประสาท รินรู้สึกถึงความจริงที่น่าหวาดหวั่นว่า สิ่งที่เธอกำลังเผชิญไม่ใช่แค่การจมน้ำ แต่มันคือการถูกหลอมรวมเข้ากับเจตจำนงของสิ่งบรรพกาล

แรงกระชากมหาศาลดึงเธอให้ดิ่งลึกลงไปอีก รินรู้สึกถึงสัมผัสของบางอย่างที่ขรุขระและเย็นจัด มันคือซากปรักหักพังของนครอควาเลียที่กำลังพังทลายลงสู่ก้นบึ้ง หรืออาจจะเป็นซากเรือเก่าแก่ที่เธอไม่รู้จัก ความทรงจำของปู่ไหลบ่าเข้ามาในหัวเหมือนเขื่อนแตก—ความลับเรื่องคลองคำสาปที่ไม่ใช่แค่เส้นทางน้ำ แต่เป็น 'โซ่ตรวน' ที่กักขังตัวตนที่แท้จริงของสิ่งบรรพกาลเอาไว้ และรอยสักของเธอ... มันไม่ใช่แค่แผนที่ แต่มันคือ 'รอยแยก' ที่กำลังจะทำลายโซ่ตรวนนั้น

ในจังหวะที่สติของเธอกำลังจะดับวูบ รินสัมผัสได้ถึงมือที่แข็งแกร่งคว้าเข้าที่ข้อมือของเธออย่างแรง แรงบีบนั้นเจ็บปวดแต่กลับทำให้เธอรู้สึกถึงการมีอยู่ของโลกความเป็นจริง เธอถูกดึงผ่านอุโมงค์น้ำที่บิดเบี้ยว แสงสีฟ้าหม่นจากพืชใต้น้ำที่เรืองแสงริบหรี่วูบผ่านหน้าไปราวกับภาพลวงตา ก่อนที่ความกดอากาศจะเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันจนหูของเธออื้ออึง

ตู้ม!

ร่างของรินถูกเหวี่ยงขึ้นมาบนพื้นผิวที่แข็งกระด้าง เธอสำลักเอาน้ำเค็มและตะกอนดินออกมาจากปอดอย่างรุนแรง ร่างกายสั่นเทาด้วยความหนาวเหน็บที่แทรกซึมเข้าถึงกระดูก เธอพยายามลืมตาที่หนักอึ้งขึ้น สิ่งแรกที่เห็นไม่ใช่แสงตะวัน แต่เป็นเพดานหินที่ชื้นแฉะและเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำ กลิ่นดินชื้นและกลิ่นคาวของน้ำนิ่งอบอวลไปทั่วบริเวณ

“ริน! ตั้งสติไว้!” เสียงนั้นใกล้กว่าเดิม เธอหันไปมองด้วยความยากลำบาก พบว่าชายคนนั้น—ชายที่มีใบหน้าซึ่งเธอเพิ่งเห็นเพียงเสี้ยววินาที—กำลังคุกเข่าอยู่ข้างเธอ ใบหน้าของเขาดูเคร่งเครียดและเต็มไปด้วยร่องรอยของการต่อสู้ ผิวหนังของเขาเปียกโชกและมีรอยขีดข่วนจากการฝ่ากระแสน้ำมา

รินพยายามจะเปล่งเสียงถามว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน แต่สิ่งที่ออกมากลับเป็นเพียงเสียงครางในลำคอ เธอสังเกตเห็นว่ารอบตัวเธอไม่ใช่เรือนแพ ไม่ใช่ท้องทะเลที่คุ้นเคย แต่เป็นโถงถ้ำขนาดมหึมาที่ดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของวิหารใต้บาดาลที่ถูกลืมเลือน ผนังหินรอบข้างสลักลวดลายที่ดูคล้ายกับรอยสักบนตัวเธออย่างน่าประหลาด ลวดลายเหล่านั้นดูเหมือนจะขยับเขยื้อนได้ภายใต้แสงสลัวที่เรืองออกมาจากคริสตัลใต้น้ำ

“เราอยู่ในส่วนลึกของรอยแยก...” ชายคนนั้นกล่าว เสียงของเขาทุ้มต่ำและเต็มไปด้วยความระแวดระวัง เขาไม่ได้มองเธอด้วยความสงสาร แต่มองด้วยความกังวลที่แฝงไปด้วยความยำเกรง “และเราไม่ได้อยู่กันแค่สองคน”

รินขยับตัวลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วร่าง แต่ความรู้สึกที่น่ากลัวกว่าคือความร้อนที่ยังคงไม่หายไปจากรอยสัก มันกำลังเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับมันกำลัง 'สื่อสาร' กับสถานที่แห่งนี้ เมื่อเธอก้มลงมองแขนของตัวเอง ลวดลายบนผิวหนังกลับส่องแสงสีครามจางๆ ออกมา มันไม่ได้เป็นแค่แผนที่อีกต่อไป แต่มันกำลังขยายตัวและเปลี่ยนรูปร่างไปตามสถาปัตยกรรมของถ้ำแห่งนี้

ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและสม่ำเสมอก็ดังมาจากเงามืดที่ปลายโถงถ้ำ มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของมนุษย์ทั่วไป แต่มันเป็นเสียงที่หนักหน่วงราวกับมีบางอย่างที่ใหญ่โตและทรงพลังกำลังเดินตรงมาหาพวกเขา รินรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนเล็กๆ ที่ส่งผ่านพื้นหินมาถึงหน้าอก

“พวกคลื่นม่านบัง...” ชายคนนั้นพึมพำพร้อมกับชักอาวุธที่ดูเหมือนดาบสั้นที่ทำจากกระดูกปลาขนาดใหญ่ขึ้นมา “พวกมันตามรอยพลังของเธอมาจนถึงที่นี่”

“แต่นี่มันใต้ดิน... พวกเขามาได้ยังไง?” รินถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ความหวาดกลัวเริ่มเกาะกินใจ เมื่อเธอมองไปที่ปากทางเข้าที่ดูเหมือนจะเป็นอุโมงค์น้ำวนขนาดใหญ่ เธอเห็นเงาร่างหลายร่างกำลังเคลื่อนที่ผ่านม่านน้ำเข้ามาอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบราวกับนักล่าในความมืด

แต่สิ่งที่ทำให้รินต้องหยุดหายใจ ไม่ใช่กลุ่มคนลึกลับที่กำลังคืบคลานเข้ามา แต่เป็นสิ่งที่อยู่ 'ข้างหลัง' พวกเขาต่างหาก ในความมืดมิดที่ลึกยิ่งกว่าปลายโถงถ้ำ ดวงตาสีเหลืองอำพันขนาดมหึมาคู่หนึ่งได้เปิดขึ้น มันไม่ได้จ้องมองมาที่พวกเขาด้วยความโกรธแค้น แต่มันจ้องมองมาด้วยความหิวโหย... หิวโหยในสิ่งที่รอยสักบนตัวเธอกำลังเป็นอยู่

“วิ่ง...” ชายคนนั้นกระซิบสั่ง รินไม่มีเวลาแม้แต่จะคิด เธอออกแรงเฮือกสุดท้ายพยุงตัวขึ้น แต่ทว่ารอยสักที่แขนของเธอกลับเริ่มเรืองแสงสว่างจ้าจนแสบตา และในวินาทีนั้นเอง เสียงคำรามที่สั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณก็ดังขึ้นจากความมืดเบื้องหน้า พร้อมกับการปรากฏตัวของบางสิ่งที่ไม่ได้เป็นทั้งมนุษย์และไม่ใช่ทั้งสัตว์ แต่มันคือเงาที่หลุดออกมาจากตำนานที่เลวร้ายที่สุดของเดลต้า

--- รินและชายปริศนาตื่นขึ้นในวิหารใต้บาดาลที่ลึกลับหลังจากถูกดูดลงสู่ก้นบึ้ง แต่พวกเขากลับถูกล้อมด้วยกลุ่มคลื่นม่านบังและสิ่งมีชีวิตบรรพกาลที่ตื่นขึ้นจากการตอบสนองของรอยสักบนตัวเธอ