← All chapters

The Pilgrims' Inn

Chapter 62Free

ตอนที่ 62 — เศษซากแห่งความจริงและรอยร้าวที่ไม่อาจประสาน

ความเงียบหลังจากพายุคลั่งไม่ใช่ความสงบ แต่มันคือความกดอากาศที่หนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก

Anwen ยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังที่ครั้งหนึ่งเคยเรียกว่าบ้าน กลิ่นของโอโซนที่ไหม้เกรียมผสมปนเปกับกลิ่นสนิมโลหะและดินที่ถูกขุดจนพรุน รอยร้าวในมิติที่เธอเพิ่งจะฝืนปิดลงด้วยการทำลายจังหวะของมันเองยังคงทิ้งรอยแผลเป็นไว้ในอากาศ—มันไม่ใช่รอยร้าวบนพื้นดิน แต่มันคือรอยแยกที่ดูเหมือนจะกรีดผ่านความจริง ทำให้ภาพเบื้องหน้าบิดเบี้ยวราวกับมองผ่านผิวน้ำที่กำลังเดือดพล่าน

เธอพยายามขยับแขนขวา แต่ความรู้สึกที่ได้รับกลับไม่ใช่สัมผัสของเนื้อหนังที่คุ้นเคย มันคือความเย็นเยียบที่หนักแน่นและมั่นคง แขนข้างนั้นไม่ใช่แขนของมนุษย์อีกต่อไป ผิวหนังถูกแทนที่ด้วยโลหะสีเงินหม่นที่มีลวดลายจารึกเรืองแสงจางๆ ไหลเวียนอยู่ภายใต้พื้นผิว มันไม่ใช่แค่การสวมใส่ แต่มันคือการหลอมรวมที่ไร้ทางถอนคืน

“เจ้าทำลายระเบียบที่สมบูรณ์แบบ...”

เสียงนั้นไม่ได้มาจากทิศทางใดทิศทางหนึ่ง แต่มันดังก้องอยู่ในโสตประสาทและในกระดูกของเธอ ร่างลึกลับจากฟากฟ้าที่เคยเผชิญหน้าเมื่อครู่ไม่ได้หายไปไหน แต่มันดูเหมือนจะกลืนกลายไปกับความบิดเบี้ยวของมิติรอบตัว เหลือเพียงเงาร่างที่พร่าเลือนแต่ทรงพลัง

“ข้าไม่ได้ทำลาย...” Anwen เค้นเสียงออกมา ลำคอของเธอแห้งผากและสั่นพร่า “ข้าแค่... เลือกที่จะมีชีวิตอยู่”

“ชีวิตที่แหลกสลาย” เงาร่างนั้นตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ไร้อารมณ์ “เจ้าเลือกที่จะรักษาความโกลาหลที่ไร้สาระ แทนที่จะยอมรับโครงสร้างที่มั่นคง เจ้าได้สร้างรอยร้าวที่ไม่มีวันประสาน และเจ้าเอง... ก็เป็นรอยร้าวนั้น”

Anwen พยุงร่างที่หนักอึ้งขึ้น พื้นดินใต้เท้าของเธอสั่นสะเทือนเป็นจังหวะที่ผิดเพี้ยน มันไม่ใช่จังหวะการทำงานของเครื่องจักรที่สม่ำเสมออีกต่อไป แต่มันคือเสียงหัวใจที่เต้นผิดจังหวะของโลกที่กำลังป่วยไข้ ทุกครั้งที่รอยจารึกในตัวเธอเต้นตุบ ความร้อนระอุจะแล่นพล่านไปตามกระดูกสันหลัง ส่งสัญญาณว่าสิ่งที่อยู่ใต้ดินกำลังพยายามจะโต้ตอบกับสิ่งที่อยู่บนฟ้า

ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มคนก็ดังมาจากทิศทางของถนนหลวง แสงจากคบไฟส่องสว่างผ่านม่านหมอกหนาของปลายฤดูใบไม้ร่วงที่เริ่มโรยตัวลงมา Anwen พยายามหันไปมองด้วยสายตาที่พร่ามัว เธอเห็นกลุ่มทหารในเครื่องแบบสีเข้ม—ไม่ใช่ทหารราชสำนักที่เธอคุ้นเคย แต่เป็นกองกำลังติดอาวุธที่มีสัญลักษณ์ของขุนนางท้องถิ่นที่กระหายอำนาจ พวกเขาไม่ได้มาเพื่อช่วยเหลือ แต่มาเพื่อ 'จัดการ' ความไม่สงบ

“นั่นไง! ร่องรอยการระเบิด!” เสียงตะโกนสั่งการดังขึ้น “ตรวจสอบพื้นที่! ใครก็ตามที่อยู่ในเขตนี้ให้ควบคุมตัวไว้ทั้งหมด เราต้องหาต้นตอของพลังงานประหลาดนี้ก่อนที่พวกกบฏจะใช้มัน!”

Anwen รู้สึกถึงความขัดแย้งที่กำลังถาโถมเข้ามา ทั้งความกดดันจากสิ่งเหนือธรรมชาติที่ยังคงวนเวียนอยู่รอบตัว และความโหดร้ายของมนุษย์ที่กำลังคืบคลานเข้ามาในคราบของผู้พิทักษ์ความสงบ

เธอมองไปที่ซากโรงเตี๊ยม 'The Pilgrims' Rest' ที่เหลือเพียงเสาหินและโครงสร้างโลหะที่งอกออกมาจากดินราวกับอวัยวะของสัตว์ประหลาด Fin และ Granny Nessa หายไปไหน? เธอไม่รู้ แต่ความกังวลนั้นถูกบดบังด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่รุนแรงขึ้น รอยจารึกที่แขนขวาของเธอเริ่มเรืองแสงสีฟ้าเข้ม—มันไม่ใช่แสงแห่งการเยียวยา แต่มันคือแสงแห่งการเตือนภัย

ตึก... ตึก... ตึก...

เสียงเต้นของเครื่องจักรใต้ดินดังขึ้นแรงกว่าเดิม คราวนี้มันมาพร้อมกับเสียงกรีดร้องของโลหะที่บิดเบี้ยว พื้นดินรอบตัวเธอเริ่มปริแตก เถาวัลย์โลหะที่เคยดูเหมือนจะสงบลงหลังการปะทะ กลับเริ่มขยับเขยื้อนอีกครั้ง แต่มันไม่ได้พุ่งขึ้นมาอย่างบ้าคลั่งเหมือนก่อน มันกลับเคลื่อนไหวอย่างระแวดระวัง ราวกับกำลังซ่อนตัวจากสายตาของทหารเหล่านั้น

“เจ้าเห็นหรือไม่?” เงาจากฟากฟ้ากระซิบอีกครั้ง “เมื่อเจ้าปฏิเสธระเบียบ เจ้าก็ได้ปลุกสัญชาตญาณแห่งการทำลายล้างขึ้นมา”

Anwen กัดฟันแน่น ความเจ็บปวดจากการที่ร่างกายครึ่งหนึ่งเป็นมนุษย์และอีกครึ่งหนึ่งเป็นเครื่องจักรทำให้เธอแทบจะทรงตัวไม่อยู่ เธอเห็นทหารกลุ่มแรกวิ่งเข้ามาถึงเขตซากปรักหักพัง พวกเขาชะงักเมื่อเห็นสภาพของโรงเตี๊ยมและเห็นร่างของหญิงสาวที่มีแขนเป็นโลหะยืนอยู่ท่ามกลางแสงสีฟ้าที่ประหลาดล้ำ

“หยุดอยู่ตรงนั้น! เจ้าเป็นใคร! ทำอะไรกับพื้นที่นี้!” นายทหารคนหนึ่งตะโกนพร้อมชักดาบออกมา

Anwen ไม่ตอบ เธอเพียงแต่จ้องมองพวกเขาด้วยดวงตาที่เปลี่ยนไป—ดวงตาที่สะท้อนภาพของความจริงที่เหนือกว่าสิ่งที่พวกเขาสามารถเข้าใจได้ ในวินาทีนั้น เธอตระหนักได้ว่าความสงบสุขที่เธอเคยพยายามรักษาไว้ในฐานะเจ้าของโรงเตี๊ยมได้ตายไปพร้อมกับซากปรักหักพังเหล่านี้แล้ว

โลกไม่ได้ต้องการเจ้าของโรงเตี๊ยมที่คอยต้อนรับผู้แสวงบุญอีกต่อไป แต่มันกำลังต้องการบางอย่างที่แข็งแกร่งพอจะยืนอยู่ท่ามกลางรอยร้าวที่ไม่มีวันประสานนี้

เสียงโลหะเสียดสีกันดังสนั่นมาจากใต้ดิน แรงสั่นสะเทือนครั้งใหม่รุนแรงจนทหารเหล่านั้นล้มคว่ำ ท้องฟ้าเบื้องบนเริ่มหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นสีดำ ทิ้งให้ Anwen ยืนอยู่ตรงกลางของพายุที่กำลังจะกลืนกินทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ ขุนนาง หรือแม้แต่พระเจ้าที่เฝ้ามองอยู่จากเบื้องบน

รอยจารึกที่อกของเธอเต้นรัว มันไม่ใช่แค่เครื่องมือสื่อสาร แต่มันคือเข็มทิศที่กำลังชี้ไปสู่หายนะที่แท้จริงที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในวันพรุ่งนี้

--- Anwen เผชิญกับผลกระทบหลังการปะทะระหว่างพลังจากใต้ดินและฟากฟ้า ร่างกายของเธอเปลี่ยนเป็นครึ่งโลหะอย่างถาวร ท่ามกลางการบุกรุกของกองกำลังขุนนางที่เข้ามาควบคุมพื้นที่ซากปรักหักพัง และสัญญาณเตือนว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคแห่งความโกลาหลที่ไม่อาจหยุดยั้งได้