ตอนที่ 67 — เศษซากแห่งศรัทธาและเสียงคำรามของกลไก
กลิ่นไหม้ของไม้โอ๊คที่ถูกเผาผลาญและกลิ่นสนิมเหล็กคละคลุ้งอยู่ในอากาศที่เย็นเยียบของเช้าวันที่เจ็ดเดือนมิสต์มัวร์ Anwen ยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของสิ่งที่เคยเป็น 'The Pilgrims' Rest' แสงอาทิตย์ยามเช้าที่สาดส่องผ่านม่านหมอกไม่ได้ให้ความรู้สึกอบอุ่น แต่มันกลับขับเน้นให้เห็นความพินาศที่กระจายอยู่รอบตัว—คานไม้ที่หักโค่น เศษถ้วยชามที่แตกละเอียด และร่องรอยของเถาวัลย์โลหะที่ยังคงขยับเขยื้อนอย่างเชื่องช้าคล้ายกับสิ่งมีชีวิตที่กำลังพักผ่อน
ความเจ็บปวดที่แขนซ้ายของเธอไม่ใช่ความเจ็บปวดแบบเนื้อหนังฉีกขาด แต่มันคือความรู้สึกหนักอึ้งและเย็นเยียบ รอยจารึกที่ลามเลียขึ้นมาถึงหัวไหล่เปลี่ยนผิวหนังของเธอให้กลายเป็นโลหะผิวมันวาวที่มีลวดลายสลับซับซ้อน ทุกครั้งที่เธอหายใจเข้าลึกๆ เธอจะรู้สึกถึงจังหวะการเต้นที่ไม่ได้มาจากหัวใจของมนุษย์ แต่เป็นจังหวะการหมุนของฟันเฟืองที่สั่นสะเทือนมาจากใต้ฝ่าเท้า
“พวกเราต้องไปจากที่นี่ ก่อนที่พวกขุนนางจะส่งหน่วยล่าสังหารมาเพิ่ม” เสียงของ Fin ดังขึ้นข้างกาย เด็กหนุ่มมีใบหน้าเปื้อนเขม่าและแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง เขากำลังประคองลังไม้เก่าๆ ที่ดูเหมือนจะเป็นของมีค่าเพียงไม่กี่อย่างที่เหลือรอดจากการถล่ม
Anwen หันไปมองเขา ดวงตาของเธอที่เคยอ่อนโยนบัดนี้มีความคมกล้าและเย็นชาขึ้นอย่างประหลาด “เราไปไหนได้ Fin? ถนนหลวงถูกปิดล้อมด้วยกองกำลังของพวกขุนนาง พื้นที่รอบนี้กลายเป็นเขตสงครามระหว่างมนุษย์กับ... สิ่งที่อยู่ใต้ดินไปแล้ว”
เธอขยับแขนโลหะ ความรู้สึกหนักนั้นทำให้การเคลื่อนไหวดูติดขัด แต่ในขณะเดียวกัน เธอกลับรู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่างที่เรียกหาเธอจากทิศทางของรอยแยกที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ รอยจารึกบนร่างของเธอเริ่มเรืองแสงสีฟ้าจางๆ ตอบรับกับความโกลาหลที่ยังไม่สงบสิ้น
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของม้าและเสียงเกราะเหล็กกระทบกันก็ดังมาจากทิศทางของถนนหลวง ไม่ใช่เสียงฝีเท้าของทหารที่กำลังลาดตระเวนธรรมดา แต่มันคือจังหวะของการเคลื่อนพลที่มุ่งเป้ามายังจุดที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว
“พวกมันมาแล้ว!” Granny Nessa ตะโกนออกมาจากหลังซากกำแพงที่ยังเหลืออยู่ เธอถือกระทะเหล็กเก่าๆ ไว้ในมือราวกับเป็นอาวุธเพียงอย่างเดียวที่เหลืออยู่ “พวกขุนนางไม่ได้มาเพื่อช่วยเราแน่ๆ พวกมันมาเพื่อชิงสิ่งที่เหลืออยู่!”
Anwen มองไปที่เส้นขอบฟ้า เธอเห็นธงสัญลักษณ์ของราชสำนักโบกสะบัดอยู่ไกลๆ ท่ามกลางฝุ่นตลบ กองทหารม้าหนักกำลังมุ่งหน้ามายังซากโรงเตี๊ยม แต่สิ่งที่ทำให้เธอต้องขมวดคิ้วไม่ใช่ทหารเหล่านั้น แต่คือเงาสีดำขนาดมหึมาที่ลอยต่ำอยู่เหนือเมฆ—สิ่งลึกลับจากฟากฟ้าที่ร่วงหล่นลงมาเมื่อไม่กี่วันก่อน บัดนี้มันเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างที่ชัดเจนขึ้น มันดูเหมือนก้อนเมฆที่มีชีวิตและเต็มไปด้วยกระแสไฟฟ้าที่แลบแปลบปลาบ
“เตรียมตัว” Anwen สั่ง เสียงของเธอเรียบเฉยแต่ทรงพลังจน Fin และ Nessa ต้องชะงัก “ถ้าพวกทหารมาถึง เราจะถูกจับเป็นเชลย หรือไม่ก็ถูกกำจัดทิ้งเพื่อปิดปากเรื่องเครื่องจักรโบราณ”
ขณะที่เธอกำลังจะขยับตัว เสียงคำรามที่ไม่ได้มาจากลำคอของสิ่งมีชีวิต แต่เป็นเสียงโลหะบดขยี้กันก็ดังขึ้นจากใต้พื้นดิน เถาวัลย์โลหะเส้นหนึ่งพุ่งพรวดขึ้นมาจากรอยแตกใกล้ๆ กับที่พวกเขายืนอยู่ มันสะบัดไปมาเหมือนงูยักษ์ที่กำลังโกรธเกรี้ยว และเมื่อทหารกลุ่มแรกที่มาถึงเขตซากปรักหักพังขี่ม้าเข้ามาใกล้ เถาวัลย์นั้นก็พุ่งเข้าจู่โจมทันที
เสียงกรีดร้องของม้าและเสียงเหล็กปะทะเหล็กดังระงมไปทั่วบริเวณ สงครามสามฝ่ายกำลังจะปะทุขึ้นอีกครั้ง ทหารขุนนางที่พยายามจะเข้ายึดครองพื้นที่, เครื่องจักรโบราณที่พยายามจะปกป้องเขตแดนของมัน, และพลังลึกลับจากฟากฟ้าที่กำลังกดดันลงมาจากเบื้องบน
Anwen รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงขึ้นในกระดูกของเธอ รอยจารึกเริ่มส่งเสียงหึ่งๆ ในหู ราวกับมันกำลังบอกว่า 'เวลาแห่งการเลือกได้หมดลงแล้ว' เธอไม่ได้เป็นเพียงเจ้าของโรงเตี๊ยมที่คอยต้อนรับผู้แสวงบุญอีกต่อไป แต่เธอคือจุดศูนย์กลางของแรงดึงดูดที่พยายามจะฉีกโลกนี้ออกเป็นเสี่ยงๆ
“Anwen! ดูนั่น!” Fin ชี้ไปที่ท้องฟ้า
รอยแยกบนฟ้าไม่ได้มีแค่แสง แต่มันเริ่มมี 'บางอย่าง' ร่วงหล่นลงมา มันไม่ใช่หิน ไม่ใช่ดาวตก แต่มันคือชิ้นส่วนของโครงสร้างขนาดมหึมาที่ดูเหมือนวิหารลอยฟ้าที่กำลังแตกสลายลงมาสู่พื้นโลก แรงกระแทกจากการร่วงหล่นทำให้แผ่นดินสั่นสะเทือนจน Anwen เกือบเสียหลัก
เธอต้องตัดสินใจ—จะหลบหนีไปกับผู้รอดชีวิตที่เหลือเพื่อรักษาชีวิตอันน้อยนิด หรือจะเดินหน้าเข้าสู่ใจกลางของพายุเพื่อเผชิญหน้ากับสิ่งที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของ Castellane ไปตลอดกาล
สายตาของเธอเหลือบไปเห็นดาบเก่าที่ตกอยู่ข้างซากเตาผิงของโรงเตี๊ยม เธอเอื้อมมือโลหะไปหยิบมันขึ้นมา ความเย็นของเหล็กสัมผัสกับฝ่ามือที่เป็นโลหะของเธอ ราวกับว่าพวกมันเป็นสิ่งเดียวกัน
“เราจะไม่หนีอีกแล้ว” Anwen พึมพำกับตัวเอง ดวงตาของเธอสะท้อนภาพของพายุที่กำลังก่อตัวขึ้น ทั้งจากเบื้องบนและเบื้องล่าง “ถ้าโลกนี้ต้องการกุญแจ... ฉันจะเป็นคนถือมันเอง”
--- ท่ามกลางซากปรักหักพังของโรงเตี๊ยม Anwen และผู้รอดชีวิตต้องเผชิญกับการบุกรุกของกองทหารขุนนางในขณะที่เครื่องจักรใต้ดินและสิ่งลึกลับจากฟากฟ้าเริ่มปะทะกันอย่างรุนแรงขึ้น