← All chapters

The Monsoon Pier

Chapter 33Free

ตอนที่ 33 — จังหวะชีพจรที่แตกสลายและเสียงเพรียกจากความว่างเปล่า

ความเจ็บปวดไม่ใช่ความรู้สึกที่แหลมคม แต่มันคือความรู้สึกเหมือนถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยด้วยมือที่มองไม่เห็น รินรู้สึกเหมือนร่างกายของเธอกลายเป็นเพียงภาชนะที่ร้าวระแหง แสงสว่างสีขาวโพลนจากการระเบิดของรอยแยกมิติก่อนหน้านี้ยังคงหลอกหลอนอยู่ในดวงตา แม้ว่าตอนนี้ทุกอย่างรอบตัวจะดูเหมือนจมดิ่งลงสู่ความมืดมิดที่ไม่มีจุดสิ้นสุด เสียงอื้ออึงในหูของเธอดังก้องราวกับเสียงคลื่นยักษ์ที่ซัดเข้าหาหน้าผาหินซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันเป็นเสียงที่บิดเบี้ยว ไม่ใช่เสียงน้ำ แต่เป็นเสียงของมิติที่กำลังกรีดร้องด้วยความทรมาน

รินพยายามจะหายใจ แต่ปอดของเธอกลับรู้สึกหนักอึ้งราวกับถูกถมด้วยทรายร้อน ทุกครั้งที่เธอพยายามสูดอากาศเข้าไป ความรู้สึกแสบร้อนจะแล่นพล่านไปตามแนวกระดูกสันหลัง และจุดที่เจ็บปวดที่สุดคือผิวหนังตรงที่รอยสักนั้นสลักอยู่ รอยสักที่เคยเป็นเพียงลวดลายเส้นสายสีหมึก บัดนี้มันดูเหมือนสิ่งมีชีวิตที่กำลังขยับเขยื้อนอยู่ใต้ชั้นผิวหนัง มันไม่ได้อยู่บนตัวเธออีกต่อไป แต่มันกำลัง 'เป็น' ส่วนหนึ่งของเธอ เส้นสายเหล่านั้นเต้นตุบตามจังหวะหัวใจที่เต้นรัวและผิดจังหวะ ทุกครั้งที่หัวใจเธอกระตุก รอยสักจะเรืองแสงสีครามเข้มที่ดูเย็นเยียบและน่าสะพรึงกลัว พร้อมกับสูบเอาความร้อนแรงจากเลือดเนื้อของเธอไปเปลี่ยนเป็นพลังงานที่เธอไม่ต้องการ

'ริน... อย่าปล่อยให้มันกลืนกิน...' เสียงกระซิบที่แผ่วเบาจนเกือบจะเป็นเพียงความคิดลอยมาตามกระแสลมที่เย็นยะเยือก มันคือเสียงของปู่เถาว์ แต่มันไม่ใช่เสียงที่อบอุ่นเหมือนยามที่ท่านเล่าเรื่องการเดินเรือในคลองคำสาป มันเป็นเสียงที่แห้งผากและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ราวกับว่าท่านกำลังพูดมาจากอีกฟากหนึ่งของหลุมศพ

รินพยายามจะตะโกนเรียก แต่สิ่งที่หลุดออกมาจากลำคอมีเพียงเสียงขลุกขลักในลำคอ เธอพบว่าตัวเองกำลังลอยคว้างอยู่ในสภาวะที่ไร้น้ำหนักและไร้ทิศทาง รอบกายไม่ใช่ท้องฟ้าและไม่ใช่ก้นบึ้งของลำน้ำ แต่มันคือ 'ช่องว่าง' ระหว่างมิติ พื้นที่ที่ความจริงและภาพลวงตามาบรรจบกันจนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน เธอเห็นเศษซากของนครอควาเลียลอยผ่านไปเหมือนเศษกระจกที่แตกกระจาย เห็นซากปรักหักพังของวิหารโบราณและเรือนแพที่ลอยเคว้งคว้างในความมืด ทุกอย่างดูบิดเบี้ยวและขยายใหญ่เกินจริง

ทันใดนั้น ความรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลก็เข้าจู่โจม รอยสักบนแขนและหน้าอกของเธอเริ่มส่องแสงจ้าจนรินต้องหลับตาลงด้วยความเจ็บปวด เธอรู้สึกได้ถึงพลังงานที่ไหลเวียนอย่างบ้าคลั่ง มันไม่ใช่พลังที่นุ่มนวลเหมือนสายน้ำที่ไหลเอื่อยในฤดูมรสุม แต่มันคือพลังของพายุคลั่งที่พร้อมจะทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า รอยสักกำลังพยายามจะ 'เปิด' อะไรบางอย่าง... ไม่ใช่แค่ประตูมิติ แต่มันกำลังพยายามจะเปิดตัวตนของเธอออก เพื่อให้สิ่งที่อยู่ภายนอกสามารถแทรกซึมเข้ามาได้

'หยุดนะ!' รินกรีดร้องในใจ เธอพยายามใช้จิตใจที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดบีบอัดพลังงานเหล่านั้นให้กลับคืนสู่จุดศูนย์กลาง เธอจินตนาการถึงการควบคุมกระแสน้ำในคลองที่เธอคุ้นเคย การดึงน้ำให้ไหลกลับเข้าสู่ลำคลอง การกักเก็บน้ำไว้ในเขื่อนที่แข็งแกร่ง แต่ยิ่งเธอพยายามทำเช่นนั้น รอยสักก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น มันตอบโต้ความพยายามของเธอด้วยการส่งกระแสไฟฟ้าแห่งความเจ็บปวดเข้าสู่เส้นประสาท รินรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังถูกเผาไหม้จากภายในสู่ภายนอก

ท่ามกลางความโกลาหลนั้นเอง เธอเห็นบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่ในความมืดมิดเบื้องหน้า มันไม่ใช่เงาทมิฬของสิ่งบรรพกาลที่เธอเคยเห็น แต่มันคือเงาร่างที่ดูคล้ายมนุษย์ ทว่าสูงโปร่งและเคลื่อนไหวอย่างลื่นไหลราวกับปลาที่ว่ายอยู่ในน้ำ ชายสวมหน้ากากปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางความว่างเปล่า เขาไม่ได้ลอยคว้างอย่างทุลักทุเลเหมือนเธอ แต่เขากำลังเคลื่อนที่ผ่านมิติที่บิดเบี้ยวนี้ได้อย่างมั่นคง หน้ากากของเขาในตอนนี้ดูเหมือนจะทำจากเปลือกหอยโบราณที่สะท้อนแสงสีเงินจางๆ

'เจ้ากำลังทำลายทุกอย่าง ริน' เสียงของเขาดังขึ้น มันไม่ใช่เสียงตะโกน แต่เป็นเสียงที่ก้องกังวานอยู่ในหัวของเธอโดยตรง 'เจ้าไม่ได้กำลังควบคุมมัน เจ้ากำลังเป็นเชื้อไฟให้มัน!'

รินพยายามจะคว้าหาความจริงจากคำพูดนั้น 'คุณจะช่วยฉันได้ไหม? ช่วยหยุดมันที!' เธอพยายามสื่อสารผ่านจิตที่สั่นคลอน

ชายหน้ากากขยับเข้ามาใกล้ แต่เขากลับไม่ได้ยื่นมือมาช่วย เขาเพียงแต่ยืนจ้องมองเธอด้วยดวงตาที่ซ่อนอยู่หลังหน้ากากนั้น 'ไม่มีใครช่วยเจ้าได้ นอกจากตัวเจ้าเอง... แต่เจ้าต้องเลือกว่าจะเหลือความเป็นมนุษย์ไว้เท่าไหร่ เพื่อที่จะรักษาโลกเบื้องบนไว้'

ก่อนที่รินจะได้ถามคำถามต่อไป รอยสักบนร่างกายของเธอก็ระเบิดพลังงานออกมาอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ใช่แค่แสง แต่มันคือสายน้ำสีดำข้นที่พุ่งออกมาจากผิวหนังของเธอ สายน้ำนั้นไม่ได้ไหลลงสู่เบื้องล่าง แต่มันพุ่งวนรอบตัวเธอเหมือนกรงขังที่ทำจากของเหลวที่เย็นจัด รินรู้สึกว่าสติของเธอกำลังจะหลุดลอยไป ความทรงจำเกี่ยวกับอาส้ม กลิ่นดินหลังฝนตกที่ท่าเรือ และความอบอุ่นของแสงแดดยามเช้า เริ่มเลือนรางหายไป แทนที่ด้วยความเย็นเยียบของความว่างเปล่า

ทันใดนั้น รอยแยกที่เคยแตกสลายก็ขยายตัวออกกว้างขึ้น ราวกับปากของอสุรกายที่กำลังอ้ากว้าง รินเห็นบางสิ่งเคลื่อนที่ออกมาจากรอยแยกนั้น มันไม่ใช่เงา แต่มันคือ 'ดวงตา' ขนาดมหึมาที่ดูเหมือนจะบรรจุจักรวาลทั้งจักรวาลไว้ภายใน มันไม่ได้จ้องมองมาที่เธอ แต่มันจ้องมองผ่านเธอ... จ้องมองไปยังสิ่งที่รอยสักของเธอกำลังพยายามจะเรียกหา

ความเจ็บปวดถึงขีดสุดจนรินรู้สึกเหมือนวิญญาณของเธอถูกดึงออกจากร่าง ร่างกายของเธอเริ่มโปร่งแสงและสลายกลายเป็นละอองน้ำสีคราม ในวินาทีสุดท้ายก่อนที่สติจะดับวูบ เธอได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ที่ไม่ใช่ของชายหน้ากาก แต่มันเป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความหิวกระหายที่ดังมาจากก้นบึ้งของความว่างเปล่า

รินรู้สึกถึงการร่วงหล่น... การร่วงหล่นที่ไม่มีวันสิ้นสุดลงสู่หลุมดำที่ลึกยิ่งกว่าความตาย และในความมืดนั้นเอง เธอก็เห็นมือคู่หนึ่งที่ดูเหมือนจะทำจากรากไม้และกระแสน้ำ เอื้อมออกมาจากความมืดเพื่อคว้าตัวเธอไว้

--- รินต้องเผชิญกับสภาวะกึ่งกลางระหว่างสองโลกที่ร่างกายกำลังถูกรอยสักกลืนกินขณะพยายามควบคุมพลังมิติ ชายหน้ากากปรากฏตัวเพื่อเตือนถึงราคาที่เธอต้องจ่าย ก่อนที่เธอจะถูกดึงเข้าสู่ความมืดมิดที่ลึกยิ่งกว่าเดิมพร้อมกับสิ่งลี้ลับที่กำลังจ้องมองผ่านตัวเธอ