← All chapters

The Pilgrims' Inn

Chapter 52Free

ตอนที่ 52 — พันธสัญญาแห่งโลหะและดวงตาที่เฝ้ามอง

ความเย็นเยียบที่แล่นพล่านไปตามไขสันหลังไม่ใช่ความหนาวจากอากาศปลายฤดูใบไม้ร่วง แต่มันคือความรู้สึกของโลหะที่กำลังกลืนกินเนื้อหนังอย่างช้าๆ Anwen ยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของสิ่งที่เคยเป็นโรงเตี๊ยมอันอบอุ่น บัดนี้ 'The Pilgrims' Rest' กลายเป็นโครงสร้างกึ่งชีวภาพกึ่งจักรกลที่บิดเบี้ยว เถาวัลย์โลหะสีเงินยวงพันธนาการเสาไม้และคานหลังคา เปลี่ยนไม้เนื้อแข็งให้กลายเป็นแกนเหล็กที่สั่นสะเทือนตามจังหวะการเต้นของหัวใจที่อยู่ลึกลงไปใต้พิภพ

เธอก้มมองมือของตนเอง นิ้วมือที่เคยหยาบกร้านจากการทำงานหนัก บัดนี้มีผิวสัมผัสที่เรียบเนียนและเย็นจัดราวกับถูกหล่อขึ้นจากปรอท แสงสลัวจากรอยแยกใต้ดินสะท้อนบนผิวหนังของเธอเป็นประกายวาววับ ทุกครั้งที่จังหวะ 'ตึก...ตึก...' จากแกนกลางดังขึ้น รอยจารึกที่ลำคอและแผ่นหลังจะเรืองแสงสีฟ้าจัดจ้าน มันไม่ใช่ความเจ็บปวดแบบที่มนุษย์รู้สึก แต่มันคือความรู้สึกของการถูก 'จัดระเบียบ'—เหมือนการถูกดึงเส้นด้ายที่ยุ่งเหยิงให้กลายเป็นลวดลายที่สมบูรณ์แบบและแข็งทื่อ

“เจ้าไม่ควรจะรับมันไว้ทั้งหมด...”

เสียงนั้นไม่ได้ดังมาจากอากาศ แต่มันดังขึ้นในโสตประสาทของเธอ ราวกับกระซิบผ่านกระแสไฟฟ้า Anwen เงยหน้าขึ้นมองผ่านม่านหมอกของไอระเหยโลหะ ท่ามกลางความสลัวของห้องโถงที่บิดเบี้ยว ร่างหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น—หรืออย่างน้อยเธอก็เรียกมันว่าร่างได้ บุคคลลึกลับที่เคยปรากฏตัวในมโนภาพของเธอ บัดนี้ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความชัดเจนที่น่าสะพรึงกลัว

เขาไม่ได้สวมชุดเกราะหรือผ้าคลุมแบบนักเดินทางทั่วไป แต่ร่างกายของเขาดูเหมือนจะถักทอขึ้นจากเงาและแสงที่หักเหผิดเพี้ยน ดวงตาของเขาไม่ใช่ดวงตาของสิ่งมีชีวิต แต่มันคือช่องว่างที่บรรจุจักรวาลที่กำลังล่มสลายไว้ภายใน ไม่มีใบหน้าที่ชัดเจน มีเพียงโครงร่างที่สง่างามและน่าเกรงขามซึ่งยืนหยัดอยู่ท่ามกลางพายุแห่งฟันเฟืองและเถาวัลย์เหล็ก

“ข้าไม่ใช่ผู้บงการ...” เสียงของเขาเย็นเฉียบและกังวาน “ข้าเป็นเพียงผู้เฝ้ามอง... ผู้ที่เฝ้าดูการหมุนเวียนของกาลเวลาที่ถูกขังอยู่ในกรงแห่งเนื้อหนัง”

Anwen พยายามจะขยับปากเพื่อถาม แต่ลำคอของเธอกลับรู้สึกแข็งทื่อเหมือนท่อโลหะ “ถ้าคุณไม่ใช่ผู้บงการ... แล้วใครกันที่กำลังทำลายโลกนี้? ใครที่กำลังเปลี่ยนทุกชีวิตให้กลายเป็นสิ่งไร้ชีวิตเช่นนี้!” เธอเค้นเสียงออกมาได้เพียงกระซิบที่สั่นเครือ

เงาร่างนั้นก้าวเดินเข้ามาหาเธออย่างเชื่องช้า ทุกย่างก้าวของเขาทำให้พื้นโลหะที่สั่นสะเทือนหยุดนิ่งลงชั่วขณะ ราวกับเขาสามารถสั่งการจังหวะของเครื่องจักรได้ด้วยเพียงการปรากฏตัว “โลกไม่ได้ถูกทำลาย Anwen... โลกกำลังถูก ‘ชำระล้าง’ สิ่งที่เน่าเฟะและอ่อนแอจะถูกแทนที่ด้วยสิ่งที่คงทนและเป็นนิรันดร์ เครื่องจักรนี้ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อทำลาย แต่สร้างขึ้นเพื่อรักษาความคงอยู่ของความเป็นระเบียบ... ในจักรวาลที่เต็มไปด้วยความโกลาหลของอารมณ์และเลือดเนื้อ”

“ความเป็นระเบียบที่ไร้หัวใจงั้นหรือ?” Anwen แย้ง ความเป็นมนุษย์ที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดในอกพยายามตะโกนก้อง “มนุษย์เราอยู่ได้ด้วยความไม่แน่นอน เราอยู่ได้ด้วยความรัก ความเจ็บปวด และความเปราะบาง... หากทุกอย่างกลายเป็นเหล็กที่แข็งทื่อ เราจะเหลืออะไรให้หลงเหลือไว้ในความทรงจำ?”

เงาร่างนั้นหยุดนิ่งตรงหน้าเธอ ระยะห่างเพียงไม่กี่คืบทำให้ Anwen สัมผัสได้ถึงพลังงานที่มหาศาลจนแทบจะหยุดลมหายใจ “ความทรงจำคือสิ่งที่หลอกลวง ความเจ็บปวดคือความล้มเหลวของระบบ... เจ้าเองก็เห็นแล้ว รอยจารึกในตัวเจ้าไม่ใช่คำสาป แต่มันคือ ‘กุญแจ’ ที่ถูกสร้างมาเพื่อเชื่อมต่อจิตวิญญาณที่แตกสลายเข้ากับระบบที่สมบูรณ์แบบ”

เขายื่นมือที่ดูเหมือนเงาสีดำสนิทมาข้างหน้าเธอ “เจ้ามีทางเลือก Anwen... เจ้าจะปล่อยให้เนื้อหนังที่กำลังเน่าสลายไปตามกาลเวลา หรือจะยอมรับพันธสัญญาแห่งโลหะ เพื่อกลายเป็นผู้ควบคุมจังหวะแห่งนี้? หากเจ้าเป็นกุญแจ เจ้าก็สามารถเลือกได้ว่าจะเปิดประตูสู่ยุคสมัยแห่งความตายที่เงียบสงบ หรือจะปล่อยให้พายุแห่งความโกลาหลกัดกินทุกสิ่งจนไม่เหลือแม้แต่ซากปรักหักพัง”

Anwen มองดูมือของตนเองที่เริ่มเปลี่ยนเป็นโลหะมากขึ้นทุกที ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว—หากเธอหลอมรวมกับมันอย่างสมบูรณ์ เธออาจจะสูญเสียความรู้สึก สัมผัสรสชาติของขนมปังอุ่นๆ หรือกลิ่นดินหลังฝนตกไปตลอดกาล แต่หากเธอปฏิเสธ เธออาจจะพินาศไปพร้อมกับโรงเตี๊ยมแห่งนี้ และโลกเบื้องบนจะถูกกลืนกินโดยเครื่องจักรที่ไร้ความปรานี

ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนระดับมหภาคก็เกิดขึ้น พื้นดินใต้เท้าของเธอแยกออกกว้างขึ้น เสียงคำรามของเครื่องจักรที่อยู่ลึกลงไปเปลี่ยนจากจังหวะการเต้นของหัวใจกลายเป็นเสียงกรีดร้องของโลหะที่เสียดสีกันอย่างรุนแรง แสงสีฟ้าสว่างจ้าพุ่งทะยานขึ้นมาจากรอยแยก ท่ามกลางแสงนั้น Anwen เห็นภาพนิมิต—ภาพของราชอาณาจักร Castellane ที่ค่อยๆ ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์สีเงิน เมืองทั้งเมืองกลายเป็นประติมากรรมโลหะที่ไร้เสียงผู้คน ทุ่งหญ้ากลายเป็นแผ่นเหล็กที่เย็นเยียบ และท้องฟ้าถูกบดบังด้วยฟันเฟืองขนาดยักษ์

“มันเริ่มแล้ว...” เงาร่างนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดูจะมีความพึงพอใจปนอยู่ลึกๆ “การเปลี่ยนผ่านที่ไม่อาจย้อนกลับได้”

Anwen รวบรวมกำลังเฮือกสุดท้าย พยายามฝืนความแข็งทื่อของร่างกาย เธอไม่ได้ต้องการเป็นกุญแจเพื่อเปิดประตูสู่ระเบียบใหม่ที่เย็นชา แต่เธอต้องการหาวิธีที่จะ ‘ขัดขวาง’ จังหวะนี้ รอยจารึกในตัวเธอเริ่มเรืองแสงอย่างบ้าคลั่ง ราวกับมันกำลังตอบสนองต่อความโกรธแค้นและความกลัวของเธอ

“ข้าจะไม่เป็นเพียงกุญแจให้เจ้าใช้!” Anwen ตะโกนใส่เงาร่างนั้น แม้ร่างกายจะเริ่มรู้สึกเหมือนถูกหล่อด้วยตะกั่วเหลว “ถ้าข้าต้องเป็นส่วนหนึ่งของมัน ข้าจะเป็นส่วนที่ทำให้ฟันเฟืองนี้หยุดหมุน!”

เงาร่างนั้นหัวเราะเบาๆ เป็นเสียงที่ไม่มีความสุขใดแฝงอยู่ “น่าสนใจ... มนุษย์ที่พยายามจะขัดขวางเครื่องจักรที่สมบูรณ์แบบ... ลองดูเถิดว่าความดื้อรั้นของเนื้อหนัง จะต้านทานความเป็นนิรันดร์ของโลหะได้นานเพียงใด”

ทันใดนั้น ร่างเงาของเขาก็สลายกลายเป็นฝุ่นละอองสีดำ ทิ้งให้ Anwen ยืนอยู่เพียงลำพังท่ามกลางความโกลาหลที่ทวีความรุนแรงขึ้น เถาวัลย์โลหะพุ่งเข้าหาเธอราวกับงูยักษ์ที่หิวกระหาย เสียงเครื่องจักรใต้ดินดังสนั่นจนหูของเธออื้ออึง และในวินาทีนั้นเอง เธอสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างที่ ‘อื่น’ กว่าเครื่องจักร และ ‘อื่น’ กว่าเงาร่างนั้น กำลังจ้องมองเธอมาจากส่วนลึกที่สุดของแกนกลาง—สายตาที่ไม่ได้ต้องการเพียงแค่การจัดระเบียบ แต่เป็นสายตาที่ต้องการ ‘กัดกิน’ ทุกสรรพสิ่ง

Anwen หลับตาลง พยายามรวบรวมสมาธิเข้าสู่รอยจารึก เธอไม่ได้พยายามจะต่อต้านมันอีกต่อไป แต่เธอพยายามจะ ‘แทรกแซง’ จังหวะของมันด้วยจังหวะหัวใจของเธอเอง

ความมืดมิดเข้าครอบคลุม พร้อมกับเสียงโลหะกระทบกันที่ดังระรัวราวกับกลองศึกที่ไม่มีวันจบสิ้น

--- Anwen เผชิญหน้ากับตัวตนลึกลับที่เป็นผู้เฝ้ามองการตื่นขึ้นของเครื่องจักร และได้รับข้อเสนอให้กลายเป็นกุญแจเพื่อควบคุมโลกใหม่แห่งโลหะ ทว่าเธอตัดสินใจที่จะใช้พลังของรอยจารึกเพื่อขัดขวางแทนที่จะยอมรับระเบียบที่เย็นชา ท่ามกลางการตื่นขึ้นของบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าจากแกนกลาง