ตอนที่ 9 — รอยจารึกแห่งโชคชะตาและภาพสะท้อนที่บิดเบี้ยว
ความเงียบสงัดหลังพายุเพลิงแห่งแรงสั่นสะเทือนนั้นช่างหนาวเหน็บและหนักอึ้ง กานต์หอบหายใจเอาฝุ่นผงสีทองเข้าปอดจนแสบพร่าไปถึงทรวงอก ความร้อนแรงจากการปะทะกันของคลื่นเสียงยังคงทิ้งรอยอุ่นวาบไว้ในอากาศรอบตัว เขาคุกเข่าลงกับพื้นวิหารที่แตกหัก มือที่สั่นเทายังคงกำแกนเสียงดนตรีแห่งทรายไว้แน่น ราวกับว่าหากคลายมือออก โลกทั้งใบจะสลายกลายเป็นเพียงผงธุลีที่ไร้ความหมาย
“กานต์... นายยังอยู่ไหม?” เสียงของเซนอสแผ่วเบาและแหบพร่า ดังมาจากทิศทางที่เขาคาดว่าเป็นที่พำนักของเพื่อนร่วมทาง กานต์ขยับตัวอย่างยากลำบาก สัมผัสได้ถึงความขรุขระของเศษหินและรอยแยกของพื้นวิหารผ่านฝ่ามือ เขาใช้สายตาเพียงข้างเดียวที่ยังเหลืออยู่กวาดมองไปในความสลัว ทว่าภาพที่ปรากฏกลับไม่ใช่ความว่างเปล่าอย่างที่ควรจะเป็น แต่เป็นรอยจารึกที่เขาเพิ่งสร้างขึ้นเมื่อครู่... รอยจารึกที่ปรากฏอยู่บนผนังวิหารโบราณ
มันไม่ใช่เพียงแค่ลวดลายสลัก แต่มันคือภาพสะท้อนของเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ลายเส้นของทรายที่จับตัวเป็นรูปร่างของเขาขณะที่กำลังปลดปล่อยพลังงานออกมา ลายเส้นเหล่านั้นขยับเขยื้อนราวกับมีชีวิต มันไหลวนไปตามจังหวะการเต้นของหัวใจเขา กานต์รู้สึกถึงความหวาดกลัวที่เย็นเยียบแล่นผ่านสันหลัง ภาพพยากรณ์บนผนังไม่ได้แค่บอกเล่าอดีต แต่มันกำลัง ‘บันทึก’ ปัจจุบัน และดูเหมือนมันกำลังรอคอยที่จะบันทึกอนาคตที่เขายังมองไม่เห็น
“มันไม่ใช่แค่รอยสลัก...” กานต์พึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาจมหายไปในความกว้างใหญ่ของโถงวิหาร “เราไม่ได้แค่พบวิหาร... แต่เรากำลังถูกวิหารสลักลงไปในความทรงจำของมัน”
เซนอสคลานเข้ามาหาเขา ร่างกายของชายหนุ่มเต็มไปด้วยรอยถลอกและฝุ่นทรายที่เกาะกินไปตามเสื้อผ้า “ดูนั่นสิ กานต์... กลุ่มโจรพวกนั้น... พวกมันยังไม่ตายหมด” เซนอสชี้มือไปยังเงามืดที่ปลายโถงทางเดินที่ยังเหลืออยู่ แสงสลัวจากแกนเสียงดนตรีที่ยังคงทิ้งประกายจางๆ เผยให้เห็นเงาร่างของชายกลุ่มหนึ่งที่กำลังตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาจากซากปรักหักพัง แม้จะบาดเจ็บสาหัส แต่แววตาของพวกมันที่จ้องมองมายังแกนเสียงดนตรีนั้นยังคงเต็มไปด้วยความกระหายและตัณหาในอำนาจ
“เราต้องไปจากที่นี่” เซนอสกระซิบพลางพยุงตัวกานต์ให้ลุกขึ้น “ถ้าพายุทรายข้างบนนั่นมาถึงที่นี่อีกครั้ง เราจะไม่มีทางรอด”
กานต์พยักหน้าอย่างจำนน เขาพยายามรวบรวมสมาธิ สัมผัสถึงแรงสั่นสะเทือนรอบกายที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่เคยเป็นจังหวะที่วุ่นวายและรุนแรงจากการทำลายล้าง บัดนี้มันกลับเริ่มเปลี่ยนเป็นท่วงทำนองที่ซับซ้อนและลึกลับกว่าเดิม เหมือนกับว่าแกนเสียงดนตรีแห่งทรายกำลังตอบรับกับโครงสร้างโบราณของวิหารนี้ มันกำลังพยายาม ‘อ่าน’ และ ‘เขียน’ สิ่งที่เกิดขึ้นลงในรอยแยกของกาลเวลา
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังก้องมาจากด้านบน ไม่ใช่เสียงของโจรที่บาดเจ็บ แต่เป็นเสียงการสั่นสะเทือนที่สม่ำเสมอและทรงพลังอย่างประหลาด มันไม่ใช่เสียงพายุทรายธรรมชาติ แต่มันคือเสียงของบางสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างจงใจ เสียงนั้นกระทบเข้ากับผนังวิหาร ส่งผ่านแรงสั่นสะเทือนเข้าสู่ฝ่าเท้าของกานต์โดยตรง มันเป็นจังหวะที่เขาคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด—จังหวะเดียวกับที่เขาเคยใช้สลักแก้วทรายในอารยันนคร แต่ความถี่ของมันรุนแรงและลึกซึ้งกว่ามาก
“นั่นไม่ใช่พายุ...” กานต์เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “มีคน... หรือบางอย่าง... กำลังใช้เสียงเรียกหาเรา”
กลุ่มโจรที่เหลือรอดเริ่มลุกขึ้นยืนได้มากขึ้น พวกมันไม่ได้มองมาที่กานต์ด้วยความโกรธแค้นเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว แต่สายตาเหล่านั้นเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงและยำเกรง ราวกับพวกมันเพิ่งตระหนักว่าสิ่งที่พวกมันพยายามแย่งชิงไปนั้นไม่ใช่เพียงอาวุธ แต่มันคือหัวใจของโลกที่พวกมันไม่เข้าใจ
“เจ้าหนุ่ม... ส่งสิ่งนั้นมา!” ชายลึกลับที่เคยเผชิญหน้ากับพวกเขาในวิหารปรากฏตัวขึ้นจากเงามืดอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้ดูดุดันเหมือนตอนแรก แต่เขามีท่าทีที่สงบและน่าเกรงขามกว่าเดิม ร่างของเขาดูเหมือนจะกลืนไปกับความมืดรอบกาย มีเพียงดวงตาที่วาววับด้วยพลังงานความถี่ที่แปลกประหลาดเท่านั้นที่บ่งบอกถึงการมีอยู่ “เจ้าได้ปลุกสิ่งที่หลับใหลมานานเกินไปแล้ว... และตอนนี้ เจ้าเองก็ไม่อาจถอยกลับไปเป็นเพียงช่างสลักทรายธรรมดาได้อีกต่อไป”
กานต์กระชับแกนเสียงดนตรีในมือ ความร้อนจากมันแผ่ซ่านเข้าสู่ปลายนิ้ว เขาเริ่มตระหนักว่าความจริงที่เขากำลังตามหา อาจไม่ใช่เพียงการกู้คืนความทรงจำของนครอารยันนคร แต่มันคือการเผชิญหน้ากับจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของทุกสรรพสิ่งที่ถูกจารึกไว้ในผืนทราย
“ผมไม่ใช่ช่างสลักทรายธรรมดาอีกต่อไปแล้ว” กานต์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงขึ้น แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความสับสน “เพราะตอนนี้... ผมคือสิ่งที่ถูกจารึกไว้เสียเอง”
แรงสั่นสะเทือนครั้งใหม่ระเบิดขึ้นจากใต้ฝ่าเท้า เป็นจังหวะที่หนักแน่นและทรงพลัง ราวกับเสียงกลองศึกที่ดังมาจากก้นบึ้งของโลก วิหารโบราณเริ่มสั่นไหวอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันไม่ได้สั่นเพื่อถล่มลงมา แต่มันกำลังสั่นเพื่อเปิดเผยบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ลึกลงไปยิ่งกว่านั้น ภายใต้ชั้นทรายและซากปรักหักพัง... มีบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าวิหาร กำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหลที่ยาวนานหลายศตวรรษ
--- กานต์และเซนอสเผชิญหน้ากับผลกระทบจากพลังของแกนเสียงดนตรีที่ทำให้กานต์กลายเป็นส่วนหนึ่งของรอยจารึกโบราณ พร้อมกับการปรากฏตัวของชายลึกลับและแรงสั่นสะเทือนปริศนาที่กำลังปลุกบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้ดิน