ตอนที่ 106 — การวางกุญแจไม้ลงบนโต๊ะหินอ่อน
“ถ้าคุณยังยืนจ้องหน้าต่างนั่นเหมือนรอให้น้ำขึ้นสูงกว่าเดิม ผมว่าเราคงคุยกันไม่จบแน่ครับริน”
เสียงของคามินดังขึ้นท่ามกลางความเงียบในห้องรับรองระดับสูง เขาไม่ได้พูดพลางจ้องหน้าเธอ แต่เขากำลังก้มหน้าก้มตาใช้คีมขนาดเล็กปรับจูนฟันเฟืองทองเหลืองในกลไกจำลองเรือกลไฟลำจิ๋ว มือของเขาสั่นน้อยๆ จนรินสังเกตเห็น
รินไม่ได้หันไปมองตามคำทักท้วง เธอเพียงแต่ขยับเสื้อกั๊กหนังสีซีดของเธอให้เข้าที่ พลางจ้องมองออกไปนอกกระจกใสบานยักษ์ของอาคารสภากลาง ที่มองเห็นแม่น้ำสายหลักไหลผ่านราวกับเส้นเลือดสีคราม แต่อีกด้านหนึ่ง เธอกลับเห็นเงาของเขื่อนคอนกรีตขนาดยักษ์ที่กำลังก่อตัวขึ้นเหมือนกำแพงที่พร้อมจะตัดขาดลมหายใจของชุมชนเรือนแพ
“ฉันไม่ได้รอให้น้ำขึ้น คามิน ฉันกำลังดูว่าพวกเขากำลังจะปิดกั้นทางน้ำตรงไหนต่างหาก” รินหมุนตัวกลับมา เสียงรองเท้าบูทกระทบพื้นหินอ่อนดัง กึก กึก “แล้วไอ้กลไกนั่นน่ะ เก็บเข้ากระเป๋าไปเถอะ ประตูห้องประชุมจะเปิดในอีกสิบนาทีแล้ว นายหัวเดชาส่งคนมาเตือนฉันสามรอบแล้วนะว่าอย่าไปทำตัว ‘แข็งกร้าว’ ใส่พวกกลุ่มทุนต่างถิ่น”
“เขาไม่ได้เรียกแข็งกร้าว เขาเรียก ‘ขัดขวางกระแสการค้า’” คามินเงยหน้าขึ้น แว่นสายตาของเขาสะท้อนแสงไฟ “ริน... การพูดเรื่องสมดุลธรรมชาติในห้องที่มีแต่คนถือตัวเลขกำไร มันเหมือนการพยายามพายเรือทวนน้ำพายุลมมรสุมด้วยไม้พายผุๆ เลยนะ คุณแน่ใจเหรอว่าจะใช้แผนเดิม?”
รินหยิบสมุดบันทึกเล่มเก่าที่ขอบกระดาษเริ่มเปื่อยยุ่ยออกมาจากเอว มันคือบันทึกของเถาว์ เธอเปิดผ่านหน้าที่มีลายมือหวัดๆ แต่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา หน้าหนึ่งเขียนไว้ว่า ‘กระแสน้ำไม่ได้มีไว้เพื่อเอาชนะ แต่มีไว้เพื่อโอบอุ้มสิ่งที่มีชีวิต’
“ถ้าฉันไม่พาย ฉันก็แค่ปล่อยให้เขาถมคลองจนมิด” รินตอบสั้นๆ ก่อนจะเดินนำคามินออกไปสู่โถงประชุมขนาดใหญ่
ภายในห้องประชุมกลิ่นหอมของเครื่องเทศราคาแพงอบอวลไปทั่ว สวนทางกับกลิ่นโคลนและไอเกลือที่รินคุ้นเคย บนโต๊ะยาวทรงกลมทำจากไม้เนื้อแข็งราคาแพง มีตัวแทนจากสมาคมพ่อค้าจากดินแดนเหนือและกลุ่มทุนผู้ถือครองสิทธิ์การเดินเรือนั่งอยู่เต็มพื้นที่ ทุกคนสวมชุดผ้าไหมเนื้อละเอียดและมีท่าทีสงบนิ่งราวกับรูปปั้น
นายหัวเดชานั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ เขาสวมสูทสีเทาเข้ม ดูภูมิฐานและน่าเกรงขามกว่าครั้งสุดท้ายที่รินเจอเขาที่ริมน้ำหลายเท่านัก เขาส่งยิ้มที่ดูเหมือนจะเอ็นดูมาให้เธอ แต่ดวงตาสีเข้มคู่นั้นกลับเย็นเฉียบเหมือนน้ำใต้คลองคำสาปในคืนเดือนมืด
“เชิญคุณริน ตัวแทนจากกลุ่มเดลต้าขึ้นมาได้เลยครับ” นายหัวเดชากล่าว เสียงของเขานุ่มนวลแต่มีอำนาจสั่งการ “เรากำลังรอฟังแนวคิดเรื่อง ‘การจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน’ ที่คุณเสนอมาในจดหมาย... หวังว่ามันจะไม่ใช่แค่เรื่องการปล่อยให้น้ำไหลไปตามยถากรรมนะ”
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นจากกลุ่มชายในชุดสูทด้านขวา รินรู้สึกได้ถึงความตึงเครียดที่กดทับลงบนบ่า เธอเดินขึ้นไปบนแท่นไม้อย่างมั่นคง แม้ใจจะเต้นระรัวเหมือนจังหวะกลองในงานเทศกาลเรือ
“พวกคุณเรียกมันว่าการจัดการทรัพยากร” รินเริ่มพูด เสียงของเธอไม่ได้ตะโกน แต่หนักแน่นและกังวานด้วยสำเนียงใต้ที่ไม่ได้พยายามจะดัดให้เป็นภาษากลาง “แต่สำหรับพวกเราที่อาศัยบนเรือนแพ สิ่งที่พวกคุณเรียกว่าทรัพยากร คือเส้นเลือด คือทางเดิน คือชีวิต การสร้างเขื่อนเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในโรงงานของพวกคุณเพียงฝ่ายเดียว คือการตัดเส้นเลือดของคนทั้งเดลต้า”
“คุณริน” ตัวแทนจากกลุ่มทุนทางเหนือขัดขึ้น “โลกกำลังต้องการพลังงานที่มั่นคง โรงงานของคามินที่ผลิตพลังงานจากพืชก็ต้องการน้ำที่ควบคุมทิศทางได้ ถ้าคุณไม่ยอมให้เราสร้างเขื่อน ระบบเศรษฐกิจใหม่จะพังทลาย และความมั่นคงของโลกจะหายไป”
“ความมั่นคงที่สร้างบนซากปรักหักพังของชุมชนน่ะเหรอ?” รินสวนกลับทันที เธอเห็นคามินที่ยืนอยู่ด้านหลังขมวดคิ้ว เขากำลังพยายามคุมอาการตื่นเต้นด้วยการจัดระเบียบเครื่องมือช่างในมือ “พวกคุณอยากควบคุมน้ำ แต่พวกคุณลืมไปว่าน้ำคือสิ่งเดียวในโลกที่ไม่ยอมให้ใครครอบครองได้ตลอดกาล ถ้าคุณขังมันไว้ มันจะหาทางทำลายเขื่อนของคุณเอง”
“แล้วคุณจะให้เราทำอย่างไร? จะให้รอให้น้ำขึ้นน้ำลงตามใจชอบอย่างนั้นหรือ?” นายหัวเดชาถามพลางโน้มตัวมาข้างหน้า “บอกวิธีที่จับต้องได้มาสิ อย่าใช้แค่คำพูดสวยหรูเรื่องความสมดุล”
รินนิ่งไปครู่หนึ่ง เธอหลับตาลงชั่ววินาที ภาพของเถาว์ที่กำลังเขียนบันทึก และภาพของคามินที่กำลังต่อสู้กับกลไกเครื่องจักรไหลผ่านเข้ามา เธอรู้ดีว่าคำพูดอย่างเดียวเปลี่ยนโลกไม่ได้
เธอก้มลงหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมาจากกระเป๋า มันไม่ใช่ทองคำหรืออัญมณี แต่มันคือ ‘กุญแจ’ ที่ทำจากไม้เนื้อแข็งแกะสลักเป็นรูปทรงคล้ายกระแสน้ำหมุนวน ผสมผสานกับกลไกฟันเฟืองขนาดจิ๋วที่คามินช่วยเธอออกแบบเมื่อคืน
รินเดินไปที่กลางโต๊ะประชุม แล้ววางกุญแจไม้ชิ้นนั้นลงบนแผ่นหินอ่อน
“นี่ไม่ใช่กุญแจเพื่อเปิดประตูสู่คลังสมบัติ” รินกล่าว สายตากวาดมองทุกคนในห้อง “แต่มันคือกุญแจสำหรับกลไกการแบ่งปันน้ำ กุญแจที่เชื่อมต่อระบบเขื่อนกั้นน้ำเข้ากับระบบคลองธรรมชาติผ่านประตูระบายน้ำอัจฉริยะที่เราพัฒนาขึ้น มันจะทำหน้าที่เปิด-ปิดตามจังหวะมรสุมและน้ำขึ้นน้ำลงโดยอัตโนมัติ เพื่อให้พลังงานเข้าสู่โรงงานได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ขัดขวางการสัญจรของเรือนแพ”
เธอเริ่มหมุนกุญแจไม้ชิ้นนั้น กลไกข้างในส่งเสียงคลิกเบาๆ พร้อมกับภาพจำลองของระบบน้ำที่แสดงผลผ่านแสงสะท้อนจากเครื่องมือของคามินที่ถูกส่งขึ้นมาบนจอภาพด้านหลัง
“เราจะไม่สู้กับกระแสน้ำ แต่เราจะใช้กระแสน้ำเป็นแรงขับเคลื่อน” รินย้ำ “ถ้าพวกคุณยอมรับโมเดลนี้ พวกคุณจะได้ทั้งพลังงานที่เสถียร และจะได้ความสงบสุขจากชุมชนที่พร้อมจะร่วมมือค้าขายกับพวกคุณ ไม่ใช่การต่อต้าน”
ความเงียบปกคลุมห้องประชุมยาวนานจนรินรู้สึกเหมือนลมหายใจจะหยุดลง นายหัวเดจามองกุญแจไม้ชิ้นนั้นด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก เขาขยับเนกไทเล็กน้อยก่อนจะหันไปสบตากับเหล่าผู้ถือหุ้น
“มันเป็นแนวคิดที่... ท้าทายระบบเดิมอย่างมาก” นายหัวเดชากล่าว เสียงของเขาไม่ได้ดูเหยียดหยามเหมือนตอนแรก แต่กลับมีความกระหายใคร่รู้ “แต่ถ้ามันสามารถสร้างกำไรได้มากกว่าการปิดกั้นทางน้ำเพียงอย่างเดียว... ผมคิดว่าเราควรนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของสภาโลกในลำดับถัดไป”
เสียงพูดคุยเริ่มดังขึ้นรอบโต๊ะ ไม่ใช่เสียงเยาะเย้ย แต่เป็นเสียงการเจรจาที่จริงจัง รินถอนหายใจยาวออกมา ความรู้สึกหนักอึ้งที่บ่าดูจะเบาบางลงเล็กน้อย
เมื่อการประชุมสิ้นสุดลง รินเดินกลับมาหาคามินที่ยืนรออยู่ตรงโถงทางเดิน
“คุณทำได้แล้วริน” คามินพูดพลางยิ้มกว้าง เขาไม่ได้เก็บเครื่องมือแล้ว แต่เขากำลังเช็ดเหงื่อออกจากหน้าผาก “พวกเขาตกลงจะเริ่มทดสอบระบบกุญแจน้ำที่คลองคำสาปเป็นที่แรก”
“มันแค่จุดเริ่มต้นคามิน” รินมองออกไปที่ท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มสลัว “พวกเขายอมรับกุญแจของเรา แต่เรายังไม่รู้เลยว่าสิ่งที่อยู่ใต้ผิวน้ำที่ฉันเห็นเมื่อวาน... มันจะยอมรับกุญแจดอกนี้ด้วยหรือเปล่า”
ทันใดนั้น เสียงสัญญาณเตือนภัยจากโรงงานผลิตพลังงานของคามินที่อยู่ไกลออกไปก็ดังขึ้นกึกก้อง แสงสีแดงวาบขึ้นจากขอบฟ้าทางทิศใต้ รินและคามินหันไปมองทางนั้นพร้อมกัน
“นั่นไม่ใช่สัญญาณการผลิตขัดข้องธรรมดา” คามินพูด เสียงของเขาเคร่งเครียดขึ้นทันที “มันเหมือน... มีอะไรบางอย่างพยายามจะพังกำแพงกั้นน้ำจากด้านล่างขึ้นมา”
--- รินเป็นตัวแทนชาวเดลต้าเข้าประชุมระดับโลกเพื่อนำเสนอแนวคิดการจัดการน้ำด้วย 'กุญแจไม้กลไก' เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการผลิตพลังงานกับการดำรงชีวิตของชุมชน ซึ่งได้รับความสนใจจากกลุ่มทุน แต่ในขณะที่ความสำเร็จกำลังจะมาถึง กลับเกิดสัญญาณเตือนภัยปริศนาจากใต้ผิวน้ำที่โรงงานของคามิน