ตอนที่ 15 — ท่วงทำนองแห่งแก้วและเศษเสี้ยวแห่งวิญญาณ
ความรู้สึกแรกที่กานต์สัมผัสได้ไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่มันคือความว่างเปล่าที่เย็นเยียบและคมกริบ มันไม่ใช่ความมืดมิดที่เขาคุ้นเคยจากการสูญเสียดวงตาไปข้างหนึ่ง แต่มันคือสภาวะที่การรับรู้ทางกายภาพกำลังถูกตัดขาดออกจากความจริง ราวกับว่าตัวตนของเขากำลังถูกถอดรหัสออกเป็นละอองเล็กๆ แล้วโปรยปรายลงสู่ความเวิ้งว้าง เสียงดนตรีที่เคยเป็นท่วงทำนองแห่งชีวิต บัดนี้กลายเป็นเสียงครวญครางที่สั่นสะเทือนไปถึงแก่นวิญญาณ มันไม่ใช่เสียงที่หูจะได้ยิน แต่มันคือแรงสั่นสะเทือนที่กระแทกเข้ากับกระดูกสันหลังและก้องกังวานอยู่ในกระแสเลือด
"กานต์! กานต์! ได้ยินฉันไหม!" เสียงของเซนอสแว่วมาเหมือนมาจากอีกฟากหนึ่งของมหาสมุทรที่ห่างไกล มันสั่นเครือและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ทว่ากานต์กลับรู้สึกว่าเสียงนั้นไม่ได้เดินทางผ่านอากาศ แต่มันเดินทางผ่านชั้นแก้วทรายที่กำลังงอกเงยขึ้นมาแทนที่ผิวหนังของเขา
เขามองเห็น—ไม่สิ เขา 'รู้สึก' ถึงภาพที่ปรากฏขึ้นในมโนสำนึก ร่างกายของเขาไม่ได้เป็นเพียงเนื้อหนังอีกต่อไป แสงสีทองสว่างวาบวาบขึ้นมาเป็นจังหวะตามแรงสั่นสะเทือน รอยจารึกโบราณที่เคยเป็นเพียงลวดลายบนผิวหนัง บัดนี้ได้ฝังลึกลงไปในมวลกล้ามเนื้อและเส้นเลือด ทุกครั้งที่หัวใจเต้น รอยสลักเหล่านั้นจะเปล่งแสงเรืองรองออกมา ราวกับว่าเขากำลังกลายเป็นแผ่นแก้วทรายที่ถูกสลักด้วยประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้เอง เขาคือผู้บันทึกที่กำลังถูกบันทึกเสียเอง
ใต้ฝ่าเท้าที่เขาสัมผัสได้ถึงความไม่มั่นคงไม่ใช่พื้นหินหรือทรายธรรมดา แต่มันคือแผ่นแก้วขนาดมหึมาที่กำลังสั่นไหวตามจังหวะการตื่นขึ้นของบางสิ่งที่อยู่ลึกลงไปใต้ก้นบึ้ง เสียงคำรามที่แผ่ออกมานั้นทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มันไม่ใช่เสียงสัตว์ร้าย แต่มันคือเสียงของความทรงจำนับพันปีที่ถูกกักขังไว้ใต้แรงกดดันมหาศาลของผืนทราย กำลังปะทุออกมาจากการหลับใหล
"ฉัน... ฉันกำลังกลายเป็นแก้ว..." กานต์พยายามจะเปล่งเสียง แต่สิ่งที่หลุดออกมาจากลำคอกลับเป็นเพียงเสียงกังวานใสเหมือนแก้วกระทบกัน ความเงียบสงัดที่น่าสะพรึงกลัวเข้าจู่โจมในทันทีที่เขาพยายามจะขยับตัว เขาพบว่าแขนข้างหนึ่งของเขาไม่ได้ให้ความรู้สึกถึงน้ำหนักหรือสัมผัสของผ้าที่สวมใส่ แต่มันกลับมีความรู้สึกถึงความโปร่งแสงและความแข็งกร้าวของผลึกแก้วที่เรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบตามรอยสลักพยากรณ์
"อย่าขยับ! กานต์! อย่าขยับตัว!” เสียงเซนอสตะโกนใกล้เข้ามามากกว่าเดิม พร้อมกับสัมผัสของมือที่หยาบกร้านซึ่งคว้าเข้าที่ไหล่ของเขา ทว่าสัมผัสจากมือของเซนสนั้นกลับรู้สึกเหมือนการกระทบลงบนพื้นผิวที่เรียบและเย็นเฉียบเกินกว่าจะเป็นมนุษย์ “แก... แกเปลี่ยนไป กานต์! ตัวแก... มันใสเหมือนแก้ว!"
กานต์พยายามจะรวบรวมสติที่กระจัดกระจาย ท่ามกลางคลื่นเสียงที่ถาโถม เขาพยายามใช้สัมผัสที่เหลืออยู่เพื่อหาจุดศูนย์กลางของตัวเอง แกนเสียงดนตรีแห่งทรายที่เขาเคยถือไว้ บัดนี้ดูเหมือนจะหลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณของเขาไปแล้ว ทุกครั้งที่เขามีความคิด รอยสลักบนร่างจะสว่างวาบและส่งแรงสั่นสะเทือนออกไปกระทบกับผนังถ้ำแก้ว ราวกับว่าเขาได้กลายเป็นเครื่องดนตรีชิ้นสำคัญของโลกใต้พิภพแห่งนี้ไปโดยปริยาย
ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนที่เคยเป็นเพียงจังหวะสม่ำเสมอก็เปลี่ยนเป็นความโกลาหล พื้นแก้วใต้ร่างเริ่มปริร้าว แสงสีทองที่เคยสว่างนวลกลับกลายเป็นแสงสีแดงฉานดั่งเปลวเพลิงที่กำลังเผาไหม้ความมืดมิด กานต์สัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวที่ยิ่งใหญ่ใต้ฝ่าเท้า มันไม่ใช่การถล่ม แต่มันคือการขยับตัวของบางสิ่งที่ใหญ่โตมหาศาลจนแม้แต่ภูเขาก็ดูเป็นเพียงเม็ดทรายเมื่อเทียบกับมัน
"มันกำลังตื่นขึ้น..." กานต์พยายามจะสื่อสารผ่านทางจิตสำนึกที่เลือนราง เขาไม่ได้เห็นด้วยตา แต่เขารับรู้ได้ถึงความตระหง่านของสิ่งที่กำลังตื่นขึ้น มันคือความโหยหาที่รุนแรง ความทรงจำที่ถูกลืมเลือนกำลังพยายามจะกลับคืนสู่โลกเบื้องบนผ่านช่องว่างที่กำลังเปิดออกใต้ผืนทราย
เซนอสพยายามจะลากเขาออกไปจากจุดนั้น แต่ยิ่งเซนอสขยับ รอยสลักบนตัวกานต์ก็ยิ่งสว่างขึ้นและขยายตัวออกไปตามแรงสั่นสะเทือน ราวกับว่าร่างกายของกานต์คือสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างโลกปัจจุบันกับอดีตกาลที่กำลังปะทุออกมา กานต์เริ่มรู้สึกว่าสติของเขากำลังจมดิ่งลงไปในมหาสมุทรแห่งข้อมูลข่าวสาร รอยจารึกเหล่านั้นไม่ได้เป็นเพียงลวดลาย แต่มันคือภาพเหตุการณ์ ภาพใบหน้าของผู้คนที่ล่มสลาย และบทเพลงที่เคยขับขานในยุคที่ดวงอาทิตย์ยังไม่แผดเผาโลก
ความเจ็บปวดเริ่มกลับมาอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเจ็บปวดทางกาย มันคือความเจ็บปวดจากการที่ตัวตนเดิมของเขาถูกแทนที่ด้วยข้อมูลมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามา กานต์รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังแตกสลายเป็นล้านๆ ชิ้น และทุกชิ้นส่วนกำลังพยายามจะกลับไปรวมตัวกันใหม่ในรูปแบบที่เขาไม่รู้จัก เขาไม่ใช่ช่างสลักทรายอีกต่อไป แต่เขากำลังกลายเป็น 'ประวัติศาสตร์' เสียเอง
ท่ามกลางความโกลาหลของแสงและเสียงที่บิดเบี้ยว กานต์เห็นเงาตะคุ่มขนาดมหึมาเริ่มก่อตัวขึ้นจากความมืดมิดใต้ก้นเหว มันไม่ใช่สัตว์ร้าย แต่เป็นกลุ่มก้อนของพลังงานและเศษซากความทรงจำที่รวมตัวกันเป็นรูปร่างที่ไม่อาจนิยามได้ ความยิ่งใหญ่ที่น่าสะพรึงกลัวนั้นกำลังเคลื่อนที่ขึ้นมาหาพวกเขา พร้อมกับเสียงกระซิบที่ดังสนั่นกึกก้องไปทั่วทั้งถ้ำแก้ว
"จงคืน... ความทรงจำ... ของเรา... คืนมา..."
เสียงนั้นไม่ได้มาจากอากาศ แต่มันดังมาจากทุกอณูของทรายที่ลอยละล่องอยู่ในอากาศ และจากแก้วทรายที่กำลังกลืนกินร่างของเขา กานต์รู้ดีว่าการเดินทางของเขาไม่ได้จบลงที่การค้นพบแกนเสียงดนตรี แต่มันเพิ่งเริ่มต้นขึ้นในฐานะส่วนหนึ่งของสิ่งที่เขากำลังตามหา และความลับที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนทรายนี้ กำลังจะเปลี่ยนความเข้าใจเกี่ยวกับโลกและตัวตนของเขาไปตลอดกาล
--- กานต์เริ่มสูญเสียความเป็นมนุษย์เมื่อร่างกายถูกรอยจารึกโบราณกลืนกินจนกลายเป็นแก้วทราย ในขณะที่แรงสั่นสะเทือนจากการตื่นขึ้นของพลังงานโบราณใต้ดินกำลังนำพาบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่และน่าสะพรึงกลัวขึ้นมาจากความมืด