ตอนที่ 30 — เงาสะท้อนของคนแปลกหน้า
ความเงียบที่นี่ไม่ได้หมายถึงความว่างเปล่า แต่มันคือความหนาแน่นของมวลสารที่อัดแน่นจนแทบจะหายใจไม่ออก กานต์ลืมตาขึ้น—หรืออย่างน้อยเขาก็พยายามจะทำเช่นนั้น—ทว่าสัมผัสแรกที่เขารับรู้ไม่ใช่ภาพทัศน์ แต่เป็นความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมาจากผิวหนังที่กลายเป็นแก้วทรายของเขาเอง ร่างกายของเขารู้สึกหนักอึ้งราวกับถูกหล่อขึ้นจากตะกั่วและเศษกระจกที่แตกละเอียด ทุกครั้งที่เขาขยับปลายนิ้ว เสียงเสียดสีของเกล็ดแก้วเล็กๆ จะดังกรอบแกรบอยู่ในโสตประสาท เป็นจังหวะที่ขัดกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ยังคงเป็นมนุษย์อยู่ลางๆ
เขานอนอยู่บนพื้นผิวที่เรียบเนียนจนน่าประหลาด มันไม่ใช่ดิน ไม่ใช่หิน แต่เป็นพื้นกระจกที่สะท้อนแสงสลัวจากเบื้องบน แสงนั้นไม่ได้มาจากดวงอาทิตย์ แต่เป็นแสงเรืองรองสีฟ้าอ่อนที่ไหลเวียนอยู่ใต้ผืนกระจก ราวกับมีกระแสน้ำแห่งวิญญาณไหลผ่านอยู่ข้างล่าง กานต์พยายามยันกายขึ้น ความเจ็บปวดแล่นพล่านจากรอยปริแตกบริเวณหัวไหล่ซ้าย—รอยร้าวที่ขยายกว้างขึ้นกว่าครั้งก่อน—มันไม่ใช่แค่ความเจ็บทางกาย แต่เป็นความรู้สึกเหมือนตัวตนของเขากำลังถูกดึงแยกออกจากกันด้วยแรงสั่นสะเทือนที่มองไม่เห็น
“กานต์...”
เสียงนั้นแผ่วเบา ทว่ามันดังก้องอยู่ในโสตประสาทของเขาอย่างรุนแรง กานต์สะดุ้งโหยง พยายามกวาดสายตาเพียงข้างที่ยังใช้งานได้มองไปรอบตัว ท่ามกลางความสลัวของนครที่ดูเหมือนจะสร้างจากคลื่นเสียงที่แข็งตัว เขาเห็นเงาร่างหนึ่งยืนอยู่ไม่ไกลนัก เงาร่างนั้นสูงโปร่ง สวมชุดคลุมยาวที่พลิ้วไหวราวกับกลุ่มควันใต้ผิวน้ำ เมื่อเงาร่างนั้นก้าวเข้ามาในระยะแสง กานต์ก็ต้องชะงักลมหายใจ
มันคือเซนอส
แต่ไม่ใช่เซนอสที่เขาจำได้ เซนอสคนนี้ดูสงบนิ่งจนน่ากลัว ดวงตาของเขาไม่มีแววแห่งความกังวลหรือความตื่นตระหนกจากการหนีตายเหมือนเมื่อครู่ ใบหน้าของเขาเรียบเฉยราวกับรูปสลักที่ถูกสลักขึ้นจากความว่างเปล่า และที่สำคัญที่สุด... กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากตัวเซนอสไม่ใช่กลิ่นของมนุษย์ที่เหนื่อยหอบจากการเดินทาง แต่มันคือกลิ่นของโอโซนและแร่ธาตุที่เย็นจัด
“คุณ... เซนอส?” กานต์เค้นเสียงออกมา มันแหบพร่าและฟังดูเหมือนเสียงแก้วกระทบกัน “เราหนีออกมาได้แล้วใช่ไหม? พวก Resonators...”
เซนอสไม่ตอบในทันที เขาเพียงแต่จ้องมองกานต์ด้วยสายตาที่กานต์ไม่สามารถตีความได้ มันไม่ใช่สายตาของความเห็นอกเห็นใจ และไม่ใช่สายตาของศัตรู แต่มันคือสายตาของผู้เฝ้าสังเกตการณ์ที่กำลังพิจารณาสิ่งมีชีวิตที่ผิดเพี้ยน “เจ้าไม่ได้หนีออกมาจากอะไรทั้งนั้น กานต์” เซนอสกล่าว น้ำเสียงของเขาเรียบเรียบแต่มีพลังสั่นสะเทือนที่ทำให้พื้นกระจกใต้เท้ากานต์สั่นไหว “เจ้าเพียงแค่หลุดเข้ามาในจุดที่ความจริงและคำลวงมาบรรจบกัน”
กานต์ขมวดคิ้ว ความสับสนเริ่มก่อตัวเป็นพายุในอก “หมายความว่ายังไง? เราอยู่ที่ไหน? นี่คือนครเสียงสะท้อนเหรอ?”
“นี่คือจุดเริ่มต้นของการสูญสิ้น” เซนอสขยับกายก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกหนึ่งก้าว “และที่เจ้าเห็นข้า... มันอาจจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความทรงจำที่เจ้าพยายามจะรักษาไว้ หรือไม่ก็เป็นเพียงเงาสะท้อนที่เกิดจากความบิดเบี้ยวของเจ้าเอง”
กานต์รู้สึกถึงความเย็นวาบที่แล่นผ่านสันหลัง เขาพยายามจะเอื้อมมือไปจับแขนของเซนอสเพื่อยืนยันว่านี่คือความจริง แต่ทันทีที่ปลายนิ้วที่เป็นแก้วของเขาสัมผัสกับชายเสื้อของเซนอส ร่างของเซนอสก็แตกสลายกลายเป็นกลุ่มควันสีเงินและมลายหายไปในอากาศ ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะแผ่วเบาที่ดังก้องมาจากทุกทิศทาง
“นั่นไม่ใช่ข้า... แต่นั่นคือสิ่งที่เจ้าอยากให้เป็น” เสียงนั้นไม่ได้มาจากเซนอส แต่มันมาจากความว่างเปล่า
กานต์ถอยกรูดจนแผ่นหลังชนเข้ากับแท่งแก้วขนาดใหญ่ที่งอกขึ้นมาจากพื้น มันคือโครงสร้างของนครแห่งนี้—สถาปัตยกรรมที่ไม่ได้สร้างจากการก่ออิฐถือปูน แต่สร้างจากการกักเก็บคลื่นเสียงให้แข็งตัวเป็นรูปทรง เขาสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่ไหลผ่านแท่งแก้วนั้น มันเป็นท่วงทำนองที่เศร้าสร้อยและโหยหา มันคือเสียงของประวัติศาสตร์ที่ถูกกักขังไว้ในรูปแบบของวัตถุ
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเป็นจังหวะก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง กานต์รีบหันไปมองด้วยความระแวดระวัง สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่ Resonators ที่เป็นกลุ่มก้อนพลังงานบริสุทธิ์ แต่เป็นชายคนหนึ่งที่ดูเหมือนเซนอสอย่างแทบจะแยกไม่ออก ทว่าคราวนี้ชายผู้นั้นไม่ได้ยืนอยู่เฉยๆ เขากำลังเดินตรงมาหาเขาด้วยท่าทีที่มั่นคงและเปี่ยมไปด้วยอำนาจ
“เจ้าจะหนีความจริงไปได้นานแค่ไหน กานต์?” ชายผู้นั้นถาม เมื่อเข้าถึงระยะที่แสงสว่างส่องถึง กานต์ถึงได้เห็นชัดเจนว่าใบหน้าของชายคนนี้มีรอยจารึกโบราณพาดผ่านดวงตา ราวกับเป็นรอยแผลเป็นที่เกิดจากพลังงานมหาศาล “ความทรงจำที่เจ้าพยายามจะปกป้อง... มันคือสิ่งที่ทำให้โลกนี้พินาศมาแล้วครั้งหนึ่ง และมันกำลังจะทำมันอีกครั้ง”
“คุณเป็นใครกันแน่!” กานต์ตะโกนออกไป ความกลัวเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้น เขาพยายามรวบรวมพลังจากเศษเสี้ยวของแกนเสียงดนตรีที่ยังคงฝังอยู่ในจิตวิญญาณของเขา เพื่อสร้างคลื่นความถี่ที่จะปกป้องตัวเอง
“ข้าคือผลลัพธ์ของการตัดสินใจของเจ้า” ชายลึกลับผู้นั้นกล่าว พร้อมกับชูมือขึ้น ทันใดนั้น พื้นกระจกที่กานต์ยืนอยู่ก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง คลื่นเสียงความถี่ต่ำแผ่กระจายออกมาจากใต้ดิน มันไม่ใช่เสียงที่หูได้ยิน แต่เป็นเสียงที่กระดูกและแก้วทรายในร่างกายของกานต์สัมผัสได้ ร่างกายของเขาเริ่มสั่นระริก รอยปริแตกตามผิวหนังเริ่มขยายตัวออกราวกับจะแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ
“หยุดนะ!” กานต์คำราม เขาพยายามควบคุมจังหวะการสั่นสะเทือนในตัวเขา ให้มันสอดประสานไปกับความถี่ที่กำลังโจมตีเขา แทนที่จะต้านทาน เขาเลือกที่จะ 'ไหล' ไปกับมัน ทันทีที่เขาเปลี่ยนกลยุทธ์ คลื่นเสียงที่เคยทำลายล้างกลับกลายเป็นแรงส่งที่ทำให้เขารู้สึกมั่นคงขึ้น
เขามองเห็นภาพนิมิตแทรกเข้ามาในโสตประสาท—ภาพของนครอารยันที่กำลังลอยเด่นอยู่ท่ามกลางทะเลทรายทองคำ แต่ในภาพนั้น นครไม่ได้สวยงามอย่างที่เขาจำได้ มันกำลังถูกกัดกินด้วยรอยร้าวสีดำสนิท และผู้คนในนครต่างพากันกรีดร้องด้วยเสียงที่ไม่มีใครได้ยิน
“เจ้าเห็นแล้วใช่ไหม?” ชายลึกลับผู้นั้นถาม เสียงของเขาเริ่มพร่าเลือนไปพร้อมกับภาพนิมิต “ความจริงที่สวยงามคือคำลวง ความลืมเลือนต่างหากคือความเมตตา”
กานต์หอบหายใจอย่างหนัก ร่างกายที่เป็นแก้วของเขาร้อนผ่าวจากการปะทะกันของความถี่ เขาจ้องมองชายลึกลับคนนั้นด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่ปนเปไปด้วยความโศกเศร้า “ถ้าความทรงจำคือไวรัส... ข้าก็จะเป็นไวรัสที่ทำลายระบบที่ไร้หัวใจนี้เอง”
ชายลึกลับแค่นยิ้ม เป็นยิ้มที่ดูเหมือนจะเย้ยหยันในโชคชะตา “ถ้าเช่นนั้น ก็จงพิสูจน์... ว่าเศษเสี้ยวของมนุษย์ในตัวเจ้า จะแข็งแกร่งพอที่จะแบกรับน้ำหนักของโลกที่แตกสลายนี้ได้หรือไม่”
สิ้นคำพูดนั้น พื้นกระจกใต้เท้าของกานต์ก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ ร่างของเขาดิ่งวูบลงสู่ความมืดมิดเบื้องล่าง ทิ้งไว้เพียงเสียงสะท้อนของท่วงทำนองที่บิดเบี้ยวและเงาร่างของชายลึกลับที่ยืนอยู่บนขอบเหวแห่งความจริงที่กำลังพังทลาย
--- กานต์ตื่นขึ้นในนครเสียงสะท้อนและเผชิญหน้ากับตัวตนปริศนาที่ดูคล้ายเซนอส ซึ่งท้าทายความเชื่อของเขาเกี่ยวกับความสำคัญของความทรงจำ ท่ามกลางการปะทะกันของคลื่นความถี่ที่ทำให้ร่างกายแก้วทรายของเขาเกือบแตกสลาย กานต์ตัดสินใจที่จะใช้ความทรงจำที่แปรปรวนเป็นอาวุธเพื่อต่อสู้กับความจริงที่ถูกบิดเบือน